
ซุปเปอร์ริชส่องดิจิตอลโอกาสและท้าทาย
นางสาวธณัทร์ษริน สุสมาวัฒนะกุล กรรมการผู้จัดการ สายงานพัฒนาองค์กร บริษัท ซุปเปอร์ริช (ไทยแลนด์) จำกัด หรือ ซุปเปอร์ริชสีเขียว ผู้ประกอบธุรกิจแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศชื่อดัง ให้สัมภาษณ์พิเศษ “ฐานเศรษฐกิจ” ประเมินภาพรวมธุรกิจแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศยังมีทิศทางการเติบโตเพิ่มขึ้นจากแนวโน้มการท่องเที่ยวที่ขยายตัวค่อนข้างดี ทั้งขาเข้าและขาออก
สถิติในช่วง 6 เดือนแรกของปีนี้ มีมูลค่าซื้อขายอยู่ที่ 4.4 หมื่นล้านบาท เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนที่มีมูลค่าซื้อขายอยู่ที่ 3.8 หมื่นล้านบาท ถือว่าเติบโตเพิ่มขึ้น และคาดว่าในช่วงครึ่งหลังของปีนี้การซื้อขายยังขยายตัวอยู่ คาดว่าตัวเลขจะอยู่ที่ 9 หมื่นล้านบาท คิดเป็นการเติบโตประมาณ 20% จากปี 2559 มีมูลค่าการซื้อขายอยู่ที่ 7.7 หมื่นล้านบาท
อัตราการเติบโตของมูลค่าการซื้อขายที่ขยายตัวแรง ส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากการขยายสาขาอย่างต่อเนื่อง ทำให้มีความต้องการแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศเพิ่มขึ้น ปีนี้ซุปเปอร์ริชสีเขียว มีแผนขยายเพิ่มเติมอีก 1-2 สาขา จากปัจจุบันมีอยู่ 15 สาขา ทำให้ปริมาณธุรกรรมเพิ่มขึ้นจากปัจจุบันอยู่ที่ 4,000 รายการต่อวัน หรือคิดเป็น 1.26 แสนรายการต่อเดือน
ขณะเดียวกันนโยบายภาครัฐพยายามส่งเสริมการท่องเที่ยว รวมถึงภาคธุรกิจก็มีการจัดแพ็กเกจการท่องเที่ยวราคาไม่แพงทั้งในและต่างประเทศมากขึ้น (ขาเข้าและขาออก) โดยเฉพาะภาคธุรกิจมีการตื่นตัวรับนักท่องเที่ยวที่เดินทางเข้ามาท่องเที่ยวในประเทศไทยมากขึ้น โดยเฉพาะนักท่องเที่ยวประเทศจีนที่เติบโตค่อนข้างสูง ซึ่งเป็นอานิสงส์ให้ธุรกิจแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศขยายตัวเพิ่มมากขึ้น
สกุลเงินที่ได้รับความนิยม 3 อันดับแรก ได้แก่ เงินสกุลดอลลาร์สหรัฐฯ ที่มีสัดส่วนประมาณกว่า 30% รองลงมาเป็นสกุลเงินเยน-ญี่ปุ่น ประมาณกว่า 20% และเงินยูโรอีกกว่า 10%
[caption id="attachment_186301" align="aligncenter" width="335"]
ธณัทร์ษริน สุสมาวัฒนะกุล กรรมการผู้จัดการ สายงานพัฒนาองค์กร บริษัท ซุปเปอร์ริช (ไทยแลนด์) จำกั[/caption]
นอกจากจำนวนสาขาที่ขยายเพิ่มเติมตามคำเรียกร้องของลูกค้า บริษัทยังได้ขยายช่องทางการซื้อขายผ่านบัตรเครดิตตามความต้องการของลูกค้า ซึ่งเปิดบริการมาได้แล้วประมาณ 1 ปี แม้ว่ายอดธุรกรรมผ่านช่องทางการใช้บัตรเครดิตยังไม่สูงมากนัก แต่คาดว่าระยะยาวสัดส่วนการใช้บัตรเครดิตจะเพิ่มขึ้นตามลำดับ รวมถึงการใช้ช่องทางคอลล์เซ็นเตอร์ที่อำนวยความสะดวกให้ลูกค้าสามารถจองซื้อสกุลเงินล่วงหน้าได้ ซึ่งปริมาณธุรกรรมผ่านคอลล์เซ็นเตอร์ทยอยเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ คาดว่าหากลูกค้ามีความคุ้นชินจะทำให้ช่องทางเหล่านี้จะขยายตัวเพิ่มขึ้น ซึ่งจะเป็นส่วนหนึ่งที่กระตุ้นให้ธุรกิจขยายตัวเติบโตได้ตามเป้าหมายตลอดจนการทำโปรโมชัน อย่างต่อเนื่องตลอดทั้งปี จะเป็นส่วนหนึ่งที่จะกระตุ้นการรับรู้และการเติบโตได้เช่นเดียวกัน
ส่วนทิศทางการเปลี่ยน แปลงของเทคโนโลยีในปัจจุบันที่เข้ามามีบทบาทมากขึ้น รวมถึงอุปกรณ์เครื่องมือที่สามารถใช้แทนเงินสด เช่น บัตรเครดิต กระเป๋าเงินอิเล็กทรอนิกส์ (E-Wallet) รวมถึงนโยบายที่ไทยจะก้าวเข้าสู่สังคมไร้เงินสด(Cashless Society) เป็นเรื่องที่ท้าทายสำหรับธุรกิจแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศที่จะต้องปรับตัวและปรับธุรกิจให้สอดรับกับการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น
แต่การเข้ามาของเทคโนโลยีนั้น จะมาเสริมให้ช่องทางบริการให้มีมากขึ้น เพื่ออำนวยความสะดวกกับลูกค้าผู้ใช้บริการที่จะสามารถเลือกช่องทางที่มีมากขึ้น
“เรามองว่าเทคโนโลยีที่เข้ามาจะมาเป็นช่องทางที่เพิ่มความสะดวกให้ลูกค้ามากขึ้น ไม่ได้มองว่าจะมากระทบธุรกิจมากนัก เพราะเชื่อว่าเงินสดก็ยังมีความจำเป็น แต่สิ่งที่เกิดขึ้นทั้งบัตรเครดิต อี-วอลเลต มาเป็นช่องทางให้ลูกค้าเลือกใช้เท่านั้น ซึ่งเราก็เรียนรู้และปรับตัวปรับธุรกิจและองค์กรให้เคลื่อนไปตามการเปลี่ยนแปลง”
สำหรับทิศทางการแข่งขันของธุรกิจซื้อขายแลกเปลี่ยนเงินตรา ยังคงมีความท้าทายจากการแข่งขัน เพราะจะเห็นผู้เล่นในตลาดนอกจากผู้ประกอบการที่เป็น MC และธนาคารพาณิชย์ ทำให้ธุรกิจแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศยังเป็นธุรกิจที่มีความท้าทาย
อย่างไรก็ดีการแข่งขันหลักยังคงเป็นเรื่องของราคา หรือเรตอัตราแลกเปลี่ยนอยู่ซึ่งจะเป็นบริษัทที่ให้เรตลูกค้าที่ดีที่สุด
จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 37 ฉบับที่ 3,283
วันที่ 30 กรกฎาคม - 2 สิงหาคม พ.ศ. 2560
สถิติในช่วง 6 เดือนแรกของปีนี้ มีมูลค่าซื้อขายอยู่ที่ 4.4 หมื่นล้านบาท เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนที่มีมูลค่าซื้อขายอยู่ที่ 3.8 หมื่นล้านบาท ถือว่าเติบโตเพิ่มขึ้น และคาดว่าในช่วงครึ่งหลังของปีนี้การซื้อขายยังขยายตัวอยู่ คาดว่าตัวเลขจะอยู่ที่ 9 หมื่นล้านบาท คิดเป็นการเติบโตประมาณ 20% จากปี 2559 มีมูลค่าการซื้อขายอยู่ที่ 7.7 หมื่นล้านบาท
อัตราการเติบโตของมูลค่าการซื้อขายที่ขยายตัวแรง ส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากการขยายสาขาอย่างต่อเนื่อง ทำให้มีความต้องการแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศเพิ่มขึ้น ปีนี้ซุปเปอร์ริชสีเขียว มีแผนขยายเพิ่มเติมอีก 1-2 สาขา จากปัจจุบันมีอยู่ 15 สาขา ทำให้ปริมาณธุรกรรมเพิ่มขึ้นจากปัจจุบันอยู่ที่ 4,000 รายการต่อวัน หรือคิดเป็น 1.26 แสนรายการต่อเดือน
ขณะเดียวกันนโยบายภาครัฐพยายามส่งเสริมการท่องเที่ยว รวมถึงภาคธุรกิจก็มีการจัดแพ็กเกจการท่องเที่ยวราคาไม่แพงทั้งในและต่างประเทศมากขึ้น (ขาเข้าและขาออก) โดยเฉพาะภาคธุรกิจมีการตื่นตัวรับนักท่องเที่ยวที่เดินทางเข้ามาท่องเที่ยวในประเทศไทยมากขึ้น โดยเฉพาะนักท่องเที่ยวประเทศจีนที่เติบโตค่อนข้างสูง ซึ่งเป็นอานิสงส์ให้ธุรกิจแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศขยายตัวเพิ่มมากขึ้น
สกุลเงินที่ได้รับความนิยม 3 อันดับแรก ได้แก่ เงินสกุลดอลลาร์สหรัฐฯ ที่มีสัดส่วนประมาณกว่า 30% รองลงมาเป็นสกุลเงินเยน-ญี่ปุ่น ประมาณกว่า 20% และเงินยูโรอีกกว่า 10%
[caption id="attachment_186301" align="aligncenter" width="335"]
นอกจากจำนวนสาขาที่ขยายเพิ่มเติมตามคำเรียกร้องของลูกค้า บริษัทยังได้ขยายช่องทางการซื้อขายผ่านบัตรเครดิตตามความต้องการของลูกค้า ซึ่งเปิดบริการมาได้แล้วประมาณ 1 ปี แม้ว่ายอดธุรกรรมผ่านช่องทางการใช้บัตรเครดิตยังไม่สูงมากนัก แต่คาดว่าระยะยาวสัดส่วนการใช้บัตรเครดิตจะเพิ่มขึ้นตามลำดับ รวมถึงการใช้ช่องทางคอลล์เซ็นเตอร์ที่อำนวยความสะดวกให้ลูกค้าสามารถจองซื้อสกุลเงินล่วงหน้าได้ ซึ่งปริมาณธุรกรรมผ่านคอลล์เซ็นเตอร์ทยอยเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ คาดว่าหากลูกค้ามีความคุ้นชินจะทำให้ช่องทางเหล่านี้จะขยายตัวเพิ่มขึ้น ซึ่งจะเป็นส่วนหนึ่งที่กระตุ้นให้ธุรกิจขยายตัวเติบโตได้ตามเป้าหมายตลอดจนการทำโปรโมชัน อย่างต่อเนื่องตลอดทั้งปี จะเป็นส่วนหนึ่งที่จะกระตุ้นการรับรู้และการเติบโตได้เช่นเดียวกัน
ส่วนทิศทางการเปลี่ยน แปลงของเทคโนโลยีในปัจจุบันที่เข้ามามีบทบาทมากขึ้น รวมถึงอุปกรณ์เครื่องมือที่สามารถใช้แทนเงินสด เช่น บัตรเครดิต กระเป๋าเงินอิเล็กทรอนิกส์ (E-Wallet) รวมถึงนโยบายที่ไทยจะก้าวเข้าสู่สังคมไร้เงินสด(Cashless Society) เป็นเรื่องที่ท้าทายสำหรับธุรกิจแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศที่จะต้องปรับตัวและปรับธุรกิจให้สอดรับกับการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น
แต่การเข้ามาของเทคโนโลยีนั้น จะมาเสริมให้ช่องทางบริการให้มีมากขึ้น เพื่ออำนวยความสะดวกกับลูกค้าผู้ใช้บริการที่จะสามารถเลือกช่องทางที่มีมากขึ้น
“เรามองว่าเทคโนโลยีที่เข้ามาจะมาเป็นช่องทางที่เพิ่มความสะดวกให้ลูกค้ามากขึ้น ไม่ได้มองว่าจะมากระทบธุรกิจมากนัก เพราะเชื่อว่าเงินสดก็ยังมีความจำเป็น แต่สิ่งที่เกิดขึ้นทั้งบัตรเครดิต อี-วอลเลต มาเป็นช่องทางให้ลูกค้าเลือกใช้เท่านั้น ซึ่งเราก็เรียนรู้และปรับตัวปรับธุรกิจและองค์กรให้เคลื่อนไปตามการเปลี่ยนแปลง”
สำหรับทิศทางการแข่งขันของธุรกิจซื้อขายแลกเปลี่ยนเงินตรา ยังคงมีความท้าทายจากการแข่งขัน เพราะจะเห็นผู้เล่นในตลาดนอกจากผู้ประกอบการที่เป็น MC และธนาคารพาณิชย์ ทำให้ธุรกิจแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศยังเป็นธุรกิจที่มีความท้าทาย
อย่างไรก็ดีการแข่งขันหลักยังคงเป็นเรื่องของราคา หรือเรตอัตราแลกเปลี่ยนอยู่ซึ่งจะเป็นบริษัทที่ให้เรตลูกค้าที่ดีที่สุด
จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 37 ฉบับที่ 3,283
วันที่ 30 กรกฎาคม - 2 สิงหาคม พ.ศ. 2560






