thansettakij
thansettakij
เครื่องดื่มหวานดิ้นสู้ภาษีปั้นแบรนด์สุขภาพประกบ-จ่อผลักภาระผู้บริโภค

เครื่องดื่มหวานดิ้นสู้ภาษีปั้นแบรนด์สุขภาพประกบ-จ่อผลักภาระผู้บริโภค

27 มิ.ย. 60 | 04:00 น.
ลุ้นมาพักใหญ่ สำหรับผู้ประกอบการในตลาดเครื่องดื่มเมืองไทยกับพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) ภาษีสรรพสามิต พ.ศ. 2560 ซึ่งจะมีผลบังคับใช้อย่างเป็นทางการในวันที่ 16 กันยายนนี้ เหตุเพราะสาระสำคัญของกฎหมายฉบับใหม่นี้ มุ่งไปที่การจัดเก็บ “ภาษีนํ้าหวาน” จึงส่งผลกระทบต่อกลุ่มอุตสาหกรรมเครื่องดื่มเมืองไทยที่เน้นความหวานเป็นส่วนผสมหลัก ทำให้ผู้ประกอบการต่างออกมาปรับกลยุทธ์เตรียมพร้อมรองรับกันจ้าละหวั่น

โดยนายประจวบ ตยาคีพิสุทธิ์ รองประธานกรรมการบริหารและโฆษก สมาคมอุตสาหกรรมเครื่องดื่มไทย และผู้อำนวยการสายงานรัฐกิจและองค์กรสัมพันธ์ บริษัท กรีนสปอต (ประเทศไทย) จำกัด ผู้ผลิตนมถั่วเหลืองไวตามิ้ลค์ เปิดเผยว่า ภาษีนํ้าหวานที่รัฐจะจัดเก็บจากเครื่องดื่มชนิดต่างๆ จะต้องถูกผลักภาระส่วนหนึ่งไปยังผู้บริโภค ส่วนจะมากหรือน้อยขึ้นอยู่กับนโยบายและภาวะการแข่งขันของผู้ประกอบการแต่ละราย โดยธุรกิจเครื่องดื่มที่จะได้รับผลกระทบมากสุด 3 อันดับแรก คือ นํ้าอัดลม เครื่องดื่มชูกำลัง และนํ้าผักผลไม้ เครื่องดื่มชนิดผง เครื่องดื่มชนิดเข้มข้น ซึ่งในกรณีนี้รวมถึงเครื่องดื่มที่หวานตามธรรมชาติ ไม่ได้ใส่นํ้าตาลเพิ่มด้วย เพราะทำให้ผู้บริโภคได้รับผลกระทบจากนํ้าตาลได้เช่นกัน

[caption id="attachment_168572" align="aligncenter" width="503"] ประจวบ ตยาคีพิสุทธิ์ ประจวบ ตยาคีพิสุทธิ์[/caption]

สำหรับแนวทางการปรับตัวของกรีนสปอตนั้น มีขึ้นตั้งแต่ 3 ปีก่อนซึ่งใช้งบลงทุนไปกว่า 4,000 ล้านบาท ที่สร้างโรงงานใหม่รองรับการผลิตสินค้าเพื่อสุขภาพที่นิคมอุตสาหกรรมหนองแค และล่าสุดได้พัฒนาสินค้าตอบรับทั้งนโยบายด้านภาษีและกระแสสุขภาพที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยเตรียมส่งสินค้าที่เป็นทางเลือกเพื่อสุขภาพ 1-2 รายการต่อปี หลังจากเมื่อเดือนที่ผ่านมาได้ออกสูตรกลมกล่อม นํ้าตาล 4% เพื่อให้สอดคล้องกับการจัดเก็บภาษีนํ้าหวานอัตราใหม่

“ปัจจุบันสินค้าของไวตามิ้ลค์ได้รับการรับรองสัญลักษณ์ “ทางเลือกเพื่อสุขภาพ” แล้ว 7 สูตร ซึ่งถือว่าผ่านเกณฑ์มาตรฐานของปริมาณนํ้าตาลตามพ.ร.บ. สรรพสามิตใหม่ ซึ่งแผนงานต่อจากนี้คือภายใน 3-5 ปีจะทำให้ทุกสูตรได้รับการรับรองมาตรฐานดังกล่าวด้วย”

ฟากผู้บริหารจาก บริษัท เป๊ปซี่-โคล่า (ไทย) เทรดดิ้ง จำกัด ได้ให้ความเห็นเกี่ยวกับแนวทางการจัดเก็บภาษีนํ้าหวานว่า สิ่งที่น่าเป็นห่วงในการคำนวณอัตราภาษีสรรพสามิตจากราคาขายปลีกแนะนำในครั้งนี้ คือเรื่องของโพสิชันนิงของแบรนด์ที่แต่ละรายที่จะมีการบวกมูลค่าของแบรนด์เข้าไปในราคาขายปลีกแนะนำ ซึ่งไม่รู้ว่าแต่ละแบรนด์จะมีราคาแนะนำอย่างไร ซึ่งตรงนี้จะเป็นการใช้ฐานคำนวณที่ต่างกันจนนำไปสู่ความเหลื่อมลํ้าในการแข่งขันหรือไม่อย่างไร

“ในเรื่องของราคาในตลาดนํ้าอัดลมที่อาจมีแตกต่างกันบ้าง 1-2 บาทในแต่ละแบรนด์มองว่าไม่ใช่สิ่งที่น่าเป็นห่วงในการแข่งขัน เนื่องจากไม่กระทบกลไกด้านราคาอยู่แล้ว แต่มองว่าอาจจะกระทบในเชิงการแข่งขันในทางธุรกิจมากกว่า โดยเฉพาะในเรื่องของช่องทางกระจายสินค้าที่ผู้ประกอบการรายใดมีจำนวนมากกว่าและมีช่องทางการขายเป็นของตัวเองน่าจะได้เปรียบในเรื่องการเข้าถึง”

ขณะที่นายวิชัย กัลยาณเมธี ผู้ดูแลงานจัดซื้อและผู้เชี่ยวชาญทางด้านสรรพสามิต บริษัท เสริมสุข จำกัด (มหาชน)

[caption id="attachment_168575" align="aligncenter" width="503"] เครื่องดื่มหวานดิ้นสู้ภาษีปั้นแบรนด์สุขภาพประกบ-จ่อผลักภาระผู้บริโภค เครื่องดื่มหวานดิ้นสู้ภาษีปั้นแบรนด์สุขภาพประกบ-จ่อผลักภาระผู้บริโภค[/caption]

และในฐานะผู้แทนอุตสาหกรรมเครื่องดื่มไม่มีแอลกอฮอล์ กล่าวว่า เสริมสุขได้หาวิธีการทำงานเพื่อให้สอดคล้องกับนโยบายของภาครัฐและกรมสรรพสามิต โดยต่อจากนี้จะสร้างแบรนด์และนำกลยุทธ์ต่างๆ มาใช้ในการทำงานให้สอดคล้องกับภาครัฐ โดยเฉพาะการสร้างการรับรู้ในพอร์ตสินค้าที่เป็นชูการ์ฟรี ซึ่งปัจจุบันมีสัดส่วนไม่ถึง 10%

ด้านนางสาวปัณฑ์ชนิต ปัญญะสังข์ ผู้จัดการผลิตภัณฑ์อาวุโส เครื่องดื่มแมนซั่ม บริษัท เครื่องดื่มกระทิงแดง จำกัด กล่าวแสดงความคิดเห็นว่า มองว่าการจัดเก็บอัตราภาษีนํ้าหวานใหม่นี้เป็นสิ่งที่น่าสนใจและเป็นหนึ่งในนโยบายด้านการให้ความรู้ทางโภชนาการและสุขภาพของบริษัทอยู่แล้ว โดยในช่วงเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมาบริษัทได้เปิดตัวแมนซั่มสูตรหวานน้อยรวม 3 รายการซึ่งได้รับฉลากสุขภาพ (สัญลักษณ์ “ทางเลือกเพื่อสุขภาพ” ตามที่กฎหมายกำหนด) โดยแผนงานต่อจากนี้เตรียมเปิดตัวสินค้าอื่นๆในเครืออีก 2 รายการในสูตรหวานน้อยและได้รับฉลากเพื่อสุขภาพแล้วเช่นกัน

“ในฐานะภาคเอกชนต้องยอมรับว่านอกจากเรื่องของการทำเพื่อส่วนรวมแล้ว เรื่องของยอดขายก็ถือว่าสำคัญเพราะเป็นปัจจัยหลักทำให้ทางแบรนด์สามารถอยู่ได้ในการแข่งขันทางธุรกิจ ดังนั้นสิ่งที่ต้องทำนับจากนี้คือจะต้องมีการปรับและหาจุดศูนย์กลางในการทำตลาดเพื่อให้สอดคล้องกับตัวกฎหมายและพฤติกรรมผู้บริโภค ซึ่งพบว่าผู้บริโภคเมืองไทยมีการทานหวานน้อยลงจากเรื่องเฮลตี้เทรนด์บิวตี้เทรนด์มาแรง โดยมีการทำวิจัยทางการตลาดเพื่อให้ได้ข้อมูลที่ดีที่สุด”

**ออกมาตรการจูงใจปรับลดน้ำตาล
สำหรับแนวทางการจัดเก็บภาษีนํ้าหวาน ซึ่งจะเริ่มมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 16 กันยายน 2560 นั้น กรมสรรพสามิต มีมาตรการจูงใจทางด้านภาษี โดย 2 ปีแรกการจัดเก็บภาษีความหวานจะยังไม่เพิ่มภาระให้กับผู้ผลิตและถือเป็นช่วงเวลาที่ผู้ประกอบการจะดำเนินการปรับตัว ปรับสูตรเครื่องดื่มให้สอดคล้องกับนโยบายของรัฐบาลซึ่งมีแนวทางการจัดเก็บภาษีเป็นร่างอยู่ 3 ขั้น ได้แก่ มีปริมาณนํ้าตาล10 กรัมต่อปริมาณเครื่องดื่ม100 มล. แต่ไม่เกิน 14 กรัมต่อปริมาณเครื่องดื่ม 100 มล.จัดเก็บอัตราหนึ่ง, ปริมาณนํ้าตาลเกิน 14 กรัมต่อปริมาณเครื่องดื่ม 100 มล.แต่ไม่เกิน 18 กรัมต่อปริมาณเครื่องดื่ม 100 มล. จะถูกจัดเก็บอัตราหนึ่ง และปริมาณนํ้าตาลเกิน 18 กรัมต่อปริมาณเครื่องดื่ม 100 มล.จะถูกจัดเก็บอัตราหนึ่ง

อย่างไรก็ตาม การจัดเก็บภาษีความหวาน มี 3 แนวทางการจัดเก็บ โดยเบื้องต้น ภาครัฐมีมาตรการจูงใจด้านการจัดเก็บภาษีเป็นเวลา 2 ปี นับตั้งแต่วันที่ 16 กันยายน 2560-30 กันยายน 2562 สำหรับผู้ผลิตเครื่องดื่มไม่มีแอลกอฮอล์ที่มีปริมาณนํ้าตาล 10-14 กรัมต่อปริมาณเครื่องดื่ม 100 มล. จากนั้นหากผู้ประกอบการไม่ดำเนินการปรับสูตรเครื่องดื่มลดปริมาณนํ้าตาลลง ก็จะถูกปรับอัตราภาษีเพิ่มขึ้นในอัตราก้าวหน้าตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2562-30 กันยายน 2564 จากนั้นก็จะปรับอัตราภาษีเป็นอัตราก้าวหน้าอีกครั้งตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2564-30 กันยายน 2566

หนึ่งในวัตถุประสงค์ที่ทำให้เกิดมาตรการการจัดเก็บภาษีใหม่ คือการกระตุ้นการเปลี่ยนพฤติกรรมการบริโภคอาหารและเครื่องดื่มที่มีรสหวาน เนื่องจากคนไทยติดหวานและเป็นโรคไม่ติดต่อเรื้อรังมากขึ้น ดังนั้นทางภาครัฐยังได้ออกมาตรการคู่ขนานด้วยการออกตราสัญลักษณ์“ทางเลือกเพื่อสุขภาพ” บนบรรจุภัณฑ์ เพื่อเครื่องมือที่ช่วยขับเคลื่อนการรับรู้ และช่วยทำตลาดให้แก่ผู้ประกอบการ เพื่อเป็นเครื่องหมายทำให้ผู้บริโภคฉุกคิด และมีทางเลือกเพื่อสุขภาพที่ดีขึ้น

จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 37 ฉบับที่ 3,273 วันที่ 25 - 28 มิถุนายน พ.ศ. 2560