
แนวโน้มราคาทองคำวันจันทร์(3 ก.ค.60)
สรุปสภาวะตลาดทองคำแท่ง วันที่ 30 มิถุนายน 2560
สภาวะตลาดวันที่ 30 มิถุนายน 2560 ราคาทองคำแกว่งตัวในกรอบที่ระดับ 1,239.51-1,253.21 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ขณะที่ราคาทองคำแท่ง 96.5% ภายในประเทศขายออกอยู่ที่ 20,050 บาทต่อบาททองคำ โดยราคาปรับตัวลดลง 50 บาท จากวันก่อนหน้าที่ระดับ 20,100 บาทต่อบาททองคำ
(หมายเหตุ: ข้อมูลนี้จัดทำขึ้น ณ เวลา 16.08 น.ของวันที่ 30/06/60)
แนวโน้มวันที่ 3 กรกฎาคม 2560
ภาคการผลิตของจีนขยายตัวในอัตราสูงสุดในรอบ 3 เดือนในเดือนมิ.ย. โดยได้แรงหนุนจากการผลิต และยอดสั่งซื้อใหม่ที่แข็งแกร่ง ประกอบกับ ผลสำรวจประจำเดือนของรอยเตอร์พบว่า ผู้จัดการกองทุนของจีนมีมุมมองเชิงบวกมากขึ้นและปัญหาที่กดดันตลาดหุ้นจีนบรรเทาลง ร่วมทั้ง การตัดสินใจของบริษัท MSCI ที่รวมหุ้นจีนในดัชนีตลาดเกิดใหม่ได้กระตุ้นแรงซื้อหุ้นบลูชิพ จนตลาดหุ้นจีนปรับตัวขึ้นเป็นสัปดาห์ที่ 2 ติดต่อกัน ข้อมูลดังกล่าวส่งผลให้ทองคำในฐานะสินทรัพย์ปลอดภัยขาดแรงซื้อจากทางฝั่งจีน ซึ่งเป็นผู้ใช้ทองคำอันดับหนึ่งของโลก อย่างไรก็ตามแม้ว่าธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ส่งสัญญาณจะเริ่มต้นปรับลดปริมาณการถือครองพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐ, หลักทรัพย์ที่ได้รับการค้ำประกันจากสัญญาจำนอง (MBS) และตราสารหนี้ของหน่วยงานที่ได้รับการสนับสนุนจากรัฐบาลสหรัฐ (agency) ซึ่งมีขนาดรวมกัน 4.2 ล้านล้านดอลลาร์ ซึ่งประเด็นดังกล่าวกดดันราคาทองคำ แต่มุมมองของของบรรดาเทรดเดอร์ตราสารหนี้หลายรายคาดว่าอาจจะไม่ส่งผลกระทบมากนัก เพราะกระบวนการนี้จะต้องใช้เวลานาน เนื่องจากสินทรัพย์ส่วนใหญ่ที่เฟดวางแผนว่าจะระบายออกมานั้น เป็นสินทรัพย์ที่ยังไม่มีกำหนดไถ่ถอนในช่วง 5 ปีนี้ มุมมองดังกล่าวช่วยลดแรงกดดันต่อทิศทางราคาทองคำลง ขณะที่อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐประเภทอายุ 10 ปีก็ยังคงอยู่ในระดับต่ำเช่นกัน นอกจากนี้ส่วนต่างระหว่างอัตราดอกเบี้ยระยะสั้นกับระยะยาวก็หดแคบลงด้วยและสิ่งนี้บ่งชี้ว่า นักลงทุนกังวลกับแนวโน้มเศรษฐกิจในระยะยาว ทั้งนี้ ในระยะสั้นประเมินว่าหากราคาทองคำขึ้นทดสอบแนวต้าน 1,254-1,258 ดอลลาร์ต่อออนซ์ แต่หากไม่สามารถผ่านไปได้ ทำให้ราคาเกิดการอ่อนตัวลง แต่หากการอ่อนตัวของราคาทองคำยังคงสามารถยืนเหนือโซนบริเวณ 1,236 ดอลลาร์ต่อออนซ์ได้ โดยราคายังมีโอกาสดีดตัวขึ้น โดยเน้นทำกำไรระยะสั้นจากการแกว่งตัวเช่นเดิม
กลยุทธ์การลงทุน ทางวายแอลจีมีมุมมองว่าหากราคาทองคำขึ้นทดสอบแนวต้านที่ 1,254-1,258 ดอลลาร์ต่อออนซ์ นักลงทุนที่สะสมทองคำไว้อาจมีการขายทำกำไรบ้างส่วนออกมาบ้างเพราะในช่วงที่ผ่านมาเมื่อราคาทองคำมีการปรับตัวขึ้นยังคงมีแรงขายออกมาอย่างต่อเนื่อง สำหรับการทำกำไรให้ดูว่าราคาจะผ่านแนวต้านได้หรือไม่ ถ้าสามารถผ่านไปได้ให้แนะนำให้ถือต่อไป เพื่อขายทำกำไรที่แนวต้านถัดไป และหากราคาทองคำมีการปรับตัวลดลงมาไม่หลุดแนวรับ แนะนำนักลงทุนสามารถทำการเข้าซื้อเก็งกำไรระยะสั้น ทั้งนี้ประเมินแนวรับไว้ที่ 1,236 ดอลลาร์ต่อออนซ์ โดยมีแนวรับถัดไปอยู่ที่ 1,223-1,213 ดอลลาร์ต่อออนซ์
ทองคำแท่ง (96.50%)
แนวรับ 1,236 (19,850บาท) 1,223 (19,600บาท) 1,213 (19,450บาท)
แนวต้าน 1,258 (20,250บาท) 1,266 (20,350บาท) 1,277 (20,550บาท)
ที่มา : บริษัท วายแอลจี บูลเลี่ยน อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด
สภาวะตลาดวันที่ 30 มิถุนายน 2560 ราคาทองคำแกว่งตัวในกรอบที่ระดับ 1,239.51-1,253.21 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ขณะที่ราคาทองคำแท่ง 96.5% ภายในประเทศขายออกอยู่ที่ 20,050 บาทต่อบาททองคำ โดยราคาปรับตัวลดลง 50 บาท จากวันก่อนหน้าที่ระดับ 20,100 บาทต่อบาททองคำ
(หมายเหตุ: ข้อมูลนี้จัดทำขึ้น ณ เวลา 16.08 น.ของวันที่ 30/06/60)
แนวโน้มวันที่ 3 กรกฎาคม 2560
ภาคการผลิตของจีนขยายตัวในอัตราสูงสุดในรอบ 3 เดือนในเดือนมิ.ย. โดยได้แรงหนุนจากการผลิต และยอดสั่งซื้อใหม่ที่แข็งแกร่ง ประกอบกับ ผลสำรวจประจำเดือนของรอยเตอร์พบว่า ผู้จัดการกองทุนของจีนมีมุมมองเชิงบวกมากขึ้นและปัญหาที่กดดันตลาดหุ้นจีนบรรเทาลง ร่วมทั้ง การตัดสินใจของบริษัท MSCI ที่รวมหุ้นจีนในดัชนีตลาดเกิดใหม่ได้กระตุ้นแรงซื้อหุ้นบลูชิพ จนตลาดหุ้นจีนปรับตัวขึ้นเป็นสัปดาห์ที่ 2 ติดต่อกัน ข้อมูลดังกล่าวส่งผลให้ทองคำในฐานะสินทรัพย์ปลอดภัยขาดแรงซื้อจากทางฝั่งจีน ซึ่งเป็นผู้ใช้ทองคำอันดับหนึ่งของโลก อย่างไรก็ตามแม้ว่าธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ส่งสัญญาณจะเริ่มต้นปรับลดปริมาณการถือครองพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐ, หลักทรัพย์ที่ได้รับการค้ำประกันจากสัญญาจำนอง (MBS) และตราสารหนี้ของหน่วยงานที่ได้รับการสนับสนุนจากรัฐบาลสหรัฐ (agency) ซึ่งมีขนาดรวมกัน 4.2 ล้านล้านดอลลาร์ ซึ่งประเด็นดังกล่าวกดดันราคาทองคำ แต่มุมมองของของบรรดาเทรดเดอร์ตราสารหนี้หลายรายคาดว่าอาจจะไม่ส่งผลกระทบมากนัก เพราะกระบวนการนี้จะต้องใช้เวลานาน เนื่องจากสินทรัพย์ส่วนใหญ่ที่เฟดวางแผนว่าจะระบายออกมานั้น เป็นสินทรัพย์ที่ยังไม่มีกำหนดไถ่ถอนในช่วง 5 ปีนี้ มุมมองดังกล่าวช่วยลดแรงกดดันต่อทิศทางราคาทองคำลง ขณะที่อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐประเภทอายุ 10 ปีก็ยังคงอยู่ในระดับต่ำเช่นกัน นอกจากนี้ส่วนต่างระหว่างอัตราดอกเบี้ยระยะสั้นกับระยะยาวก็หดแคบลงด้วยและสิ่งนี้บ่งชี้ว่า นักลงทุนกังวลกับแนวโน้มเศรษฐกิจในระยะยาว ทั้งนี้ ในระยะสั้นประเมินว่าหากราคาทองคำขึ้นทดสอบแนวต้าน 1,254-1,258 ดอลลาร์ต่อออนซ์ แต่หากไม่สามารถผ่านไปได้ ทำให้ราคาเกิดการอ่อนตัวลง แต่หากการอ่อนตัวของราคาทองคำยังคงสามารถยืนเหนือโซนบริเวณ 1,236 ดอลลาร์ต่อออนซ์ได้ โดยราคายังมีโอกาสดีดตัวขึ้น โดยเน้นทำกำไรระยะสั้นจากการแกว่งตัวเช่นเดิม
กลยุทธ์การลงทุน ทางวายแอลจีมีมุมมองว่าหากราคาทองคำขึ้นทดสอบแนวต้านที่ 1,254-1,258 ดอลลาร์ต่อออนซ์ นักลงทุนที่สะสมทองคำไว้อาจมีการขายทำกำไรบ้างส่วนออกมาบ้างเพราะในช่วงที่ผ่านมาเมื่อราคาทองคำมีการปรับตัวขึ้นยังคงมีแรงขายออกมาอย่างต่อเนื่อง สำหรับการทำกำไรให้ดูว่าราคาจะผ่านแนวต้านได้หรือไม่ ถ้าสามารถผ่านไปได้ให้แนะนำให้ถือต่อไป เพื่อขายทำกำไรที่แนวต้านถัดไป และหากราคาทองคำมีการปรับตัวลดลงมาไม่หลุดแนวรับ แนะนำนักลงทุนสามารถทำการเข้าซื้อเก็งกำไรระยะสั้น ทั้งนี้ประเมินแนวรับไว้ที่ 1,236 ดอลลาร์ต่อออนซ์ โดยมีแนวรับถัดไปอยู่ที่ 1,223-1,213 ดอลลาร์ต่อออนซ์
ทองคำแท่ง (96.50%)
แนวรับ 1,236 (19,850บาท) 1,223 (19,600บาท) 1,213 (19,450บาท)
แนวต้าน 1,258 (20,250บาท) 1,266 (20,350บาท) 1,277 (20,550บาท)






