
ดันโซลาร์ 2 หมื่น MW เอกชนชี้ช่วยช่วงพีก
เอสพีซีจีหนุนกระทรวงพลังงานปรับเป้ากำลังการผลิตไฟฟ้าจากโซลาร์เซลล์เป็น 2 หมื่นเมกะวัตต์ ป้อนไฟฟ้าช่วงพีก และช่วยลดการใช้ก๊าซในอ่าวไทยที่จะหมดลง
นางสาววันดี กุญชรยาคง ประธานกรรมการและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท เอสพีซีจี จำกัด (มหาชน) เปิดเผยกับ “ฐานเศรษฐกิจ” ว่า จากกรณีที่กระทรวงพลังงาน จะปรับปรุงแผนพัฒนากำลังการผลิตไฟฟ้าระยะยาวของประเทศ (พีดีพี 2015) โดยจะเพิ่มสัดส่วนการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานทดแทนขึ้นไป 40% จากแผนเดิม 20% นั้น มองว่าควรจะปรับสัดส่วนการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ (โซลาร์เซลล์) เพิ่มขึ้นไปอยู่ระดับ 2 หมื่นเมกะวัตต์ จากแผนเดิมอยู่ที่ 6 พันเมกะวัตต์ ภายในปี 2579 เนื่องจากสามารถลดความต้องการใช้ไฟฟ้าสูงสุด (พีก)ช่วงกลางวันได้
[caption id="attachment_29799" align="aligncenter" width="334"]
วันดี กุญชรยาคง[/caption]
ขณะเดียวกันยังเป็นไปตามทิศทางของโลกที่ต้องการเพิ่มพลังงานทดแทน และเป็นการลดการพึ่งพาก๊าซ ธรรมชาติผลิตไฟฟ้า เนื่องจาก แนวโน้มปริมาณก๊าซธรรมชาติในอ่าวไทยเริ่มลดลง และคาดว่าจะหมดลงในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า หากไม่มีการขุดเจาะสำรวจใหม่ขณะเดียวกันท่าทีของเมียนมาอาจไม่อยากขายก๊าซให้ประเทศไทยเพิ่ม จากปัจจุบันมีแหล่งยาดานา เยตากุน และซอติกา ดังนั้นภาครัฐควรเร่งส่งเสริมพลังงานทดแทนเพิ่มขึ้น
ที่สำคัญเมื่อภาครัฐส่งเสริมพลังงานทดแทนแล้ว ก็ไม่ควรเรียกค่าไฟฟ้าสำรอง(Backup Rate) ทั้งผู้ประกอบการรายเล็กและรายใหญ่ เนื่องจากเป็นการสกัดกั้นการลงทุนติดตั้งโซลาร์เซลล์ รวมทั้งภาครัฐควรมีการกำหนดพื้นที่ที่มีความต้องการใช้ไฟฟ้า (โซนนิ่ง) ซึ่งนำตัวเลขมากำหนดปริมาณการรับซื้อไฟฟ้าในแต่ละพื้นที่ และเปิดเสรีให้เอกชนประมูลแข่งขันราคาต่อไป
นางสาววันดี กล่าวอีกว่า ส่วนความคืบหน้าการเจรจาร่วมทุนในโครงการโซลาร์ฟาร์มขนาดใหญ่ที่ญี่ปุ่น ขณะนี้บริษัทอยู่ระหว่างเจรจากับพันธมิตร 4 ราย เพื่อร่วมลงทุนโครงการผลิตไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ (โซลาร์ฟาร์ม) ในประเทศญี่ปุ่น กำลังผลิตหลายร้อยเมกะวัตต์ จากปัจจุบันดำเนินการไปแล้ว 1 โครงการ กำลังผลิต 30 เมกะวัตต์ คาดจะได้ข้อสรุปเร็วๆ นี้ ซึ่งจะใช้เงินลงทุน 100-120 ล้านบาทต่อเมกะวัตต์
จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 37 ฉบับที่ 3,278 วันที่ 13 - 15 กรกฎาคม พ.ศ. 2560
นางสาววันดี กุญชรยาคง ประธานกรรมการและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท เอสพีซีจี จำกัด (มหาชน) เปิดเผยกับ “ฐานเศรษฐกิจ” ว่า จากกรณีที่กระทรวงพลังงาน จะปรับปรุงแผนพัฒนากำลังการผลิตไฟฟ้าระยะยาวของประเทศ (พีดีพี 2015) โดยจะเพิ่มสัดส่วนการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานทดแทนขึ้นไป 40% จากแผนเดิม 20% นั้น มองว่าควรจะปรับสัดส่วนการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ (โซลาร์เซลล์) เพิ่มขึ้นไปอยู่ระดับ 2 หมื่นเมกะวัตต์ จากแผนเดิมอยู่ที่ 6 พันเมกะวัตต์ ภายในปี 2579 เนื่องจากสามารถลดความต้องการใช้ไฟฟ้าสูงสุด (พีก)ช่วงกลางวันได้
[caption id="attachment_29799" align="aligncenter" width="334"]
ขณะเดียวกันยังเป็นไปตามทิศทางของโลกที่ต้องการเพิ่มพลังงานทดแทน และเป็นการลดการพึ่งพาก๊าซ ธรรมชาติผลิตไฟฟ้า เนื่องจาก แนวโน้มปริมาณก๊าซธรรมชาติในอ่าวไทยเริ่มลดลง และคาดว่าจะหมดลงในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า หากไม่มีการขุดเจาะสำรวจใหม่ขณะเดียวกันท่าทีของเมียนมาอาจไม่อยากขายก๊าซให้ประเทศไทยเพิ่ม จากปัจจุบันมีแหล่งยาดานา เยตากุน และซอติกา ดังนั้นภาครัฐควรเร่งส่งเสริมพลังงานทดแทนเพิ่มขึ้น
ที่สำคัญเมื่อภาครัฐส่งเสริมพลังงานทดแทนแล้ว ก็ไม่ควรเรียกค่าไฟฟ้าสำรอง(Backup Rate) ทั้งผู้ประกอบการรายเล็กและรายใหญ่ เนื่องจากเป็นการสกัดกั้นการลงทุนติดตั้งโซลาร์เซลล์ รวมทั้งภาครัฐควรมีการกำหนดพื้นที่ที่มีความต้องการใช้ไฟฟ้า (โซนนิ่ง) ซึ่งนำตัวเลขมากำหนดปริมาณการรับซื้อไฟฟ้าในแต่ละพื้นที่ และเปิดเสรีให้เอกชนประมูลแข่งขันราคาต่อไป
นางสาววันดี กล่าวอีกว่า ส่วนความคืบหน้าการเจรจาร่วมทุนในโครงการโซลาร์ฟาร์มขนาดใหญ่ที่ญี่ปุ่น ขณะนี้บริษัทอยู่ระหว่างเจรจากับพันธมิตร 4 ราย เพื่อร่วมลงทุนโครงการผลิตไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ (โซลาร์ฟาร์ม) ในประเทศญี่ปุ่น กำลังผลิตหลายร้อยเมกะวัตต์ จากปัจจุบันดำเนินการไปแล้ว 1 โครงการ กำลังผลิต 30 เมกะวัตต์ คาดจะได้ข้อสรุปเร็วๆ นี้ ซึ่งจะใช้เงินลงทุน 100-120 ล้านบาทต่อเมกะวัตต์
จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 37 ฉบับที่ 3,278 วันที่ 13 - 15 กรกฎาคม พ.ศ. 2560






