
มธ.เปิดนวัตกรรม รับภัยพิบัติยุค4.0
มธ. รุกหนักไฮเทค เปิด 2 นวัตกรรมใหม่ทั้งระบบ “Tracking” แจ้งผู้ประสบภัยแบบเรียลไทม์ ผ่านโซเชียลมีเดีย และโดรน ตรวจสอบความเสียหายโบราณสถาน 3 มิติ หวังรับมือภัยพิบัติยุค 4.0
รศ.ปกรณ์ เสริมสุข คณบดีคณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (มธ.) เปิดเผยว่า ขณะนี้ทางคณะวิทยาศาสตร์ฯ ได้คิดค้น 2 นวัตกรรม คือ ระบบ Tracking ผู้ประสบภัย หรือระบบแผนที่แสดงตำแหน่งผู้ประสบภัยแบบเรียลไทม์ เพื่อรายงานผ่านเว็บไซต์และแสดงข้อมูลระบบสารสนเทศภูมิศาสตร์ที่สามารถแสดงการร้องขอความช่วยเหลือ ค้นหาสถานที่ และแจ้งจุดเกิดภัยพิบัติหรือเหตุการณ์ต่างๆ ผ่านการใช้โซเชียลมีเดีย
นอกจากนี้ยังเปิดตัว “โดรนตรวจสอบความเสียหายโบราณสถาน 3 มิติ” การประยุกต์ใช้ภาพ ถ่ายที่ได้จากโดรน และนำมาประมวลผล สร้างเป็นข้อมูลดิจิตอล 3 มิติ ที่สามารถแสดงได้ถึงรายละเอียดความเสียหายของโบราณสถานหลังประสบภัยพิบัติ ทั้งนี้ 2 ผลงานดังกล่าวเป็นผลงานที่พร้อมใช้งานได้จริง หากได้รับการสนับสนุนจากทางภาครัฐหรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต่างๆ จะสามารถพัฒนาให้กลายเป็นเครื่องมือเพื่อเตรียมพร้อมรับมือ และบรรเทาความเสียหายที่เกิดขึ้นจากภัยพิบัติที่อาจเกิดขึ้นได้ทุกเมื่อ
ขณะที่ ดร.วนิดา พฤทธิวิทยา อาจารย์ประจำสาขาวิชาวิทยาการคอมพิว เตอร์ คณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มธ. กล่าวเพิ่มเติมว่า “แพลตฟอร์มบริการสร้างเว็บไซต์สำหรับแสดงข้อมูลระบบสารสนเทศภูมิศาสตร์จากเครือข่ายสังคม ออนไลน์ (GIS with Crowdsourcing as a Service-GCaaS)” พัฒนาโดยนักศึกษาชั้นปีที่ 4 ภาควิชาวิทยาการคอมพิวเตอร์ จำนวน 2 รุ่น รวมทั้งสิ้น 4 คน เป็นเครื่องมือช่วยสร้างเว็บไซต์สำหรับบริหารจัดการข้อมูลผู้ประสบภัย ซึ่งใช้เทคนิคด้านระบบสารสนเทศภูมิศาสตร์ (GIS-based website) ในการจัดแผนที่แสดงตำแหน่งผู้ประสบภัยและภาพข้อมูลพื้นฐานต่างๆ
อย่างไรก็ตาม การจะประยุกต์ใช้ระบบดังกล่าวให้รองรับพื้นที่ทั่วประเทศนั้น ต้องอาศัยความร่วมมือจากภาครัฐ ในเรื่อง “ข้อมูลเชิงภูมิศาสตร์ของแต่ละเขตพื้นที่” โดยหากได้รับการสนับสนุนจากทางภาครัฐแล้ว ระบบแผนที่แสดงตำแหน่งผู้ประสบภัยแบบเรียลไทม์นี้ จะสามารถเป็นหนึ่งในนวัตกรรมเทคโนโลยีที่พร้อมรับมือกับภัยพิบัติที่อาจเกิดขึ้นในอนาคตได้
จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 37 ฉบับที่ 3,286 วันที่ 10 -12 สิงหาคม พ.ศ. 2560
นอกจากนี้ยังเปิดตัว “โดรนตรวจสอบความเสียหายโบราณสถาน 3 มิติ” การประยุกต์ใช้ภาพ ถ่ายที่ได้จากโดรน และนำมาประมวลผล สร้างเป็นข้อมูลดิจิตอล 3 มิติ ที่สามารถแสดงได้ถึงรายละเอียดความเสียหายของโบราณสถานหลังประสบภัยพิบัติ ทั้งนี้ 2 ผลงานดังกล่าวเป็นผลงานที่พร้อมใช้งานได้จริง หากได้รับการสนับสนุนจากทางภาครัฐหรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต่างๆ จะสามารถพัฒนาให้กลายเป็นเครื่องมือเพื่อเตรียมพร้อมรับมือ และบรรเทาความเสียหายที่เกิดขึ้นจากภัยพิบัติที่อาจเกิดขึ้นได้ทุกเมื่อ
อย่างไรก็ตาม การจะประยุกต์ใช้ระบบดังกล่าวให้รองรับพื้นที่ทั่วประเทศนั้น ต้องอาศัยความร่วมมือจากภาครัฐ ในเรื่อง “ข้อมูลเชิงภูมิศาสตร์ของแต่ละเขตพื้นที่” โดยหากได้รับการสนับสนุนจากทางภาครัฐแล้ว ระบบแผนที่แสดงตำแหน่งผู้ประสบภัยแบบเรียลไทม์นี้ จะสามารถเป็นหนึ่งในนวัตกรรมเทคโนโลยีที่พร้อมรับมือกับภัยพิบัติที่อาจเกิดขึ้นในอนาคตได้
จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 37 ฉบับที่ 3,286 วันที่ 10 -12 สิงหาคม พ.ศ. 2560






