thansettakij
thansettakij
แบงก์ผลัดมือสู่ต่างชาติ จ่อเผชิญ‘ดิจิตอลไล่ล่า’

แบงก์ผลัดมือสู่ต่างชาติ จ่อเผชิญ‘ดิจิตอลไล่ล่า’

04 ก.ค. 60 | 22:00 น.
วิกฤติต้มยำกุ้ง ปี 2540 เสาหลักเศรษฐกิจอย่างธนาคารพาณิชย์ รับผลกระทบรุนแรงไม่แพ้อสังหาริมทรัพย์ หลายธนาคารถูกพายุเศรษฐกิจเล่นงานจนเหลือแต่อดีต หลายแห่งถูกเปลี่ยนมือส่วนที่รอดมาได้ก็สะบักสะบอมเต็มที
จุดเริ่มต้นมาจากปลายปี 2539 เกิดความไม่เชื่อมั่นอย่างรุนแรงในระบบสถาบันการเงินไทย รัฐบาลสั่งปิดบริษัทเงินทุน 18 แห่ง และ 3 ธนาคารพาณิชย์ คือ ธนาคารกรุงเทพพาณิชย์การ ธนาคารศรีนคร และธนาคารมหานคร ที่ถูกจับโยกไปรวมกับธนาคารกรุงไทย

หลังฝีแตก สถานการณ์ภาคธนาคารยังไม่นิ่ง ประชาชนยังไม่มั่นใจ ยังคงทยอยถอนเงินฝากจากธนาคารต่อเนื่อง จนทำให้รัฐบาลต้องประกาศคํ้าประกันเงินฝากและคํ้าประกันหนี้ให้แก่ธนาคารพาณิชย์ทุกกรณี จึงทำให้สถานการณ์คลายตัวระดับหนึ่ง

แต่ผลจากวิกฤติก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญของวงการสถาบันการเงินไทย ธุรกิจธนาคารพาณิชย์ที่เป็นสมบัติประจำตระกูล กลายมาเป็นสมบัติของนักลงทุนต่างชาติแทน

[caption id="attachment_172870" align="aligncenter" width="503"] แบงก์ผลัดมือสู่ต่างชาติ จ่อเผชิญ‘ดิจิตอลไล่ล่า’ แบงก์ผลัดมือสู่ต่างชาติ จ่อเผชิญ‘ดิจิตอลไล่ล่า’[/caption]

ตระกูลตู้จินดา และทวีสิน 2 ผู้ถือหุ้นใหญ่ธนาคารไทยทนุ หลังล้มดีลควบรวมกับบริษัทเงินทุนเอกธนกิจของปิ่นจักกะพาก ก็ขายหุ้นให้แก่ ธนาคารดีบีเอส ของสิงคโปร์ ก่อนจะเปลี่ยนแปลงรอบใหม่ เมื่อถูกนำไปรวมกับบรรษัทเงินทุนแห่งประเทศไทย(IFCT) และถูกจับไปรวมกับธนาคารทหารไทย (TMB) ในที่สุด

ธนาคารแหลมทอง ของตระกูลจันทร์ศรีชวาลาโดนจับควบรวมกับธนาคารรัตนสิน เมื่อวันที่ 16 พฤศจิกายน 2541 ก่อนจะถูกขายให้ ยูไนเต็ด โอเวอร์ซี แบงก์ ของสิงคโปร์ ในราคา 1.5 หมื่นล้านบาท และเปลี่ยนชื่อเป็นธนาคารยูโอบีรัตนสิน ต่อมาปี 2548 ควบรวมกับธนาคารเอเชีย ของกลุ่มภัทรประสิทธิ์ และเปลี่ยนชื่อเป็นธนาคารยูโอบี จนถึงทุกวันนี้
ไม่ต่างจากสหธนาคาร ของตระกูล ชลวิจารณ์ และ อัศวินวิจิตร สเต็ปแรกถูกจับไปรวมบงล.กรุงไทยธนกิจฯกับสถาบันการเงินอีก 12 แห่ง เป็น “ไทยธนาคาร” มีกองทุนฟื้นฟูฯถือหุ้น 48% ต้นปี 2552 กลุ่มซีไอเอ็มบี จากมาเลเซีย เข้ามาซื้อหุ้น 93% ในราคา 2 หมื่นล้านบาท และวันที่ 4 พฤษภาคม 2552 เปลี่ยนชื่อเป็นธนาคารซีไอเอ็มบีไทย
ตระกูลหวั่งหลี เจ้าของแบงก์นครธน ต้องยอมถอย เปิดทางให้ สแตนดาร์ดชาร์เตอร์ด จากอังกฤษ เข้ามาเทกโอเวอร์ และกลายเป็นธนาคารสแตนดาร์ดชาร์เตอร์ดในที่สุด

ส่วนธนาคารที่เหลืออยู่ แม้จะรอดปลอดภัย แต่ก็ยังไม่แข็งแรงมากนักธนาคารกสิกรไทย ต้องขายหุ้นกระจายหุ้นให้แบงก์และกองทุนต่างประเทศ จนตระกูล ลํ่าซำ ไม่ใช่ผู้ถือหุ้นใหญ่ แต่ยังได้รับความไว้วางใจให้บริหาร ส่วนธนาคารไทยพาณิชย์ได้เงินเพิ่มทุนก้อนโตจากโครงการ วันที่ 14 สิงหาคม 2541 มาช่วย แต่ก็แลกกับการให้กรรมการ2ที่แก่กระ ทรวงการคลังในฐานะเจ้าของเงิน

เมื่อพายุเศรษฐกิจสงบ การปรับปรุงกฎระเบียบ กำกับดูแลให้เป็นมาตรฐานสากล ถูกนำมาใช้อย่างเข้มข้น ทำให้สถาบันการเงินไทยมีความเข้มแข็งขึ้นเรื่อยๆ และกลับมาทำหน้าที่ขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยอีกครั้ง

ไตรมาสแรกปี 2560 ธนาคารพาณิชย์กำไรรวมกัน 5.11 หมื่นล้านบาท หนี้เสีย 2.94% จากเคยสูงถึง 54% ในช่วงวิกฤติ เงินสำรอง 5.45 แสนล้านบาท หรือ 161.8% ส่วนของเงินกองทุน 2.31 ล้านล้านบาท เงินทุนขั้นที่ 1 สูงถึง 17.8% สูงกว่าเกณฑ์ขั้นตํ่า 8.5% ตามกฎบีไอเอส

วันนี้ธนาคารพาณิชย์ไทยมีความแข็งแรง และดูจะห่างไกลจากวิกฤติ แต่อย่ามั่นใจ เพราะในอนาคต ธนาคารกำลังเผชิญภัยรอบใหม่ จากการไล่ล่าของดิจิตอลนั่นเอง

จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 37 ฉบับที่ 3,275 วันที่ 2 - 5 กรกฎาคม พ.ศ. 2560