
ธ.ก.ส. ปั้นสมาร์ทเอสเอ็มอี ตั้งเป้า 3 ปี 7 พันราย
รัฐบาลยุคที่มีพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ทำหน้าที่บริหารประเทศ โดยนโยบายส่วนหนึ่งให้การสนับสนุนผู้ประกอบการเอสเอ็มอีด้วยแนวทางต่างๆ ผ่านทางหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ทั้งการสนับสนุนสินเชื่อ และการให้ความรู้ และธนาคารเพื่อการ เกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) ถือเป็นหน่วยงานหนึ่งที่มีความสำคัญต่อการสนับสนุน และพัฒนาเอสเอ็มอีภาคการเกษตรให้มีศักยภาพ เพื่อให้มีความสามารถทางการแข่งขันที่ทัดเทียม หรือเหนือกว่าคู่แข่งในตลาด
**สร้างสมาร์ทเอสเอ็มอี 7,305 ตำบล
นายสมศักดิ์ กังธีระวัฒน์ รองผู้จัดการธ.ก.ส. กล่าวกับ “ฐานเศรษฐกิจ” ว่า ธนาคารมีแผนการพัฒนาและเพิ่มขีดความสามารถให้แก่เกษตรกรรุ่นใหม่ หรือสมาร์ทฟาร์เมอร์ (Smart Farmer)อย่างต่อเนื่อง โดยในปีบัญชี 2560- 2564 ธ.ก.ส.มีแผนพัฒนาและเพิ่มขีดความสามารถให้แก่สมาร์ทฟาร์เมอร์ให้ได้จำนวน 1.5 แสนราย ภายใต้กรอบวงเงินงบประมาณปีละ 50 ล้านบาท โดยมีจุดมุ่งหมายในการสร้างเกษตรกรให้กลายเป็นสมาร์ทเอสเอ็มอี หรือหัวขบวนประมาณ 7,305 ราย หรือเรียกว่า 1 รายต่อ 1 ตำบลภายใน 3 ปี เพื่อที่จะนำพาชุมชนให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทางด้านการยกระดับคุณภาพชีวิตให้ดีขึ้นโดยจะมีวงเงินงบประมาณ 7.2 หมื่นล้านบาทไว้รองรับกลุ่มหัวขบวนภายใต้โครงการ 1 ตำบล 1 เอสเอ็มอี
ทั้งนี้ ในปี 2560 ธนาคารมีแผนในการดำเนินการพัฒนาและเพิ่มขีดความสามารถให้แก่สมาร์ทฟาร์เมอร์จำนวน 1 หมื่นราย ผ่านวงเงินงบประมาณ 50 ล้านบาท โดยคาดว่าจะได้หัวขบวนที่เป็นสมาร์ทเอสเอ็มอีประมาณ 2,000 ราย จากการดำเนินการดังกล่าว ซึ่งเมื่อรวมกับที่มีอยู่แล้ว 500 ราย จากการดำเนินงานในช่วง 5 ปีที่ผ่านมาก็จะทำให้มีเกษตรกรที่เป็นหัวขบวนเพิ่มขึ้นเป็น 2,500 ราย และจะเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องในแต่ละปีที่จะดำเนินการตามแผนที่จะพัฒนา และเพิ่มขีดความสามารถให้สมาร์ทฟาร์?เมอร์จำนวน 1.5 แสนรายดังกล่าว
นอกจากนี้ ปีบัญชี 2560 ธนาคารยังมีเป้าหมายสนับสนุนสินเชื่อดอกเบี้ยตํ่าให้กับทายาทเกษตรกรหรือบัณฑิตที่จบการศึกษาใหม่หรือเกษตรกรรุ่นใหม่ ผ่านโครงการสินเชื่อสานฝันเกษตรกรรุ่นใหม่ (Young Smart Farmer) จำนวน 1 หมื่นราย วงเงินสินเชื่อรวม 5,000 ล้านบาท
อย่างไรก็ตามการดำเนินการของธนาคารจะไม่ได้มุ่งเน้นการสนับสนุนทางด้านสินเชื่อเพียงอย่างเดียว ไม่เช่นนั้น ธ.ก.ส. ก็จะเป็นเหมือนกับสถาบันการเงินธรรมดาทั่วไป แต่ธนาคารจะทำเรื่องการพัฒนาให้ความรู้เพื่อเพิ่มความสามารถควบคู่ไปด้วย โดยทำผ่านศูนย์เรียนรู้ต่างๆ ซึ่งธนาคารจะมีศูนย์เรียนรู้ชุมชนต้นแบบเศรษฐกิจพอเพียงประจำจังหวัด 84 ศูนย์ รวมถึงทำร่วมกับปราชญ์ชาวบ้าน และร่วมกับศูนย์พัฒนาเทคโนโลยีของกระทรวงเกษตรฯ จะเป็นเหมือนแหล่งที่จะให้ความรู้ตั้งแต่ต้นนํ้าไปจนถึงปลายนํ้า เมื่อได้รับการบ่มเพาะจนแข็งแรง ธนาคารก็จะมีวงเงินสินเชื่อเพื่อสนับสนุนสมาร์ทฟาร์เมอร์ให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทางด้านเกษตรไปสู่การเป็นผู้ประกอบการ
**มีหัวขบวนสร้างรายได้สู่ชุมชน
สำหรับเกษตรกรที่พัฒนาตนเองจนกลายเป็นหัวขบวนได้แล้ว จะเปรียบเสมือนเป็นหัวรถไฟที่คอยชักจูงโบกี้ ซึ่งก็คือเกษตรกรในพื้นที่ หรือในละแวกเดียวกันเข้ามาร่วมเป็นส่วนหนึ่งของธุรกิจ โดยการรับซื้อวัตถุดิบซึ่งเป็นพืชผลทางเกษตร เพื่อนำมาแปรรูปให้กลาย เป็นผลิตภัณฑ์เพิ่มมูลค่าเพื่อจำหน่ายสู่ตลาด เช่น โครงการบานาน่าโซไซตี้ (banana-society) ในจังหวัดพิษณุโลก ซึ่งทำผลิตภัณฑ์กล้วยตากพลังงานแสงอาทิตย์ และนำกล้วยตากไปเพิ่มมูลค่าด้วยการทำเป็นรสชาติต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น สตรอว์เบอร์รี่, เคลือบด้วยช็อกโกแลต และเคลือบคาราเมล เป็นต้น โดยทำแพ็กเกจจิ้งให้ดูดี สามารถจำหน่ายได้ 2 ลูกในราคา 15 บาท
“โบกี้ที่ 1 คือผู้ปลูกกล้วย ส่วนโบกี้ที่ 2 คือชุมชนแปรรูปเบื้องต้น และมีบานาน่าโซไซตี้เป็นหัวขบวนที่คอย ฉุดโบกี้เหล่านี้ไป โดยชาวบ้านก็จะมีรายได้จากการปลูกกล้วยที่ให้ราคาสูงกว่าตลาดทั่วไป เพราะต้องส่งให้บานาน่าโซไซตี้ตลอด ซึ่งชุมชนก็มีรายได้เพิ่มขึ้น เรียกว่าเป็นห่วงโซ่ที่เพิ่มขึ้น แต่ละห่วงโซ่ก็จะมีมูลค่าเพิ่มขึ้น จากรูปแบบเดิมที่จะส่งให้เถ้าแก่หมด แต่หากเป็นแบบห่วงโซ่มีทุกห่วงโซ่มูลค่าที่เพิ่มขึ้นจะย้อนกลับมาสู่ชาวบ้าน เรียกว่า เป็นการแบ่งปันที่เป็นธรรม (Share fairing)”
อย่างไรก็ดี การมีหัวขบวนคอยชักจูงยังทำให้มีการควบคุมเรื่องของคุณภาพของผลิตภัณฑ์ เนื่องจากจะต้องมีการตั้งเกณฑ์มาตรฐานในการรับซื้อผลผลิตเพื่อนำไปแปรรูป
[caption id="attachment_168530" align="aligncenter" width="420"]
ธ.ก.ส. ปั้นสมาร์ทเอสเอ็มอี ตั้งเป้า3ปี7พันราย[/caption]
**สอดคล้องประเทศไทย 4.0
นายสมศักดิ์ กล่าวต่อไปอีกว่า แนวคิดการสนับสนุนในการสร้างหรือพัฒนาเกษตรกรให้ก้าวสู่การเป็นสมาร์ท ฟาร์เมอร์สอดคล้องกับโมเดลประเทศไทย 4.0 ที่ปรับเปลี่ยนเป็นการขับเคลื่อนภาคการเกษตรจากการเกษตรแบบดั้ง เดิม (Traditional Farming) ไปสู่การ เกษตรสมัยใหม่ที่เน้นการบริหารจัดการและเทคโนโลยี (Smart Farming) โดย ธ.ก.ส. ใช้หลักการ วิจัยนำพัฒนาตามสินเชื่อสนับสนุน เน้นการส่งเสริมและพัฒนาให้เกษตรกรปรับเปลี่ยนการผลิตการเกษตรแบบดั้งเดิมไปสู่การเกษตรสมัยใหม่ นำเอาองค์ความรู้ ทักษะด้านการเกษตร เทคโนโลยีสมัยใหม่ที่เหมาะสม และนวัตกรรมการเกษตรในการบริหารจัดการการผลิตและการตลาดสินค้าเกษตร มาใช้หรือปรับเปลี่ยนหรือต่อยอดในกระบวนการผลิตและการบริหารจัดการการผลิตและการตลาดสินค้าเกษตร เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่ม(Value Added) ผลผลิตหรือสินค้าเกษตร เพื่อเป็นการลดต้นทุนการผลิตและหรือเพิ่มรายได้ให้แก่เกษตรกร นำไปสู่ความสามารถในการแข่งขันในภาคการเกษตร
สำหรับผลการดำเนินการที่ผ่านมานั้น ตั้งแต่ปีบัญชี 2556 - 2559 ธนาคาร ได้พัฒนาและเพิ่มขีดความสามารถให้สมาร์ทฟาร์เมอร์แล้วมากกว่า 2 หมื่นราย และมีการสนับสนุนสินเชื่อให้กับสมาร์ทฟาร์เมอร์แล้วจำนวน 16,159 ราย รวมเป็นเงินทั้งสิ้น 19,725 ล้านบาท
“เท่าที่เข้าไปสัมผัสพบว่าเกษตรกรของเรามีศักยภาพที่เพียงพอ แต่อาจจะต้องเป็นเกษตกรรุ่นใหม่ที่ยอมรับในการเปลี่ยนแปลงและพัฒนา เราก็มีโครงการทายาทเกษตรกรมืออาชีพ หรือยังสมาร์ทฟาร์เมอร์ หากเป็นรุ่นที่อายุเยอะจะปรับเปลี่ยนได้ยาก แต่เกษตรกรดังกล่าวเหล่านี้จะกลายเป็นปราชญ์ชาวบ้าน ซึ่งจะคอยนำประสบการณ์เข้ามาช่วยในการให้คำแนะนำเรื่องศาสตร์ธรรมชาติ เพราะเด็กรุ่นใหม่อาจจะด้อยในเรื่องเหล่านี้ เสมือนเป็นส่วนเสริมซึ่งกันและกัน โดยจะนำส่วนที่ของปราชญ์ชาวบ้านมาประยุกต์ให้เข้ากับเทคโนโลยีสมัยใหม่ เพื่อไม่ให้ไปในทิศทางใดทิศทางหนึ่งมากจนเกินไป”
จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 37 ฉบับที่ 3,273 วันที่ 25 - 28 มิถุนายน พ.ศ. 2560
**สร้างสมาร์ทเอสเอ็มอี 7,305 ตำบล
นายสมศักดิ์ กังธีระวัฒน์ รองผู้จัดการธ.ก.ส. กล่าวกับ “ฐานเศรษฐกิจ” ว่า ธนาคารมีแผนการพัฒนาและเพิ่มขีดความสามารถให้แก่เกษตรกรรุ่นใหม่ หรือสมาร์ทฟาร์เมอร์ (Smart Farmer)อย่างต่อเนื่อง โดยในปีบัญชี 2560- 2564 ธ.ก.ส.มีแผนพัฒนาและเพิ่มขีดความสามารถให้แก่สมาร์ทฟาร์เมอร์ให้ได้จำนวน 1.5 แสนราย ภายใต้กรอบวงเงินงบประมาณปีละ 50 ล้านบาท โดยมีจุดมุ่งหมายในการสร้างเกษตรกรให้กลายเป็นสมาร์ทเอสเอ็มอี หรือหัวขบวนประมาณ 7,305 ราย หรือเรียกว่า 1 รายต่อ 1 ตำบลภายใน 3 ปี เพื่อที่จะนำพาชุมชนให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทางด้านการยกระดับคุณภาพชีวิตให้ดีขึ้นโดยจะมีวงเงินงบประมาณ 7.2 หมื่นล้านบาทไว้รองรับกลุ่มหัวขบวนภายใต้โครงการ 1 ตำบล 1 เอสเอ็มอี
นอกจากนี้ ปีบัญชี 2560 ธนาคารยังมีเป้าหมายสนับสนุนสินเชื่อดอกเบี้ยตํ่าให้กับทายาทเกษตรกรหรือบัณฑิตที่จบการศึกษาใหม่หรือเกษตรกรรุ่นใหม่ ผ่านโครงการสินเชื่อสานฝันเกษตรกรรุ่นใหม่ (Young Smart Farmer) จำนวน 1 หมื่นราย วงเงินสินเชื่อรวม 5,000 ล้านบาท
อย่างไรก็ตามการดำเนินการของธนาคารจะไม่ได้มุ่งเน้นการสนับสนุนทางด้านสินเชื่อเพียงอย่างเดียว ไม่เช่นนั้น ธ.ก.ส. ก็จะเป็นเหมือนกับสถาบันการเงินธรรมดาทั่วไป แต่ธนาคารจะทำเรื่องการพัฒนาให้ความรู้เพื่อเพิ่มความสามารถควบคู่ไปด้วย โดยทำผ่านศูนย์เรียนรู้ต่างๆ ซึ่งธนาคารจะมีศูนย์เรียนรู้ชุมชนต้นแบบเศรษฐกิจพอเพียงประจำจังหวัด 84 ศูนย์ รวมถึงทำร่วมกับปราชญ์ชาวบ้าน และร่วมกับศูนย์พัฒนาเทคโนโลยีของกระทรวงเกษตรฯ จะเป็นเหมือนแหล่งที่จะให้ความรู้ตั้งแต่ต้นนํ้าไปจนถึงปลายนํ้า เมื่อได้รับการบ่มเพาะจนแข็งแรง ธนาคารก็จะมีวงเงินสินเชื่อเพื่อสนับสนุนสมาร์ทฟาร์เมอร์ให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทางด้านเกษตรไปสู่การเป็นผู้ประกอบการ
**มีหัวขบวนสร้างรายได้สู่ชุมชน
สำหรับเกษตรกรที่พัฒนาตนเองจนกลายเป็นหัวขบวนได้แล้ว จะเปรียบเสมือนเป็นหัวรถไฟที่คอยชักจูงโบกี้ ซึ่งก็คือเกษตรกรในพื้นที่ หรือในละแวกเดียวกันเข้ามาร่วมเป็นส่วนหนึ่งของธุรกิจ โดยการรับซื้อวัตถุดิบซึ่งเป็นพืชผลทางเกษตร เพื่อนำมาแปรรูปให้กลาย เป็นผลิตภัณฑ์เพิ่มมูลค่าเพื่อจำหน่ายสู่ตลาด เช่น โครงการบานาน่าโซไซตี้ (banana-society) ในจังหวัดพิษณุโลก ซึ่งทำผลิตภัณฑ์กล้วยตากพลังงานแสงอาทิตย์ และนำกล้วยตากไปเพิ่มมูลค่าด้วยการทำเป็นรสชาติต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น สตรอว์เบอร์รี่, เคลือบด้วยช็อกโกแลต และเคลือบคาราเมล เป็นต้น โดยทำแพ็กเกจจิ้งให้ดูดี สามารถจำหน่ายได้ 2 ลูกในราคา 15 บาท
“โบกี้ที่ 1 คือผู้ปลูกกล้วย ส่วนโบกี้ที่ 2 คือชุมชนแปรรูปเบื้องต้น และมีบานาน่าโซไซตี้เป็นหัวขบวนที่คอย ฉุดโบกี้เหล่านี้ไป โดยชาวบ้านก็จะมีรายได้จากการปลูกกล้วยที่ให้ราคาสูงกว่าตลาดทั่วไป เพราะต้องส่งให้บานาน่าโซไซตี้ตลอด ซึ่งชุมชนก็มีรายได้เพิ่มขึ้น เรียกว่าเป็นห่วงโซ่ที่เพิ่มขึ้น แต่ละห่วงโซ่ก็จะมีมูลค่าเพิ่มขึ้น จากรูปแบบเดิมที่จะส่งให้เถ้าแก่หมด แต่หากเป็นแบบห่วงโซ่มีทุกห่วงโซ่มูลค่าที่เพิ่มขึ้นจะย้อนกลับมาสู่ชาวบ้าน เรียกว่า เป็นการแบ่งปันที่เป็นธรรม (Share fairing)”
อย่างไรก็ดี การมีหัวขบวนคอยชักจูงยังทำให้มีการควบคุมเรื่องของคุณภาพของผลิตภัณฑ์ เนื่องจากจะต้องมีการตั้งเกณฑ์มาตรฐานในการรับซื้อผลผลิตเพื่อนำไปแปรรูป
[caption id="attachment_168530" align="aligncenter" width="420"]
**สอดคล้องประเทศไทย 4.0
นายสมศักดิ์ กล่าวต่อไปอีกว่า แนวคิดการสนับสนุนในการสร้างหรือพัฒนาเกษตรกรให้ก้าวสู่การเป็นสมาร์ท ฟาร์เมอร์สอดคล้องกับโมเดลประเทศไทย 4.0 ที่ปรับเปลี่ยนเป็นการขับเคลื่อนภาคการเกษตรจากการเกษตรแบบดั้ง เดิม (Traditional Farming) ไปสู่การ เกษตรสมัยใหม่ที่เน้นการบริหารจัดการและเทคโนโลยี (Smart Farming) โดย ธ.ก.ส. ใช้หลักการ วิจัยนำพัฒนาตามสินเชื่อสนับสนุน เน้นการส่งเสริมและพัฒนาให้เกษตรกรปรับเปลี่ยนการผลิตการเกษตรแบบดั้งเดิมไปสู่การเกษตรสมัยใหม่ นำเอาองค์ความรู้ ทักษะด้านการเกษตร เทคโนโลยีสมัยใหม่ที่เหมาะสม และนวัตกรรมการเกษตรในการบริหารจัดการการผลิตและการตลาดสินค้าเกษตร มาใช้หรือปรับเปลี่ยนหรือต่อยอดในกระบวนการผลิตและการบริหารจัดการการผลิตและการตลาดสินค้าเกษตร เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่ม(Value Added) ผลผลิตหรือสินค้าเกษตร เพื่อเป็นการลดต้นทุนการผลิตและหรือเพิ่มรายได้ให้แก่เกษตรกร นำไปสู่ความสามารถในการแข่งขันในภาคการเกษตร
สำหรับผลการดำเนินการที่ผ่านมานั้น ตั้งแต่ปีบัญชี 2556 - 2559 ธนาคาร ได้พัฒนาและเพิ่มขีดความสามารถให้สมาร์ทฟาร์เมอร์แล้วมากกว่า 2 หมื่นราย และมีการสนับสนุนสินเชื่อให้กับสมาร์ทฟาร์เมอร์แล้วจำนวน 16,159 ราย รวมเป็นเงินทั้งสิ้น 19,725 ล้านบาท
“เท่าที่เข้าไปสัมผัสพบว่าเกษตรกรของเรามีศักยภาพที่เพียงพอ แต่อาจจะต้องเป็นเกษตกรรุ่นใหม่ที่ยอมรับในการเปลี่ยนแปลงและพัฒนา เราก็มีโครงการทายาทเกษตรกรมืออาชีพ หรือยังสมาร์ทฟาร์เมอร์ หากเป็นรุ่นที่อายุเยอะจะปรับเปลี่ยนได้ยาก แต่เกษตรกรดังกล่าวเหล่านี้จะกลายเป็นปราชญ์ชาวบ้าน ซึ่งจะคอยนำประสบการณ์เข้ามาช่วยในการให้คำแนะนำเรื่องศาสตร์ธรรมชาติ เพราะเด็กรุ่นใหม่อาจจะด้อยในเรื่องเหล่านี้ เสมือนเป็นส่วนเสริมซึ่งกันและกัน โดยจะนำส่วนที่ของปราชญ์ชาวบ้านมาประยุกต์ให้เข้ากับเทคโนโลยีสมัยใหม่ เพื่อไม่ให้ไปในทิศทางใดทิศทางหนึ่งมากจนเกินไป”
จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 37 ฉบับที่ 3,273 วันที่ 25 - 28 มิถุนายน พ.ศ. 2560






