
นวัตกรรม-มูลค่าเพิ่ม-มาตรฐาน คาถาดันส่งออกโตยั่งยืน
ในงานสัมมนา “ครึ่งปีส่งออกไทย...ฝันใหญ่ไปให้ถึง” จัดโดยหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจร่วมกับสถานีข่าวสปริง นิวส์ ช่อง 19 เมื่อวันที่ 29 มิถุนายนที่ผ่านมา นอกจากกูรูจากผู้นำภาคเอกชนได้สะท้อนมุมมองในทิศทางเดียวกันว่าการส่งออกไทยในปี 2560 จะขยายตัวได้เกิน 3.5% ขณะที่ผู้แทนจากกระทรวงพาณิชย์ ยังมั่นใจจะทำได้ตามเป้าหมายที่ 5%โดยให้เหตุผลปัจจัยบวก-ปัจจัยลบที่เกี่ยวข้องแล้ว ยังมีอีกหลากหลายมุมมองที่น่าใจ เฉพาะอย่างยิ่งข้อแนะนำเพื่อชี้ทางให้ผู้ส่งออกไทยว่าจะทำอย่างไรให้ไปถึงเป้าหมาย รวมถึงเพื่อเพิ่มความสามารถในการแข่งขันส่งออกไทยในระยะยาว
[caption id="attachment_173989" align="aligncenter" width="335"]
เจน นำชัยศิริ ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.)[/caption]
-เน้นมูลค่ามากกว่าปริมาณ
นายเจน นำชัยศิริ ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) และประธานคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน หรือ กกร. กล่าวว่า ในโครงสร้างการผลิตสินค้าส่งออกของผู้ประกอบการไทยจากนี้ไปสิ่งที่อยากเห็นคือไม่อยากให้เน้นในเชิงปริมาณ แต่อยากให้เน้นเรื่องราคาว่าจะทำอย่างไรสินค้าจะผลิตและขายได้มูลค่าเพิ่มสูงขึ้น ตัวอย่างเช่น ตัวเลขการส่งออกรถจักรยานยนต์ขยายตัวสูงขึ้นในเชิงมูลค่าอาทิ จำนวนคันโตขึ้นประมาณ 5% แต่มูลค่าโตขึ้น 7-8% ลงลึกลงไปดูสาเหตุว่ามาจากอะไรปรากฎว่าในช่วงหลังนี้ มีนักลงทุนต่างชาติมาลงทุนประกอบรถจักรยานยนต์ที่เป็นบิ๊กไบค์ในไทย
“ถือเป็นเรื่องใหญ่ถ้าบิ๊กไบค์มาประกอบในไทยได้ แสดงว่าซัพพลายเชนก็ดี ฝีมือหรืออะไรต่างๆ ของเราใช้ได้ทำให้สินค้าที่มีมูลค่าสูงสามารถมาใช้ไทยเป็นฐานประกอบได้ ยานยนต์ก็เหมือนกันเราอยากเห็นโมเดลที่มีมูลค่าสูงๆมาประกอบในไทย ถ้าอย่างนี้เกิดขึ้นได้ ตัวเลขการส่งออกที่สูงขึ้นก็จะสะท้อนมาถึงผลประกอบการที่สูงขึ้นด้วย ดังนั้นหากเน้นไปในทิศทางที่ถูกต้อง จับตลาดสินค้าที่มีมูลค่าสูงให้มาร์จิ้นได้สูงกว่า ตรงนี้น่าจะส่งผลต่อเศรษฐกิจของไทยได้ดีกว่า”
พร้อมกันนี้ได้ยกตัวอย่างเครือเอสซีจี(ปูนซิเมนต์ไทย)ได้ตั้งเป้าหมายสัดส่วนสินค้าที่มีมูลค่าเพิ่มสูง หรือสินค้านวัตกรรมเพิ่มขึ้น จากเดิมมีสัดส่วนไม่ถึง 10% เวลานี้เพิ่มขึ้นเป็น 20-30% ทั้งนี้หากสินค้าไทยเน้นเรื่องของคุณภาพ เน้นเรื่องวัตถุดิบ เน้นเรื่องมาตรฐานการผลิต นวัตกรรม และมูลค่าเพิ่ม จะเป็นตัวผลักดันให้ยอดขายของผู้ประกอบการและยอดส่งออกของประเทศให้สูงขึ้น
[caption id="attachment_173991" align="aligncenter" width="335"]
สมเด็จ สุสมบูรณ์ รองอธิบดี กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ[/caption]
-หนุนนวัตกรรม-มูลค่าเพิ่ม
นายสมเด็จ สุสมบูรณ์ รองอธิบดี กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ กล่าวว่า กรมมียุทธศาสตร์ในการสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับสินค้าส่งออกของไทย เพราะต้องยอมรับว่า สินค้าที่แข่งขันในเรื่องราคาไทยอาจจะสู้คู่แข่งขันไม่ว่าจะเป็นจีน เวียดนามลำบาก กรมจึงได้มีการผลักดันให้ผู้ประกอบการผลิตสินค้าที่มีมูลค่าเพิ่มสูงมากขึ้น โดยได้เชิญผู้เชี่ยวชาญมาให้ความรู้ในเรื่องการผลิตสินค้าที่ใช้นวัตกรรมให้สอดคล้องกับเทรนด์ความต้องการของโลก เช่นปัจจุบันประชากรในวัยสูงวัยของโลกเพิ่มขึ้นจึงต้องพัฒนาสินค้าเพื่อสนองตอบกับความต้องการของกลุ่มนี้ หรือในตลาดสำคัญ เช่น ยุโรป ญี่ปุ่น อเมริกา ที่ให้ความสำคัญกับสินค้าที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม หรือมีการเลี้ยงสัตว์เลี้ยงมากขึ้น การผลิตสินค้าสนองตอบกลุ่มเหล่านี้ก็มีช่องทางโอกาสอีกมาก เหล่านี้เป็นส่วนหนึ่งของกิจกรรมของกรมที่มีให้
[caption id="attachment_173990" align="aligncenter" width="335"]
ฉวีวรรณ คำพา ประธานกรรมการบริหาร บริษัทในเครือฉวีวรรณ[/caption]
-แรงงาน-ฟูดเซฟตี้สำคัญ
นางฉวีวรรณ คำพา ประธานกรรมการบริหาร บริษัทในเครือฉวีวรรณ ผู้ส่งออกไก่แปรรูป กล่าวว่า การส่งออกสินค้าไก่ในปีนี้คาดจะขยายตัวได้ที่ 5-7% แต่ผู้ประกอบการอย่าฝันหวานว่าจะได้มาง่าย ๆ เพราะยังต้องฝ่าฟันอุปสรรคอีกมากทั้งในเรื่องค่าเงิน เรื่องกฎหมายแรงงานของต่างประเทศที่ให้ความสำคัญและต่อต้านสินค้าจากประเทศหรือโรงงานผลิตที่มีปัญหาเรื่องการค้ามนุษย์ หรือใช้แรงงานบังคับ ในสินค้าไก่บริษัทใหญ่ๆ ต้องจ้างผู้เชี่ยวชาญมาจากสถาบันในอังกฤษ หรือในอเมริกามาจัดระบบใหม่ให้กับโรงงานต่างๆ ในการผลิตไก่สดแช่แข็งและแปรรูป เพราะถ้าเราทำไม่ถูกต้องลูกค้าจะไม่ซื้อ
“นอกจากนี้ผู้ผลิตสินค้าไก่ และสินค้าอาหารในภาพรวมต้องให้ความสำคัญกับเรื่องฟู้ดเซฟตี้ตามมาตรฐานของประเทศคู่ค้า รวมถึงระบบไบโอซีเคียวริตี้ ระบบการตรวจสอบย้อนกลับ รวมถึงการใช้แรงงานถูกกฎหมาย ซึ่งจะทำให้สามารถแข่งขันได้ในระยะยาว”
[caption id="attachment_173988" align="aligncenter" width="335"]
ไพบูลย์ พลสุวรรณา ที่ปรึกษากรรมการสภาผู้ส่งสินค้าทางเรือแห่งประเทศไทย(สรท.)[/caption]
-แผน20ปีต้องเพิ่มR&D
นายไพบูลย์ พลสุวรรณา ที่ปรึกษากรรมการสภาผู้ส่งสินค้าทางเรือแห่งประเทศไทย(สรท.) หรือสภาผู้ส่งออก กล่าวว่าการผลักดันการส่งออกของไทยให้โตอย่างยั่งยืน สิ่งหนึ่งที่รัฐบาลได้ดำเนินการคือการจัดทำยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี (2560-2579) ซึ่งในอีก 20 ปีเราจะไปสู่ประเทศที่พัฒนาแล้วได้จริงหรือไม่ โลจิสติกส์เป็นสิ่งที่เกี่ยวข้องโดยตรง ซึ่งโลจิสติกส์ในที่นี้หมายถึงทุกหน่วยงาน ทุกองค์กรทั้งเอกชน รัฐบาล และนโยบายของรัฐบาลจะต้องเข้าใจตรงกันก่อน โดยผู้ที่จะมาเป็นรัฐบาลไม่ว่าจะมาจากการเลือกตั้ง หรือจากวิธีอื่นจะต้องจะต้องให้ความสำคัญกับภาคเศรษฐกิจนำหน้าเป็นลำดับแรก ตามด้วยภาคสังคม และการเมือง แต่ที่ผ่านมาเกือบทุกรัฐบาลจะใช้การเมืองนำหน้า เศรษฐกิจตามหลัง ขณะที่แผนฯ 20 ปีหากการส่งออกไทยต้องการจะโตอย่างยั่งยืนจะต้องพัฒนาเรื่องนวัตกรรม และเทคโนโลยี เรื่องการวิจัยและพัฒนา(R&D) รัฐและเอกชนต้องใส่เงินเข้าไปในเรื่องนี้อย่างเต็มที่
“แต่ 20 ปีที่ผ่านมารัฐใส่งบในเรื่องอาร์แอนด์ดี เพียง 0.8% ของจีดีพี ขณะที่จีนใส่ 2.5% สิงคโปร์จะเพิ่มเป็น 5% เพื่อพัฒนาเทคโนโลยีทางการค้าและไอทีของเขา สหรัฐฯ 2.5% ญี่ปุ่น 2.5% ทุกประเทศในโลกที่พัฒนาเศรษฐกิจจะใส่อาร์แอนด์ดีอย่างต่ำ 2.5% ดังนั้นยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี ต้องให้ความสำคัญเรื่องนี้อาร์แอนด์ดีให้มาก เพราะเด็กรุ่นใหม่ ในยุค E-Yen แนวโน้มจะเข้าสู่ภาคบริการมากกว่าภาคอุตสาหกรรม”
จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 37 ฉบับที่ 3,276 วันที่ 6 - 8 กรกฎาคม พ.ศ. 2560
[caption id="attachment_173989" align="aligncenter" width="335"]
-เน้นมูลค่ามากกว่าปริมาณ
นายเจน นำชัยศิริ ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) และประธานคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน หรือ กกร. กล่าวว่า ในโครงสร้างการผลิตสินค้าส่งออกของผู้ประกอบการไทยจากนี้ไปสิ่งที่อยากเห็นคือไม่อยากให้เน้นในเชิงปริมาณ แต่อยากให้เน้นเรื่องราคาว่าจะทำอย่างไรสินค้าจะผลิตและขายได้มูลค่าเพิ่มสูงขึ้น ตัวอย่างเช่น ตัวเลขการส่งออกรถจักรยานยนต์ขยายตัวสูงขึ้นในเชิงมูลค่าอาทิ จำนวนคันโตขึ้นประมาณ 5% แต่มูลค่าโตขึ้น 7-8% ลงลึกลงไปดูสาเหตุว่ามาจากอะไรปรากฎว่าในช่วงหลังนี้ มีนักลงทุนต่างชาติมาลงทุนประกอบรถจักรยานยนต์ที่เป็นบิ๊กไบค์ในไทย
“ถือเป็นเรื่องใหญ่ถ้าบิ๊กไบค์มาประกอบในไทยได้ แสดงว่าซัพพลายเชนก็ดี ฝีมือหรืออะไรต่างๆ ของเราใช้ได้ทำให้สินค้าที่มีมูลค่าสูงสามารถมาใช้ไทยเป็นฐานประกอบได้ ยานยนต์ก็เหมือนกันเราอยากเห็นโมเดลที่มีมูลค่าสูงๆมาประกอบในไทย ถ้าอย่างนี้เกิดขึ้นได้ ตัวเลขการส่งออกที่สูงขึ้นก็จะสะท้อนมาถึงผลประกอบการที่สูงขึ้นด้วย ดังนั้นหากเน้นไปในทิศทางที่ถูกต้อง จับตลาดสินค้าที่มีมูลค่าสูงให้มาร์จิ้นได้สูงกว่า ตรงนี้น่าจะส่งผลต่อเศรษฐกิจของไทยได้ดีกว่า”
พร้อมกันนี้ได้ยกตัวอย่างเครือเอสซีจี(ปูนซิเมนต์ไทย)ได้ตั้งเป้าหมายสัดส่วนสินค้าที่มีมูลค่าเพิ่มสูง หรือสินค้านวัตกรรมเพิ่มขึ้น จากเดิมมีสัดส่วนไม่ถึง 10% เวลานี้เพิ่มขึ้นเป็น 20-30% ทั้งนี้หากสินค้าไทยเน้นเรื่องของคุณภาพ เน้นเรื่องวัตถุดิบ เน้นเรื่องมาตรฐานการผลิต นวัตกรรม และมูลค่าเพิ่ม จะเป็นตัวผลักดันให้ยอดขายของผู้ประกอบการและยอดส่งออกของประเทศให้สูงขึ้น
[caption id="attachment_173991" align="aligncenter" width="335"]
-หนุนนวัตกรรม-มูลค่าเพิ่ม
นายสมเด็จ สุสมบูรณ์ รองอธิบดี กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ กล่าวว่า กรมมียุทธศาสตร์ในการสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับสินค้าส่งออกของไทย เพราะต้องยอมรับว่า สินค้าที่แข่งขันในเรื่องราคาไทยอาจจะสู้คู่แข่งขันไม่ว่าจะเป็นจีน เวียดนามลำบาก กรมจึงได้มีการผลักดันให้ผู้ประกอบการผลิตสินค้าที่มีมูลค่าเพิ่มสูงมากขึ้น โดยได้เชิญผู้เชี่ยวชาญมาให้ความรู้ในเรื่องการผลิตสินค้าที่ใช้นวัตกรรมให้สอดคล้องกับเทรนด์ความต้องการของโลก เช่นปัจจุบันประชากรในวัยสูงวัยของโลกเพิ่มขึ้นจึงต้องพัฒนาสินค้าเพื่อสนองตอบกับความต้องการของกลุ่มนี้ หรือในตลาดสำคัญ เช่น ยุโรป ญี่ปุ่น อเมริกา ที่ให้ความสำคัญกับสินค้าที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม หรือมีการเลี้ยงสัตว์เลี้ยงมากขึ้น การผลิตสินค้าสนองตอบกลุ่มเหล่านี้ก็มีช่องทางโอกาสอีกมาก เหล่านี้เป็นส่วนหนึ่งของกิจกรรมของกรมที่มีให้
[caption id="attachment_173990" align="aligncenter" width="335"]
-แรงงาน-ฟูดเซฟตี้สำคัญ
นางฉวีวรรณ คำพา ประธานกรรมการบริหาร บริษัทในเครือฉวีวรรณ ผู้ส่งออกไก่แปรรูป กล่าวว่า การส่งออกสินค้าไก่ในปีนี้คาดจะขยายตัวได้ที่ 5-7% แต่ผู้ประกอบการอย่าฝันหวานว่าจะได้มาง่าย ๆ เพราะยังต้องฝ่าฟันอุปสรรคอีกมากทั้งในเรื่องค่าเงิน เรื่องกฎหมายแรงงานของต่างประเทศที่ให้ความสำคัญและต่อต้านสินค้าจากประเทศหรือโรงงานผลิตที่มีปัญหาเรื่องการค้ามนุษย์ หรือใช้แรงงานบังคับ ในสินค้าไก่บริษัทใหญ่ๆ ต้องจ้างผู้เชี่ยวชาญมาจากสถาบันในอังกฤษ หรือในอเมริกามาจัดระบบใหม่ให้กับโรงงานต่างๆ ในการผลิตไก่สดแช่แข็งและแปรรูป เพราะถ้าเราทำไม่ถูกต้องลูกค้าจะไม่ซื้อ
“นอกจากนี้ผู้ผลิตสินค้าไก่ และสินค้าอาหารในภาพรวมต้องให้ความสำคัญกับเรื่องฟู้ดเซฟตี้ตามมาตรฐานของประเทศคู่ค้า รวมถึงระบบไบโอซีเคียวริตี้ ระบบการตรวจสอบย้อนกลับ รวมถึงการใช้แรงงานถูกกฎหมาย ซึ่งจะทำให้สามารถแข่งขันได้ในระยะยาว”
[caption id="attachment_173988" align="aligncenter" width="335"]
-แผน20ปีต้องเพิ่มR&D
นายไพบูลย์ พลสุวรรณา ที่ปรึกษากรรมการสภาผู้ส่งสินค้าทางเรือแห่งประเทศไทย(สรท.) หรือสภาผู้ส่งออก กล่าวว่าการผลักดันการส่งออกของไทยให้โตอย่างยั่งยืน สิ่งหนึ่งที่รัฐบาลได้ดำเนินการคือการจัดทำยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี (2560-2579) ซึ่งในอีก 20 ปีเราจะไปสู่ประเทศที่พัฒนาแล้วได้จริงหรือไม่ โลจิสติกส์เป็นสิ่งที่เกี่ยวข้องโดยตรง ซึ่งโลจิสติกส์ในที่นี้หมายถึงทุกหน่วยงาน ทุกองค์กรทั้งเอกชน รัฐบาล และนโยบายของรัฐบาลจะต้องเข้าใจตรงกันก่อน โดยผู้ที่จะมาเป็นรัฐบาลไม่ว่าจะมาจากการเลือกตั้ง หรือจากวิธีอื่นจะต้องจะต้องให้ความสำคัญกับภาคเศรษฐกิจนำหน้าเป็นลำดับแรก ตามด้วยภาคสังคม และการเมือง แต่ที่ผ่านมาเกือบทุกรัฐบาลจะใช้การเมืองนำหน้า เศรษฐกิจตามหลัง ขณะที่แผนฯ 20 ปีหากการส่งออกไทยต้องการจะโตอย่างยั่งยืนจะต้องพัฒนาเรื่องนวัตกรรม และเทคโนโลยี เรื่องการวิจัยและพัฒนา(R&D) รัฐและเอกชนต้องใส่เงินเข้าไปในเรื่องนี้อย่างเต็มที่
“แต่ 20 ปีที่ผ่านมารัฐใส่งบในเรื่องอาร์แอนด์ดี เพียง 0.8% ของจีดีพี ขณะที่จีนใส่ 2.5% สิงคโปร์จะเพิ่มเป็น 5% เพื่อพัฒนาเทคโนโลยีทางการค้าและไอทีของเขา สหรัฐฯ 2.5% ญี่ปุ่น 2.5% ทุกประเทศในโลกที่พัฒนาเศรษฐกิจจะใส่อาร์แอนด์ดีอย่างต่ำ 2.5% ดังนั้นยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี ต้องให้ความสำคัญเรื่องนี้อาร์แอนด์ดีให้มาก เพราะเด็กรุ่นใหม่ ในยุค E-Yen แนวโน้มจะเข้าสู่ภาคบริการมากกว่าภาคอุตสาหกรรม”
จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 37 ฉบับที่ 3,276 วันที่ 6 - 8 กรกฎาคม พ.ศ. 2560






