
แนะเอสเอ็มอีไทยโกอินเตอร์ เร่งชาวสวนระนองบุกขายจีน
นายกสมาคมการค้าเอสเอ็มอีไทยโกอินเตอร์ แนะชาวสวนเร่งสร้างเครือข่ายรับการค้ากับจีนขยายตัว ชี้กลุ่มผลไม้มีแนวโน้มราคาสูงขึ้นในอนาคตเพราะปริมาณความต้องการสูง
นายวรกร ชำนาญไพศาล นายกสมาคมการค้าเอสเอ็มอีไทยโกอินเตอร์ (SMEs Thai Go Trade Association) และประธานบริษัท ไท่กั่วเฉิง จำกัด ผู้ส่งออกสินค้าเกษตรและอาหารแปรรูป เปิดเผยกับ"ฐานเศรษฐกิจ"ในระหว่างการเดินทางมาเป็นวิทยากรการสัมมนาเชิงปฏิบัติการและจัดเวทีแลกเปลี่ยนเรียนรู้การเชื่อมโยงตลาดเพื่อการส่งออก โครงการอาหารปลอดภัยสู่ครัวอันดามันของ จ.ระนอง ว่า ขณะนี้ความต้องการสินค้าทางการเกษตรของไทยมีมหาศาลในแทบทุกตลาดทั่วโลก แต่ปัญหาที่สินค้าที่ผลิตต้นน้ำยังไม่สามารถจำหน่ายได้ในราคาที่สูงตามที่ควรจะเป็นนั้นเพราะปัญหาพ่อค้าคนกลางที่ยังมีอิทธิพลต่อการกำหนดราคาในขณะที่กลุ่มเกษตรกรยังอ่อนแอในการต่อรองเนื่องจากเป็นเกษตรกรรายเล็กไม่มีอำนาจการต่อรอง ทั้งที่ราคาสินค้าทางการเกษตรของไทยในต่างประเทศปัจจุบันมีราคาสูงมาอาทิทุเรียน กก.ละ 500 บาทในจีน กล้วยหอมหวีละ 200-250 บาท ,เงาะ กก.ละ 120-150 บาท ดังนั้นหากเกษตรกรไทยต้องการยกระดับสินค้าทางการเกษตรและจำหน่ายได้ราคาที่ดีต้องสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับตัวสินค้าและต้องสร้างเครือข่ายทางการตลาดที่เข้มแข็งขึ้น แทนที่ต่างคนต่างขายเช่นที่ผ่านมา
[caption id="attachment_172436" align="aligncenter" width="335"]
วรกร ชำนาญไพศาล นายกสมาคมการค้าเอสเอ็มอีไทย[/caption]
"ขณะนี้จีนมีความต้องการสินค้าทางการเกษตรของไทยสูงมากมีเท่าไหร่ก็ไม่พอขาย ดังนั้นในอนาคตราคาสินค้าทางการเกษตรของไทยต้องมีราคาที่ดีอย่างแน่นอน ขอให้เกษตรกรตั้งหลักให้ดี สามารถรองรับกับมาตรฐานต่างๆได้ และสามารถผลิตได้ในจำนวนที่ตลาดต้องการ ทั้งยังมีคู่ค้าและเครือข่ายที่สร้างเสริมซึ่งกันและกันก็จะทำให้ชาวสวนผลไม้เป็นกลุ่มเกษตรกรที่มั่งคั่งเพราะสินค้าที่ผลิตได้สามารถจำหน่ายได้ในราคาที่สูง นอกจากตลาดจีนแล้วในตลาดเพื่อนบ้านของไทยอีกหลายประเทศที่ต้องการสินค้าทางการเกษตรของไทยเช่นมาเลเซีย รวมทั้งเมียนมา ซึ่งทางกลุ่มตนได้เข้าไปสร้างจุดระบายสินค้าให้กับกลุ่มเกษตรกรโดยสร้างห้างสรรพสินค้าชื่อ THAI City ขึ้นในที่เมืองมะละกา ปนะเทศมาเลเซีย กำลังจะเปิดให้บริการเร็วๆนี้ รวมทั้งอีกหลายประเทศที่มีแผนที่จะดำเนินการ ซึ่งการขับเคลื่อนของภาคเอกชนจะทำได้รวดเร็วกว่าภาครัฐที่มีกฎระเบียบมากมายทำให้บางครั้งล่าช้าและเสียโอกาส ดังนั้นเชิญชวนกลุ่มเกษตรกรชาวสวนผลไม้หากสินใจจะเข้ารวมกลุ่มกับทางสมาคมฯและสนใจที่จะนำสินค้าไปจำหน่ายในประเทศต่างๆ"
นายวิรัตน์ รักษ์พันธ์ รองผู้ว่าราชการจังหวัดระนอง เปิดเผยว่า การสัมมนาเชิงปฏิบัติการและจัดเวทีแลกเปลี่ยนเรียนรู้การเชื่อมโยงการตลาดเพื่อการส่งออก ภายใต้โครงการอาหารปลอดภัยสู่ครัวอันดามัน มีวัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริมการผลิตสินค้าเกษตรอาหารปลอดภัยรองรับการท่องเที่ยวฝั่งอันดามัน สร้างความเชื่อมโยงและพัฒนากลุ่มอาชีพภาคเกษตรกรให้มีความเข้มแข็ง สร้างมูลค่าเพิ่มให้กับสินค้าเกษตร ซึ่งกิจกรรม ภายในงานมีการสัมมนาหัวข้อเชิงปฏิบัติการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ด้วยบรรยายเรื่องการเชื่อมโยงตลาดสินค้าเกษตรและอาหารแปรรูปเพื่อการส่งออกและการตลาดสินค้าการผลิตภัณฑ์เกษตรในยุค Thailand 4.0
"ปัจจุบันผู้บริโภคให้ความสำคัญห่วงใยต่อสุขภาพตนเองมากขึ้น จังหวัดระนองจึงมีความใส่ใจในการให้เกษตรกรผลิตสินค้าเกษตรที่มีความปลอดภัย รวมทั้งผลักดันให้กลุ่มเข้าสู่มาตรฐานความปลอดภัยและเสริมสร้างความเข้มแข็งให้กับกลุ่มผู้ผลิตผ่านกระบวนการกลุ่มตลอดจนการสร้างและเชื่อมโยงเครือข่ายการผลิตการตลาดจึงนับเป็นแนวทางหนึ่งในการสร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้ผลิตและเป็นการขับเคลื่อนที่ยั่งยืนเกษตรกรมีความเข้มแข็งและพึ่งพาตนเองได้"
จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 37 ฉบับที่ 3,275 วันที่ 2 - 5 กรกฎาคม พ.ศ. 2560
นายวรกร ชำนาญไพศาล นายกสมาคมการค้าเอสเอ็มอีไทยโกอินเตอร์ (SMEs Thai Go Trade Association) และประธานบริษัท ไท่กั่วเฉิง จำกัด ผู้ส่งออกสินค้าเกษตรและอาหารแปรรูป เปิดเผยกับ"ฐานเศรษฐกิจ"ในระหว่างการเดินทางมาเป็นวิทยากรการสัมมนาเชิงปฏิบัติการและจัดเวทีแลกเปลี่ยนเรียนรู้การเชื่อมโยงตลาดเพื่อการส่งออก โครงการอาหารปลอดภัยสู่ครัวอันดามันของ จ.ระนอง ว่า ขณะนี้ความต้องการสินค้าทางการเกษตรของไทยมีมหาศาลในแทบทุกตลาดทั่วโลก แต่ปัญหาที่สินค้าที่ผลิตต้นน้ำยังไม่สามารถจำหน่ายได้ในราคาที่สูงตามที่ควรจะเป็นนั้นเพราะปัญหาพ่อค้าคนกลางที่ยังมีอิทธิพลต่อการกำหนดราคาในขณะที่กลุ่มเกษตรกรยังอ่อนแอในการต่อรองเนื่องจากเป็นเกษตรกรรายเล็กไม่มีอำนาจการต่อรอง ทั้งที่ราคาสินค้าทางการเกษตรของไทยในต่างประเทศปัจจุบันมีราคาสูงมาอาทิทุเรียน กก.ละ 500 บาทในจีน กล้วยหอมหวีละ 200-250 บาท ,เงาะ กก.ละ 120-150 บาท ดังนั้นหากเกษตรกรไทยต้องการยกระดับสินค้าทางการเกษตรและจำหน่ายได้ราคาที่ดีต้องสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับตัวสินค้าและต้องสร้างเครือข่ายทางการตลาดที่เข้มแข็งขึ้น แทนที่ต่างคนต่างขายเช่นที่ผ่านมา
[caption id="attachment_172436" align="aligncenter" width="335"]
"ขณะนี้จีนมีความต้องการสินค้าทางการเกษตรของไทยสูงมากมีเท่าไหร่ก็ไม่พอขาย ดังนั้นในอนาคตราคาสินค้าทางการเกษตรของไทยต้องมีราคาที่ดีอย่างแน่นอน ขอให้เกษตรกรตั้งหลักให้ดี สามารถรองรับกับมาตรฐานต่างๆได้ และสามารถผลิตได้ในจำนวนที่ตลาดต้องการ ทั้งยังมีคู่ค้าและเครือข่ายที่สร้างเสริมซึ่งกันและกันก็จะทำให้ชาวสวนผลไม้เป็นกลุ่มเกษตรกรที่มั่งคั่งเพราะสินค้าที่ผลิตได้สามารถจำหน่ายได้ในราคาที่สูง นอกจากตลาดจีนแล้วในตลาดเพื่อนบ้านของไทยอีกหลายประเทศที่ต้องการสินค้าทางการเกษตรของไทยเช่นมาเลเซีย รวมทั้งเมียนมา ซึ่งทางกลุ่มตนได้เข้าไปสร้างจุดระบายสินค้าให้กับกลุ่มเกษตรกรโดยสร้างห้างสรรพสินค้าชื่อ THAI City ขึ้นในที่เมืองมะละกา ปนะเทศมาเลเซีย กำลังจะเปิดให้บริการเร็วๆนี้ รวมทั้งอีกหลายประเทศที่มีแผนที่จะดำเนินการ ซึ่งการขับเคลื่อนของภาคเอกชนจะทำได้รวดเร็วกว่าภาครัฐที่มีกฎระเบียบมากมายทำให้บางครั้งล่าช้าและเสียโอกาส ดังนั้นเชิญชวนกลุ่มเกษตรกรชาวสวนผลไม้หากสินใจจะเข้ารวมกลุ่มกับทางสมาคมฯและสนใจที่จะนำสินค้าไปจำหน่ายในประเทศต่างๆ"
นายวิรัตน์ รักษ์พันธ์ รองผู้ว่าราชการจังหวัดระนอง เปิดเผยว่า การสัมมนาเชิงปฏิบัติการและจัดเวทีแลกเปลี่ยนเรียนรู้การเชื่อมโยงการตลาดเพื่อการส่งออก ภายใต้โครงการอาหารปลอดภัยสู่ครัวอันดามัน มีวัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริมการผลิตสินค้าเกษตรอาหารปลอดภัยรองรับการท่องเที่ยวฝั่งอันดามัน สร้างความเชื่อมโยงและพัฒนากลุ่มอาชีพภาคเกษตรกรให้มีความเข้มแข็ง สร้างมูลค่าเพิ่มให้กับสินค้าเกษตร ซึ่งกิจกรรม ภายในงานมีการสัมมนาหัวข้อเชิงปฏิบัติการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ด้วยบรรยายเรื่องการเชื่อมโยงตลาดสินค้าเกษตรและอาหารแปรรูปเพื่อการส่งออกและการตลาดสินค้าการผลิตภัณฑ์เกษตรในยุค Thailand 4.0
"ปัจจุบันผู้บริโภคให้ความสำคัญห่วงใยต่อสุขภาพตนเองมากขึ้น จังหวัดระนองจึงมีความใส่ใจในการให้เกษตรกรผลิตสินค้าเกษตรที่มีความปลอดภัย รวมทั้งผลักดันให้กลุ่มเข้าสู่มาตรฐานความปลอดภัยและเสริมสร้างความเข้มแข็งให้กับกลุ่มผู้ผลิตผ่านกระบวนการกลุ่มตลอดจนการสร้างและเชื่อมโยงเครือข่ายการผลิตการตลาดจึงนับเป็นแนวทางหนึ่งในการสร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้ผลิตและเป็นการขับเคลื่อนที่ยั่งยืนเกษตรกรมีความเข้มแข็งและพึ่งพาตนเองได้"
จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 37 ฉบับที่ 3,275 วันที่ 2 - 5 กรกฎาคม พ.ศ. 2560






