thansettakij
thansettakij
นโยบายพลังงานยังไม่ชัดไทยกำลังเผชิญความเสี่ยง

นโยบายพลังงานยังไม่ชัดไทยกำลังเผชิญความเสี่ยง

09 ก.ค. 60 | 01:00 น.
อัปเดตล่าสุด :09 ก.ค. 60 | 07:18 น.
ในงานเสวนา"หลุมดำ..พลังงานไทย"จัดโดยคณะนักศึกกาหลักสูตรด้านวิทยาการพลังงานสำหรับนักบริหารรุนใหม่รุนที่ 4 (วพม.4) สถาบันวิทยาการพลังงาน เมื่อวันที่ 6 กรกฎาคม ที่ผ่านมา โดยเชิญวิทยากรที่อยู่ในแวดวงพลังงานทั้งภาครัฐและเอกชนมาแลกเปลี่ยนมุมมองถึงทิศทางการบริหารจัดการด้านพลังงานของประเทศ ซึ่งต่างเห็นไปในทิศทางเดียวกันว่า ยังมีอุปสรรคหรือความไม่ชัดเจนด้านนโยบาย ที่จะส่งผลต่อความมั่นคงพลังงานในอนาคตได้

-เร่งให้เปิดสัมปทานรอบ21
โดยนายพรายพล คุ้มทรัพย์ นักวิชาการด้านเศรษฐกิจ สะท้อนให้เห็นว่า ภาครัฐควรเร่งรัดการเปิดประมูลสัมปทานรอบ 21 เพราะหากล่าช้าจะต้องนำเข้าก๊าซแอลเอ็นจี ซึ่งมีต้นทุนราคาสูงกว่าก๊าซในอ่าวไทย ปัจจุบันไทยต้องนำเข้าพลังงาน 60% อาจเพิ่มเป็น 70-80% ในอนาคต ส่งผลให้เงินตราไหลออกนอกประเทศ

ขณะที่การเปิดประมูลแหล่งสัมปทานที่จะหมดอายุในปี 2565-2566 ของแหล่งบงกชและเอราวัณ จะต้องให้เกิดความต่อเนื่อง หากได้รายเดิมเป็นผู้ชนะการประมูล จะสามารถกลับมาผลิตได้ทันที ต้นทุนต่ำ โดยระบบที่นำมาใช้ภาครัฐต้องได้ส่วนแบ่งไม่น้อยกว่าปัจจุบัน ซึ่งมองว่าระบบสัมปทานเหมาะกับแหล่งที่มีความเสี่ยงสูง อย่างกรณีของไทย รัฐไม่ควรนำเงินมาลงทุนเสี่ยงด้วยระบบแบ่งปนผลผลิตหรือพีเอสซีหรือจ้างผลิต(เอสซี)

นอกจากนี้ ใน 10-20 ปีข้างหน้า ก๊าซในอ่าวไทยจะเหลือน้อยลง ต้องนำเข้าแอลเอ็นจีเข้ามาทดแทนในปริมาณที่มากขึ้น จึงจำเป็นต้องมีเชื้อเพลิงถ่านหินเข้ามาเป็นทางเลือก รวมถึงพลังงานหมุนเวียนที่ปัจจุบันมีราคาต้นทุนลดลงมามาก และสามารถแข่งขันกับเชื้อเพลิงฟอสซิลได้

 

[caption id="attachment_1020" align="aligncenter" width="503"]  คุรุจิต นาครทรรพ[/caption]

-หนุนกระจายเชื้อเพลิง
นายคุรุจิต นาครทรรพ ประธานกรรมาธิการขับเคลื่อนปฏิรูปประเทศด้านพลังงาน สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ(สปท.) ชี้ให้เห็นว่า สิ่งที่ภาครัฐควรเร่งดำเนินงานคือ การจัดหาปิโตรเลียม โดยเฉพาะการเปิดสัมปทานรอบ 21 ที่ล้าช้ากว่าแผน 5 ปีแล้ว สาเหตุมาจากความแตกแยกทางความคิด การจัดหาไฟฟ้า ควรมีการกระจายเชื้อเพลิงถ่านหินในสัดส่วนที่เพิ่มขึ้นหรืออยู่ที่ 20-25%

นอกจากนี้ ควรส่งเสริมระบบขนส่งมวลชนให้ครบวงจร เพิ่มมาตรการทางการคลัง โดยการปรับขึ้นภาษีน้ำมัน เพื่อใช้รถยนต์ส่วนบุคคลลดลง และความร่วมมือกับต่างประเทศ โดยกระจายความเสี่ยงในการรับซื้อไฟฟ้าจากต่างประเทศ ไม่ใช่เพียง สปป.ลาวเท่านั้น

[caption id="attachment_176095" align="aligncenter" width="503"] นโยบายพลังงานยังไม่ชัดไทยกำลังเผชิญความเสี่ยง นโยบายพลังงานยังไม่ชัดไทยกำลังเผชิญความเสี่ยง[/caption]

-หวั่นการผลิตก๊าซฯหาย
ขณะที่นายศุภลักษณ์ พาฬอนุรักษ์ ผู้อำนวยการกองกองแผนงานเชื้อเพลิงธรรมชาติ กรมเชื้อเพลิงธรรมชาติ(ชธ.) กล่าวว่า กรมฯอยู่ระหว่างเร่งกฎหมายรอง เพื่อรองรับการเปิดระบบแบ่งปันผลผลิต(พีเอสซี) และระบบจ้างผลิต(เอสซี) จากนั้นจะนำเสนอคณะรัฐมนตรี(ครม.) มีผลบังคับใช้ต่อไป

สำหรับแหล่งสัมปทานเอราวัณและบงกช ที่จะหมดอายุสัมปทานในปี 2565-2566 กำลังการผลิตรวม 2.1 พันล้านลูกบาศก์ฟุตต่อวัน หรือคิดเป็น 70% ของกำลังการผลิตก๊าซในประเทศ ซึ่งปกติผู้ประกอบการจะลงทุนต่อเนื่องเพื่อรักษาระดับการผลิต โดยจะเจาะ 600 หลุมต่อปี ใช้เงินลงทุนนับแสนล้านบาท หากยังไม่มีความแน่นอนของระบบ อาจส่งผลให้การตัดสินใจรักษาระดับการผลิตลดลง รวมถึงการเปิดประมูลชะลอออกไปอาจส่งผลกระทบต่อการผลิตหลังปี 2563 กำลังการผลิตจะเริ่มลดลง

ดังนั้น หากเปิดประมูลได้ในเดือนสิงหาคมคมหรือกันยายนนี้ได้ คาดว่าในปี 2565 กำลังการผลิตจะเริ่มกลับมา อย่างไรก็ตาม กำลังการผลิตก๊าซในอ่าวไทยที่ลดลงจะต้องพึ่งพาการนำเข้าก๊าซปิโตรเลียมเหลว(แอลเอ็นจี) ซึ่งในแผนบริหารจัดการก๊าซธรรมชาติ จะต้องมีการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานคลังแอลเอ็นจีเข้ามารอบรับการนำเข้าที่จะเพิ่มขึ้น

"กรมพยายามเตรียมความพร้อมระบบพีเอสซี แม้ว่าที่ผ่านมาจะมีการนำไปใช้กับแหล่งพัฒนาพื้นที่ร่วมไทย-มาเลเซียหรือเจดีเอ แต่แหล่งในประเทศยังไม่เคยดำเนินการ ซึ่งจะต้องสร้างความสมดุลของระบบที่จะนำมาใช้ เพื่อสร้างแรงจูงใจในการลงทุน และความเหมาะสม ที่จะดึงผลประโยชน์ให้กับภาครัฐ"

[caption id="attachment_129345" align="aligncenter" width="500"] เจน นำชัยศิริ ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย เจน นำชัยศิริ ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย[/caption]

-ส.อ.ท.กังวลไฟฟ้าไม่พอใช้
ส่วนนายเจน นำชัยศิริ ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย(ส.อ.ท.) ในฐานะผู้ใช้พลังงาน ต้องการใช้พลังงานที่ต่อเนื่องและมีเสถียรภาพ มีราคาต้นทุนมีความเหมาะสม โดยมองว่าในช่วง 3-5 ปีข้างหน้าความต้องการใช้ไฟฟ้าจะเพิ่มขึ้น รวมทั้งความต้องการใช้แอลเอ็นจีจะมากขึ้น ทางเลือกเชื้อเพลิงจะน้อยลง แต่คงไม่ถึงกับไฟฟ้าดับ ดังนั้น จึงต้องการให้กระจายความเสี่ยงด้านเชื้อเพลิงอย่างถ่านหินเข้ามาช่วยเสริมได้บ้าง ซึ่งความหลากหลายของเชื้อเพลิงจะช่วยกระจายความเสี่ยง ถัวเฉลี่ยต้นทุน

อย่างไรก็ตาม ส.อ.ท.มองถึงความเสี่ยงด้านไฟฟ้าในอนาคต มาจาก 1.ยานยนต์ไฟฟ้า(อีวี)ที่จะเข้ามาเร็วกว่าแผน เนื่องจากความได้เปรียบด้านชิ้นส่วนยานยนต์ 2.รถไฟความเร็วสูง ส่งผลให้ความต้องการใช้ไฟฟ้าในอนาคตเพิ่มขึ้น จึงมีความน่าเป็นห่วงการใช้ไฟฟ้าใน 3-5 ปีข้างหน้าที่เพิ่มขึ้น รวมทั้งดูว่าสำรองไฟฟ้าที่ปัจจุบันมี 20-30% สามารถพึ่งพาได้จริงหรือไม่

จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 37 ฉบับที่ 3,277 วันที่ 9 - 12 กรกฎาคม พ.ศ. 2560