
ยักษ์ทูน่าครึ่งปีโกย 1.1 หมื่นล. ‘ซีแวลู’ส่งสินค้าใหม่ดันยอดครึ่งหลัง-หุ่นยนต์แทนคน
บิ๊กทูน่า “ซีแวลู” โชว์ครึ่งปีแรกทำยอดกว่า 1.1หมื่นล้านโต 5% จากออร์เดอร์และราคาสินค้าปรับตัวสูงขึ้นตามต้นทุนวัตถุดิบ ยังมั่นใจทั้งปีเป้าหมาย 2.5 หมื่นล้านทำได้ ชูสินค้าใหม่จากการลงทุนศูนย์อาร์แอนด์ดี เริ่มทยอยออกสู่ตลาดสร้างรายได้เพิ่มต่อเนื่อง
[caption id="attachment_120156" align="aligncenter" width="503"]
นายอมรพันธุ์ อร่ามวัฒนานนท์[/caption]
นายอมรพันธุ์ อร่ามวัฒนานนท์ รองกรรมการผู้จัดการกลุ่มซีแวลู ผู้ผลิตและส่งออกทูน่ากระป๋อง และอาหารสัตว์เลี้ยงที่ทำจากปลาทูน่ารายใหญ่เปิดเผยกับ “ฐานเศรษฐกิจ” ว่าในช่วง 2 ไตรมาสหรือครึ่งแรกของปีนี้ทางกลุ่มสามารถทำยอดขายได้ประมาณ 1.1 หมื่นล้านบาท ขยายตัวเพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีก่อน 5% ผลพวงจากลูกค้าทั่วโลกยังสั่งซื้อต่อเนื่องขณะที่ได้อานิสงส์จากราคาวัตถุดิบปลาทูน่าปรับตัวสูงขึ้นจากต้นปีอยู่ที่ประมาณ 1,500 ดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อตัน แต่ ณ ปัจจุบันราคาใกล้แตะ 2,000 ดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อตันหรือเพิ่มขึ้นประมาณ30%
จากราคาวัตถุดิบที่ปรับตัวสูงขึ้นดังกล่าว มีผลให้ทางกลุ่มต้องปรับราคาจำหน่ายสินค้าเพิ่มขึ้น ยังผลให้รายได้และกำไรเพิ่มขึ้น ขณะเดียวกันนอกจากสินค้าทูน่ากระป๋องที่ทำรายได้หลักให้ทางกลุ่มแล้ว ในส่วนของอาหารสัตว์เลี้ยงที่ทำจากปลาทูน่าก็ขยายตัวต่อเนื่อง
“วัตถุดิบทูน่าราคาสูงขึ้นจากเรือจับปลาได้น้อยลง จากช่วงที่ผ่านมาเรือต่างชาติที่เราซื้อวัตถุดิบประสบปัญหาขาดทุนทำให้ลดจำนวนเรือลงมีผลต่อการจับปลาได้น้อยลง ขณะที่ดีมานด์ยังมีมากทำให้ราคาปลาสูงขึ้น ภาพรวมการส่งออกของทางกลุ่มในครึ่งปีแรกในส่วนของตลาดสหรัฐฯโตขึ้นเล็กน้อย ส่วนตลาดตะวันออกกลาง และแอฟริกาชะลอตัวเนื่องจากมีปัญหาทางการเมือง และลูกค้ารายหลักๆ ก็มีปัญหาเรื่องการชำระเงินไม่ตรงเวลา แต่ได้ยอดส่งออกอาหารสัตว์เลี้ยงที่โตขึ้นช่วยชดเชยยอดขายตลาดตะวันออกกลางและแอฟริกาที่ลดลงได้”
นายอมรพันธุ์ มองในครึ่งหลังของปีนี้ว่า ทิศทางการส่งออกยังเป็นบวก แม้จะมีปัจจัยลบจากราคาสินค้าทูน่าปรับตัวสูงขึ้น
[caption id="attachment_181097" align="aligncenter" width="380"]
ยักษ์ทูน่าครึ่งปีโกย1.1หมื่นล. ‘ซีแวลู’ส่งสินค้าใหม่ดันยอดครึ่งหลัง-หุ่นยนต์แทนคน[/caption]
ตามราคาวัตถุดิบทำให้ขายยากขึ้นแต่คาดจากนี้แนวโน้มราคาวัตถุดิบและราคาสินค้าที่ปรับขึ้นถึงเพดานสูงสุดแล้วจะปรับลดลง ขณะที่สต๊อกของคู่ค้าจะลดลงจำเป็นต้องนำเข้าเพิ่มในช่วงไตรมาสที่3-4 ขณะเดียวกันจากที่ทางกลุ่มได้ลงทุนศูนย์วิจัยและพัฒนา(อาร์แอนด์ ดีเซ็นเตอร์)ในปลายปีที่ผ่านมา เงินลงทุนราว 280 ล้านบาท เวลานี้ได้เริ่มออกผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ ที่พัฒนาจากทางศูนย์ฯออกสู่ตลาดแล้ว ทั้งสินค้าที่เป็นComplete Meal หรืออาหารกระป๋องที่ให้สารอาหารครบ 5หมู่ ผลิตภัณฑ์ทูน่า และไก่กระป๋องที่มีมูลค่าเพิ่มมากขึ้น
สำหรับในสิ้นปีนี้ทางกลุ่มยังมั่นใจเป้าหมายการส่งออกไปยัง 200 ประเทศทั่วโลกที่มูลค่า2.5 หมื่นล้านบาทจะยังสามารถทำได้ โดยคาดหวังในไตรมาสที่4 ซึ่งเป็นซีซันของการสั่งซื้อจะสามารถผลิตได้เต็มกำลังการผลิต (กลุ่มซีแวลูมีโรงงานในเครือ3 แห่งกำลังผลิต 1 พันตันวัตถุดิบ/วัน) โดยมีปัจจัยเสี่ยงที่สำคัญคือค่าเงินบาทที่มีแนวโน้มผันผวนในทิศทางที่แข็งค่า และราคาวัตถุดิบที่ยังไม่เสถียร ส่วนปัญหาจาก พ.ร.ก.การบริหารจัดการการทำงานของคนต่างด้าว พ.ศ.2560 ที่รัฐบาลได้ขยายเวลาการบังคับใช้กฎหมายออกไป 6 เดือนไม่มีผลกระทบกับทางกลุ่ม จากการใช้แรงงานต่างด้าวถูกกฎหมาย 100% ซึ่ง ณ ปัจจุบันทางกลุ่มมีคนงานและพนักงานรวมกว่า 1.2หมื่นคน สัดส่วน 90% เป็นแรงงานต่างด้าวจากเมียนมาเป็นหลัก
อย่างไรก็ดีในอนาคตทางกลุ่มจะลดการใช้แรงงานคน และใช้เครื่องจักรเทคโนโลยี รวมถึงแขนกล (หุ่นยนต์) แทนแรงงานไร้ฝีมือให้มากขึ้น และมีเป้าหมายยอดขายในอีก 4 ปีข้างหน้า(ปี2565)ที่ 3 หมื่นล้านบาท
จากข้อมูลของสมาคมอุตสาหกรรมทูน่าไทยช่วง 5 เดือนแรกของปีนี้ ไทยมีการส่งออกผลิตภัณฑ์ทูน่า(ทูน่ากระป๋อง ทูน่าลอยด์ ทูน่าอาหารสัตว์เลี้ยง)ปริมาณรวม 2.28 แสนตัน ลดลงจากช่วงเดียวกันของปีก่อนที่มีการส่งออก 2.54 แสนตัน หรือลดลง 10% ด้านมูลค่ามีการส่งออก 3.12 หมื่นล้านบาท เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีก่อนที่ส่งออก 3.05 หมื่นล้านบาท หรือเพิ่มขึ้น 2% (ดูกราฟิกประกอบ)
ส่วนการนำเข้าวัตถุดิบปลาทูน่าของไทยช่วง 5 เดือนแรกปีนี้มีปริมาณ 2.67 แสนตัน เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีก่อนที่มีการนำเข้า 2.61 แสนตัน หรือเพิ่มขึ้น 2% ด้านมูลค่ามีการนำเข้า 1.56หมื่นล้านบาท เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีก่อนที่นำเข้า 1.33 หมื่นล้านบาท หรือเพิ่มขึ้น 17%
จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 37 ฉบับที่ 3,280 วันที่ 20 - 22 กรกฎาคม พ.ศ. 2560
[caption id="attachment_120156" align="aligncenter" width="503"]
นายอมรพันธุ์ อร่ามวัฒนานนท์ รองกรรมการผู้จัดการกลุ่มซีแวลู ผู้ผลิตและส่งออกทูน่ากระป๋อง และอาหารสัตว์เลี้ยงที่ทำจากปลาทูน่ารายใหญ่เปิดเผยกับ “ฐานเศรษฐกิจ” ว่าในช่วง 2 ไตรมาสหรือครึ่งแรกของปีนี้ทางกลุ่มสามารถทำยอดขายได้ประมาณ 1.1 หมื่นล้านบาท ขยายตัวเพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีก่อน 5% ผลพวงจากลูกค้าทั่วโลกยังสั่งซื้อต่อเนื่องขณะที่ได้อานิสงส์จากราคาวัตถุดิบปลาทูน่าปรับตัวสูงขึ้นจากต้นปีอยู่ที่ประมาณ 1,500 ดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อตัน แต่ ณ ปัจจุบันราคาใกล้แตะ 2,000 ดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อตันหรือเพิ่มขึ้นประมาณ30%
จากราคาวัตถุดิบที่ปรับตัวสูงขึ้นดังกล่าว มีผลให้ทางกลุ่มต้องปรับราคาจำหน่ายสินค้าเพิ่มขึ้น ยังผลให้รายได้และกำไรเพิ่มขึ้น ขณะเดียวกันนอกจากสินค้าทูน่ากระป๋องที่ทำรายได้หลักให้ทางกลุ่มแล้ว ในส่วนของอาหารสัตว์เลี้ยงที่ทำจากปลาทูน่าก็ขยายตัวต่อเนื่อง
“วัตถุดิบทูน่าราคาสูงขึ้นจากเรือจับปลาได้น้อยลง จากช่วงที่ผ่านมาเรือต่างชาติที่เราซื้อวัตถุดิบประสบปัญหาขาดทุนทำให้ลดจำนวนเรือลงมีผลต่อการจับปลาได้น้อยลง ขณะที่ดีมานด์ยังมีมากทำให้ราคาปลาสูงขึ้น ภาพรวมการส่งออกของทางกลุ่มในครึ่งปีแรกในส่วนของตลาดสหรัฐฯโตขึ้นเล็กน้อย ส่วนตลาดตะวันออกกลาง และแอฟริกาชะลอตัวเนื่องจากมีปัญหาทางการเมือง และลูกค้ารายหลักๆ ก็มีปัญหาเรื่องการชำระเงินไม่ตรงเวลา แต่ได้ยอดส่งออกอาหารสัตว์เลี้ยงที่โตขึ้นช่วยชดเชยยอดขายตลาดตะวันออกกลางและแอฟริกาที่ลดลงได้”
นายอมรพันธุ์ มองในครึ่งหลังของปีนี้ว่า ทิศทางการส่งออกยังเป็นบวก แม้จะมีปัจจัยลบจากราคาสินค้าทูน่าปรับตัวสูงขึ้น
[caption id="attachment_181097" align="aligncenter" width="380"]
ตามราคาวัตถุดิบทำให้ขายยากขึ้นแต่คาดจากนี้แนวโน้มราคาวัตถุดิบและราคาสินค้าที่ปรับขึ้นถึงเพดานสูงสุดแล้วจะปรับลดลง ขณะที่สต๊อกของคู่ค้าจะลดลงจำเป็นต้องนำเข้าเพิ่มในช่วงไตรมาสที่3-4 ขณะเดียวกันจากที่ทางกลุ่มได้ลงทุนศูนย์วิจัยและพัฒนา(อาร์แอนด์ ดีเซ็นเตอร์)ในปลายปีที่ผ่านมา เงินลงทุนราว 280 ล้านบาท เวลานี้ได้เริ่มออกผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ ที่พัฒนาจากทางศูนย์ฯออกสู่ตลาดแล้ว ทั้งสินค้าที่เป็นComplete Meal หรืออาหารกระป๋องที่ให้สารอาหารครบ 5หมู่ ผลิตภัณฑ์ทูน่า และไก่กระป๋องที่มีมูลค่าเพิ่มมากขึ้น
สำหรับในสิ้นปีนี้ทางกลุ่มยังมั่นใจเป้าหมายการส่งออกไปยัง 200 ประเทศทั่วโลกที่มูลค่า2.5 หมื่นล้านบาทจะยังสามารถทำได้ โดยคาดหวังในไตรมาสที่4 ซึ่งเป็นซีซันของการสั่งซื้อจะสามารถผลิตได้เต็มกำลังการผลิต (กลุ่มซีแวลูมีโรงงานในเครือ3 แห่งกำลังผลิต 1 พันตันวัตถุดิบ/วัน) โดยมีปัจจัยเสี่ยงที่สำคัญคือค่าเงินบาทที่มีแนวโน้มผันผวนในทิศทางที่แข็งค่า และราคาวัตถุดิบที่ยังไม่เสถียร ส่วนปัญหาจาก พ.ร.ก.การบริหารจัดการการทำงานของคนต่างด้าว พ.ศ.2560 ที่รัฐบาลได้ขยายเวลาการบังคับใช้กฎหมายออกไป 6 เดือนไม่มีผลกระทบกับทางกลุ่ม จากการใช้แรงงานต่างด้าวถูกกฎหมาย 100% ซึ่ง ณ ปัจจุบันทางกลุ่มมีคนงานและพนักงานรวมกว่า 1.2หมื่นคน สัดส่วน 90% เป็นแรงงานต่างด้าวจากเมียนมาเป็นหลัก
อย่างไรก็ดีในอนาคตทางกลุ่มจะลดการใช้แรงงานคน และใช้เครื่องจักรเทคโนโลยี รวมถึงแขนกล (หุ่นยนต์) แทนแรงงานไร้ฝีมือให้มากขึ้น และมีเป้าหมายยอดขายในอีก 4 ปีข้างหน้า(ปี2565)ที่ 3 หมื่นล้านบาท
จากข้อมูลของสมาคมอุตสาหกรรมทูน่าไทยช่วง 5 เดือนแรกของปีนี้ ไทยมีการส่งออกผลิตภัณฑ์ทูน่า(ทูน่ากระป๋อง ทูน่าลอยด์ ทูน่าอาหารสัตว์เลี้ยง)ปริมาณรวม 2.28 แสนตัน ลดลงจากช่วงเดียวกันของปีก่อนที่มีการส่งออก 2.54 แสนตัน หรือลดลง 10% ด้านมูลค่ามีการส่งออก 3.12 หมื่นล้านบาท เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีก่อนที่ส่งออก 3.05 หมื่นล้านบาท หรือเพิ่มขึ้น 2% (ดูกราฟิกประกอบ)
ส่วนการนำเข้าวัตถุดิบปลาทูน่าของไทยช่วง 5 เดือนแรกปีนี้มีปริมาณ 2.67 แสนตัน เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีก่อนที่มีการนำเข้า 2.61 แสนตัน หรือเพิ่มขึ้น 2% ด้านมูลค่ามีการนำเข้า 1.56หมื่นล้านบาท เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีก่อนที่นำเข้า 1.33 หมื่นล้านบาท หรือเพิ่มขึ้น 17%
จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 37 ฉบับที่ 3,280 วันที่ 20 - 22 กรกฎาคม พ.ศ. 2560






