thansettakij
thansettakij
ตลาด‘ลักชัวรี’เริ่มฟื้น 4ปัจจัยหนุนโตถ้วนหน้า-แนะรัฐปลดล็อกภาษีนำเข้า

ตลาด‘ลักชัวรี’เริ่มฟื้น 4ปัจจัยหนุนโตถ้วนหน้า-แนะรัฐปลดล็อกภาษีนำเข้า

26 ก.ค. 60 | 01:26 น.
อัปเดตล่าสุด :26 ก.ค. 60 | 14:27 น.
“ตลาดลักชัวรี” เป็นอีกหนึ่งดัชนีที่ชี้วัดการเติบโตของเศรษฐกิจโดยรวมของประเทศ โดยที่ผ่านมาตลาดลักชัวรี ยังมีการเติบโตต่อเนื่อง และปีนี้ก็เป็นอีกปีที่คาดว่าจะเติบโต ส่งสัญญาณให้เห็นว่าเศรษฐกิจเริ่มฟื้นตัว และประเทศไทยยังเป็นตลาดที่มีศักยภาพ โดยมี 4 ปัจจัยขับเคลื่อนสำคัญ

นายเกรียงศักดิ์ ตันติพิภพ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ดิ เอ็มโพเรียม กรุ๊ป ผู้บริหารศูนย์การค้าดิ เอ็มโพเรียม และดิ เอ็มควอเทียร์ เปิดเผยว่า ภาพรวมของตลาดสินค้าลักชัวรีในเมืองไทยในปีนี้ คาดว่าจะเติบโต 2% โดยในเซ็กเมนต์สปอร์ต เป็นกลุ่มที่มีการเติบโตมากสุดคือ 6-7% รองลงมาได้แก่ เครื่องหนัง 4-5% ขณะที่เซ็กเมนต์ highbridge luxury เช่น เอฟแอนด์เอ็ม , ซาร่า ฯลฯ จะเติบโต 3-4% เช่นเดียวกับเซ็กเมนต์หรูหราราคาไม่แพง (affordable luxury) จะเติบโต 3-4% ส่วนเซ็กเมนต์นาฬิกาและจิวเวลลี่จะเติบโต 2-3%

พบว่าพฤติกรรมผู้บริโภคคนไทยยังนิยมช็อปสินค้าลักชัวรีที่หลากหลาย โดยเฉลี่ยจะช็อปในประเทศกว่า 60% ส่วนที่เหลือจะเลือกซื้อลักชัวรีเมื่อเดินทางไปต่างประเทศ โดยจะซื้อทั้งที่ช็อปและสนามบิน ขณะที่กลุ่มมิลเลนเนียล (กลุ่มเจนวาย ที่มีอายุ 25-40 ปี) เป็นกลุ่มที่มีกำลังซื้อและเป็นเป้าหมายสำคัญในอนาคต โดยกลุ่มนี้จะนิยมช็อปสินค้าลักชัวรีในประเทศ 50% และต่างประ เทศ 50% ส่วนเจเนอเรชัน เอ็กซ์ จะช็อปในประเทศ 55% และต่างประเทศ 45% และเบบี้ บูมเมอร์ จะช็อปในประเทศ 65% และต่างประเทศ 35% ซึ่งแบรนด์สินค้าที่มีกลุ่มเป้าหมายแตกต่างกันจะต้องกำหนดกลยุทธ์ที่แตกต่างกันด้วย

อย่างไรก็ดีความท้าทายของผู้ประกอบการสินค้าลักชัวรีในปีนี้ คือ การเปลี่ยนแปลงของเศรษฐกิจโลก และการก้าวเข้าสู่ยุคดิจิตอล ซึ่งปัจจุบันตลาดเมืองไทยถือเป็นตลาดเกิดใหม่ (Emerging Market) ในตลาดลักชัวรีเมื่อเทียบกับตลาดโลก ทำให้มีโอกาสขยายตัวได้อีกมาก แต่ที่ผ่านมาต้องเผชิญกับปัญหาด้านภาษีนำเข้า ที่ส่งผลให้มีราคาสูงกว่าประเทศเพื่อนบ้าน ทำให้สูญเสียโอกาสในการขายให้กับนักท่องเที่ยวต่างชาติ รวมถึงคนไทยเองที่บินไปซื้อต่างประเทศ

“การปลดล็อกภาษีนำเข้า จะทำให้ประเทศไทยเป็นดาวจรัสแสง เรื่องนี้เป็นสิ่งที่พูดกันมานาน และทำให้ไทยสูญเสียโอกาสทางธุรกิจมายาวนานกว่า 20 ปี ดังนั้นหากรัฐบาลต้องการให้ประเทศไทยเป็นช็อปปิ้งเดสติเนชัน ฮับ สร้างรายได้จากการท่องเที่ยว จากการค้าขาย จึงควรกำหนดนโยบายให้ชัดเจน เพราะไทยมีศักยภาพที่จะดึงดูดนักท่องเที่ยวเข้ามาปีละกว่า 30 ล้านคน การจะเพิ่มการจับจ่ายต่อหัวของนักท่องเที่ยวจะช่วยเพิ่มรายได้ในประเทศ และรายได้ต่อหัวของประชากรได้มากขึ้น”

ตลาดลักชัวรีไม่ใช่สินค้าฟุ่มเฟือย ที่ผ่านมาคนอาจจะเข้าใจคลาดเคลื่อน เราไม่ได้ต้องการส่งเสริมให้คนไทยฟุ่มเฟือย เพราะถึงเมืองไทยไม่มีสินค้าลักชัวรี คนไทยก็บินไปซื้อต่างประเทศ แต่การมีสินค้าลักชัวรีจะช่วยดึงดูดให้นักท่องเที่ยวที่มาเที่ยวเมืองไทยจำนวนมาก ได้เลือกซื้อสินค้าแทนที่จะมาเที่ยวเมืองไทยอย่างเดียว แต่ซื้อสินค้าจากประเทศเพื่อนบ้านซึ่งไม่มีภาษีนำเข้าและราคาถูกกว่า

นายเกรียงศักดิ์ กล่าวอีกว่า ภาพรวมของตลาดลักชัวรีโลกในปีนี้คาดว่าจะมียอดขายโดยรวม 2.89 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐฯโดย 2 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐฯมาจาก 100 บริษัทใหญ่ อาทิ หลุยส์ วิตตอง ฯลฯ ส่วนในปี 2563 คาดว่าจะเพิ่มสูงขึ้นเป็น 2.9 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐฯจากการขยายตัวของธุรกิจและกำลังซื้อที่เพิ่มขึ้นของตลาดลักชัวรีที่เกิดใหม่ หรือ Emerging Market เช่นประเทศจีน รัสเซีย และ UAE ฯลฯ รวมถึงประเทศไทย โดยในกลุ่มนี้ 70% ขับเคลื่อนโดยนักช็อปจีน ซึ่งในปีที่ผ่านมามีการชะลอตัวจากนโยบายของภาครัฐ ที่ลดภาษีนำเข้าสินค้าลักชัวรีทำให้นักช็อปจีนหันมาเลือกซื้อสินค้าหรูในประเทศแทนการบินไปช็อปต่างประเทศ รวมทั้งผลกระทบจากค่าเงินหยวนและตลาดหุ้น

“หลังจากตลาดลักชัวรีโลกต้องเผชิญกับวิกฤติหลากหลายในช่วง 3-4 ปีที่ผ่านมา ปีนี้ถือเป็นปีที่ตลาดเริ่มขยับตัวดีขึ้น เห็นได้จากในไตรมาสแรกของปีที่แบรนด์ระดับโลกชั้นนำต่างมีผลประกอบการเติบโตถ้วนหน้า ไม่ว่าจะเป็นหลุยส์ วิตตอง ซึ่งมีแบรนด์ในเครือกว่า 20 แบรนด์ อาทิ หลุยส์ วิตตอง, คริสเตียน ดิออร์ ฯลฯ ที่สามารถทำยอดขายได้ 9,900 ล้านยูโร เติบโตกว่า 15% ขณะที่บริษัท เคอริ่งฯ ผู้บริหารแบรนด์กุชชี่, อีฟแซงต์ โลรองต์ ฯลฯ มียอดขาย 3,500 ล้านยูโร เติบโตกว่า 35%”

[caption id="attachment_181602" align="aligncenter" width="386"] ตลาด‘ลักชัวรี’เริ่มฟื้น 4ปัจจัยหนุนโตถ้วนหน้า-แนะรัฐปลดล็อกภาษีนำเข้า ตลาด‘ลักชัวรี’เริ่มฟื้น 4ปัจจัยหนุนโตถ้วนหน้า-แนะรัฐปลดล็อกภาษีนำเข้า[/caption]

อย่างไรก็ดีในปีนี้ กำลังซื้อนักท่องเที่ยวจีนในระดับกลางและคนรุ่นใหม่ กำลังเป็นที่จับตามองของประเทศต่างๆ เพราะเป็นกลุ่มที่มีกำลังซื้อสูงและมีจำนวนมาก และกล้าใช้จ่าย เริ่มเดินทางออกนอกประเทศมากขึ้น ซึ่งหากไทยมีนโยบายในการดึงดูดให้เข้ามาท่องเที่ยวก็จะเป็นโอกาสในการสร้างรายได้สูง

“ความแตกต่างของตลาดเกิดใหม่คือ นักช็อปจะช็อปในประเทศน้อย และเลือกที่จะช็อปในต่างประเทศมากกว่า เพราะเป็นการแสดงให้เห็นถึงอำนาจในการซื้อและภาพลักษณ์ ขณะที่ตลาดที่เติบโตเต็มที่ (Maturity Market) เช่น ประเทศในแถบยุโรป สหรัฐอเมริกา ญี่ปุ่น ฯลฯ นักช็อปจะช็อปในประเทศมากกว่าออกไปช็อปในต่างประเทศ เพราะในประเทศตนเองมีสินค้าที่หลากหลาย ครบครันให้เลือกมากกว่า”

สำหรับปัจจัยที่จะส่งผลกระทบต่อตลาดลักชัวรี ได้แก่ เศรษฐกิจโลก ที่เกิดความไม่แน่นอนจากทั้งค่าเงินที่แปรผัน พฤติกรรมผู้บริโภคทั้งในและต่างประเทศที่เปลี่ยนแปลงอย่างต่อเนื่อง ผลกระทบจากสถานการณ์ทางการเมืองทั้งภายในและนอกประเทศ เช่น การก่อการร้าย ฯลฯ ซึ่งพบว่าปัจจุบันไม่ว่าจะอยู่ซีกไหนของโลก หากเกิดเหตุการณ์ความไม่สงบจะส่งผลกระทบทันที และสุดท้ายคือนโยบายของภาครัฐ ที่จะส่งผลต่อสินค้าลักชัวรีเช่น การลดภาษีนำเข้า การเปิดเสรีดิวตี้ฟรี เป็นต้น