
ยกเครื่องเดอะมอลล์ M Transformation ทุ่มงบวางระบบไอที-ตั้งที่ปรึกษา
เดอะ มอลล์ กรุ๊ปชูนโยบาย “M Transformation” ยกเครื่องครั้งใหญ่ในรอบกว่า 30 ปี ทุ่มงบตั้งบริษัทที่ปรึกษา วางระบบไอที พร้อมทีมงานระดับมือโปร ยํ้าแผนเดินหน้าลงทุนต่อเนื่อง
นายไพบูลย์ กนกวัฒนาวรรณ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่มบริษัท เดอะมอลล์ กรุ๊ป จำกัด ผู้บริหารเดอะ มอลล์ , ดิ เอ็มโพเรียม, ดิ เอ็มควอเทียร์ และพารากอน ดีพาร์ทเม้นท์สโตร์ เปิดเผยว่า บริษัทดำเนินนโยบายภายใต้แนวคิด “เอ็ม ทรานส์ฟอร์เมชัน” (M Transformation) เพื่อยกระดับกลุ่มเดอะ มอลล์ กรุ๊ป ให้มีความพร้อมในการก้าวเข้าสู่การเปลี่ยนแปลงของโลกยุคใหม่ โดยแผนดังกล่าวมีกำหนดระยะเวลา 3 ปี นับตั้งแต่ปี 2560 เป็นต้นไป
โดยการดำเนินการจะมุ่งเน้นการปรับระบบการทำงานทั้งภายใน ภายนอก ระบบการบริหารจัดการ รวมถึงการขยายงานแบบรอบด้าน ถือเป็นการปรับครั้งใหญ่สุดในรอบกว่า 30 ปีที่ดำเนินการมา โดยหัวใจสำคัญของการปรับครั้งนี้คือ “คน” ทั้งการเพิ่มประสิทธิภาพ เพื่อให้เกิดประสิทธิผล และสามารถแข่งขันในธุรกิจได้
เริ่มตั้งแต่การแต่งตั้งบริษัท ดีลอยท์ฯ เข้ามาเป็นที่ปรึกษาทางธุรกิจ รวมถึงการบริหารความเสี่ยงโดยใช้เงินลงทุนราว 300 ล้านบาท นอกจากนี้ยังมีการลงทุนด้านระบบสารสนเทศ (IT) อีก 500-600 ล้านบาท เพื่อรองรับการขยายงานที่จะเกิดขึ้นในอนาคต รวมถึงการนำเทคโนโลยีเข้ามาใช้ในการดำเนินธุรกิจที่คาดว่าจะเติบโตเท่าตัวหลังการขยายสาขาเพิ่มขึ้นอีก 4-5 แห่งทั้งในกรุงเทพฯและต่างจังหวัด
[caption id="attachment_177950" align="aligncenter" width="413"]
ยกเครื่องเดอะมอลล์ M Transformation ทุ่มงบวางระบบไอที-ตั้งที่ปรึกษา[/caption]
“ต่อไปในอนาคตการแข่งขันทางธุรกิจต้องการการตัดสินใจที่รวดเร็ว แม่นยำ ไม่ผิดพลาด จึงต้องอาศัยข้อมูลและการประมวลผล และเทคโนโลยีเข้ามาช่วย ในอดีตเดอะ มอลล์มีจำนวนสาขาไม่มาก แต่แผนงานที่จะลงทุนอีก 4-5 โครงการนับจากนี้ที่จะทำให้ธุรกิจเติบโตเป็นดับเบิล จึงต้องวางแผนรองรับ”
นอกจากการวางระบบและลงทุนในด้านต่างๆ แล้ว บริษัทยังลงทุนในด้านบุคลากร เพื่อให้สอดรับกับแนวนโยบาย โดยเริ่มเสริมทีมงานชาวต่างชาติ ที่มีประสบการณ์ทั้งทางตรงและทางอ้อมเข้ามาทำงานในแผนกต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นแผนกพัฒนาธุรกิจ (development) ด้านสารสนเทศ (IT) และด้านปฏิบัติงาน (operation) โดยทีมงานเหล่านี้จะมาช่วยยกระดับในการบริหารจัดการให้เป็นมืออาชีพมากยิ่งขึ้น
นายไพบูลย์ กล่าวและว่า ทีมงานชาวต่างชาติกว่า 10 คน เริ่มทยอยเข้ามาอย่างต่อเนื่องโดยมาจากกลุ่มธุรกิจค้าปลีกในต่างประเทศ เช่น แกลเลอรี ลาฟาแยตต์ (Galeries Lafayette) , แพรงตองค์ (Printemps) , ห้างโรบินสัน สิงคโปร์ เป็นต้น และจะมีเข้ามาเพิ่มเติม ซึ่งงานบางอย่าง ความเชี่ยวชาญของทีมงานไทยสู้ไม่ได้ ความเป็นมืออาชีพที่เสริมเข้ามาจะช่วยดูแลทั้งห้างสรรพสินค้า ศูนย์การค้า รวมถึงในกลุ่มธุรกิจต่างๆ เช่น ซูเปอร์มาร์เก็ต เป็นต้น
ทั้งนี้การเข้ามาเสริมทัพดังกล่าว เป็นส่วนหนึ่งในการปรับโครงสร้างการบริหารใหม่ของเดอะ มอลล์ กรุ๊ปที่ต้องการมืออาชีพเข้ามารองรับการขยายงานในอนาคต โดยนโยบายใหม่คือ ไม่จำเป็นต้องเป็นเครือญาติ แต่ต้องเป็นคนเก่ง มีความสามารถและมีความรับผิดชอบ โดยผู้นำรุ่นใหม่จะต้องมีความรอบรู้ด้านธุรกิจ ไอที ฉลาด และมีความรู้สึกอยากเป็นเจ้าของ ซึ่งจะทำให้เกิดแรงผลักดันในการดำเนินธุรกิจและทำงานได้อย่างมีศักยภาพ และรองรับการขยายตัวในอนาคต จากปัจจุบันที่เดอะ มอลล์ กรุ๊ปต้องขับเคลื่อนธุรกิจมูลค่ากว่า 4 หมื่นล้านบาท
[caption id="attachment_15601" align="aligncenter" width="503"]
เดอะมอลล์[/caption]
อย่างไรก็ดีนโยบายของบริษัทยังให้ความสำคัญกับการลงทุนในประเทศเป็นหลัก เพราะไทยถือเป็นจุดศูนย์กลางของอาเซียน ซึ่งนักท่องเที่ยวและนักธุรกิจต่างให้ความสำคัญ ดังนั้นการลงทุนในประเทศโดยเฉพาะที่กรุงเทพฯ ซึ่งเป็นเมืองหลวงก่อนถือว่าดีที่สุด ขณะที่ในประเทศเพื่อนบ้านอย่างสปป.ลาว , กัมพูชา, เมียนมา ยังต้องรอจังหวะเวลาในการเข้าไปลงทุน
“บริษัทยังพร้อมลงทุนเต็มที่ตามแผนที่วางไว้ ไม่ว่าจะเป็นแบงค็อก มอลล์ ในย่านบางนา ซึ่งเป็นโปรเจ็กต์ขนาดใหญ่ใช้งบลงทุนกว่า 1 หมื่นล้านบาท จึงต้องคัดสรรแองเคิลรายใหญ่ที่จะเข้ามา เช่นเดียวกับบลูเพิร์ลภูเก็ต ที่ยังต้องอาศัยเวลาให้เมืองพัฒนาและรอจังหวะในการลงทุน”
สำหรับความคืบหน้าในการปรับปรุงโครงการเดอะ มอลล์ 2 รามคำแหง หลังจากที่ทำสัญญาเช่าพื้นที่ออกไปอีก 30 ปีนั้น บริษัทมีแผนใช้งบลงทุนกว่า 5,000 ล้านบาทในการก่อสร้างโครงการขึ้นใหม่ในรูปแบบของคอมเพล็กซ์ขนาด 7-8 ชั้น เพื่อรองรับกำลังซื้อที่จะเกิดขึ้นในอนาคต โดยเฉพาะหลังการเปิดรถไฟฟ้าสายสีส้มในปี 2566
จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 37 ฉบับที่ 3,278 วันที่ 13 - 15 กรกฎาคม พ.ศ. 2560
นายไพบูลย์ กนกวัฒนาวรรณ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่มบริษัท เดอะมอลล์ กรุ๊ป จำกัด ผู้บริหารเดอะ มอลล์ , ดิ เอ็มโพเรียม, ดิ เอ็มควอเทียร์ และพารากอน ดีพาร์ทเม้นท์สโตร์ เปิดเผยว่า บริษัทดำเนินนโยบายภายใต้แนวคิด “เอ็ม ทรานส์ฟอร์เมชัน” (M Transformation) เพื่อยกระดับกลุ่มเดอะ มอลล์ กรุ๊ป ให้มีความพร้อมในการก้าวเข้าสู่การเปลี่ยนแปลงของโลกยุคใหม่ โดยแผนดังกล่าวมีกำหนดระยะเวลา 3 ปี นับตั้งแต่ปี 2560 เป็นต้นไป
โดยการดำเนินการจะมุ่งเน้นการปรับระบบการทำงานทั้งภายใน ภายนอก ระบบการบริหารจัดการ รวมถึงการขยายงานแบบรอบด้าน ถือเป็นการปรับครั้งใหญ่สุดในรอบกว่า 30 ปีที่ดำเนินการมา โดยหัวใจสำคัญของการปรับครั้งนี้คือ “คน” ทั้งการเพิ่มประสิทธิภาพ เพื่อให้เกิดประสิทธิผล และสามารถแข่งขันในธุรกิจได้
เริ่มตั้งแต่การแต่งตั้งบริษัท ดีลอยท์ฯ เข้ามาเป็นที่ปรึกษาทางธุรกิจ รวมถึงการบริหารความเสี่ยงโดยใช้เงินลงทุนราว 300 ล้านบาท นอกจากนี้ยังมีการลงทุนด้านระบบสารสนเทศ (IT) อีก 500-600 ล้านบาท เพื่อรองรับการขยายงานที่จะเกิดขึ้นในอนาคต รวมถึงการนำเทคโนโลยีเข้ามาใช้ในการดำเนินธุรกิจที่คาดว่าจะเติบโตเท่าตัวหลังการขยายสาขาเพิ่มขึ้นอีก 4-5 แห่งทั้งในกรุงเทพฯและต่างจังหวัด
[caption id="attachment_177950" align="aligncenter" width="413"]
“ต่อไปในอนาคตการแข่งขันทางธุรกิจต้องการการตัดสินใจที่รวดเร็ว แม่นยำ ไม่ผิดพลาด จึงต้องอาศัยข้อมูลและการประมวลผล และเทคโนโลยีเข้ามาช่วย ในอดีตเดอะ มอลล์มีจำนวนสาขาไม่มาก แต่แผนงานที่จะลงทุนอีก 4-5 โครงการนับจากนี้ที่จะทำให้ธุรกิจเติบโตเป็นดับเบิล จึงต้องวางแผนรองรับ”
นอกจากการวางระบบและลงทุนในด้านต่างๆ แล้ว บริษัทยังลงทุนในด้านบุคลากร เพื่อให้สอดรับกับแนวนโยบาย โดยเริ่มเสริมทีมงานชาวต่างชาติ ที่มีประสบการณ์ทั้งทางตรงและทางอ้อมเข้ามาทำงานในแผนกต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นแผนกพัฒนาธุรกิจ (development) ด้านสารสนเทศ (IT) และด้านปฏิบัติงาน (operation) โดยทีมงานเหล่านี้จะมาช่วยยกระดับในการบริหารจัดการให้เป็นมืออาชีพมากยิ่งขึ้น
นายไพบูลย์ กล่าวและว่า ทีมงานชาวต่างชาติกว่า 10 คน เริ่มทยอยเข้ามาอย่างต่อเนื่องโดยมาจากกลุ่มธุรกิจค้าปลีกในต่างประเทศ เช่น แกลเลอรี ลาฟาแยตต์ (Galeries Lafayette) , แพรงตองค์ (Printemps) , ห้างโรบินสัน สิงคโปร์ เป็นต้น และจะมีเข้ามาเพิ่มเติม ซึ่งงานบางอย่าง ความเชี่ยวชาญของทีมงานไทยสู้ไม่ได้ ความเป็นมืออาชีพที่เสริมเข้ามาจะช่วยดูแลทั้งห้างสรรพสินค้า ศูนย์การค้า รวมถึงในกลุ่มธุรกิจต่างๆ เช่น ซูเปอร์มาร์เก็ต เป็นต้น
ทั้งนี้การเข้ามาเสริมทัพดังกล่าว เป็นส่วนหนึ่งในการปรับโครงสร้างการบริหารใหม่ของเดอะ มอลล์ กรุ๊ปที่ต้องการมืออาชีพเข้ามารองรับการขยายงานในอนาคต โดยนโยบายใหม่คือ ไม่จำเป็นต้องเป็นเครือญาติ แต่ต้องเป็นคนเก่ง มีความสามารถและมีความรับผิดชอบ โดยผู้นำรุ่นใหม่จะต้องมีความรอบรู้ด้านธุรกิจ ไอที ฉลาด และมีความรู้สึกอยากเป็นเจ้าของ ซึ่งจะทำให้เกิดแรงผลักดันในการดำเนินธุรกิจและทำงานได้อย่างมีศักยภาพ และรองรับการขยายตัวในอนาคต จากปัจจุบันที่เดอะ มอลล์ กรุ๊ปต้องขับเคลื่อนธุรกิจมูลค่ากว่า 4 หมื่นล้านบาท
[caption id="attachment_15601" align="aligncenter" width="503"]
อย่างไรก็ดีนโยบายของบริษัทยังให้ความสำคัญกับการลงทุนในประเทศเป็นหลัก เพราะไทยถือเป็นจุดศูนย์กลางของอาเซียน ซึ่งนักท่องเที่ยวและนักธุรกิจต่างให้ความสำคัญ ดังนั้นการลงทุนในประเทศโดยเฉพาะที่กรุงเทพฯ ซึ่งเป็นเมืองหลวงก่อนถือว่าดีที่สุด ขณะที่ในประเทศเพื่อนบ้านอย่างสปป.ลาว , กัมพูชา, เมียนมา ยังต้องรอจังหวะเวลาในการเข้าไปลงทุน
“บริษัทยังพร้อมลงทุนเต็มที่ตามแผนที่วางไว้ ไม่ว่าจะเป็นแบงค็อก มอลล์ ในย่านบางนา ซึ่งเป็นโปรเจ็กต์ขนาดใหญ่ใช้งบลงทุนกว่า 1 หมื่นล้านบาท จึงต้องคัดสรรแองเคิลรายใหญ่ที่จะเข้ามา เช่นเดียวกับบลูเพิร์ลภูเก็ต ที่ยังต้องอาศัยเวลาให้เมืองพัฒนาและรอจังหวะในการลงทุน”
สำหรับความคืบหน้าในการปรับปรุงโครงการเดอะ มอลล์ 2 รามคำแหง หลังจากที่ทำสัญญาเช่าพื้นที่ออกไปอีก 30 ปีนั้น บริษัทมีแผนใช้งบลงทุนกว่า 5,000 ล้านบาทในการก่อสร้างโครงการขึ้นใหม่ในรูปแบบของคอมเพล็กซ์ขนาด 7-8 ชั้น เพื่อรองรับกำลังซื้อที่จะเกิดขึ้นในอนาคต โดยเฉพาะหลังการเปิดรถไฟฟ้าสายสีส้มในปี 2566
จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 37 ฉบับที่ 3,278 วันที่ 13 - 15 กรกฎาคม พ.ศ. 2560






