
ปิดฉาก‘ทีทีเอ็มพลัส’ไทยยังฮอต-จับตาCLMVดาวรุ่ง
ปิดฉากไปแล้วสำหรับการจัดงาน Thailand Travel Mart Plus Amazing Gateway to the Greater Mekong Subregion (TTM+) ณ ศูนย์การประชุมและการแสดงสินค้านานาชาติเฉลิมพระเกียรติ 7 รอบพระชนมพรรษา จ.เชียงใหม่ เมื่อวันที่ 14-16 มิถุนายน 2560 ซึ่งภาพรวมการจัดงานในปีนี้ถือว่าคึกคัก จากผู้ซื้อจากต่างประเทศเพิ่มขึ้นกว่าปีก่อน 20% โดยมีถึง 361 ราย จาก 56 ประเทศ
[caption id="attachment_166203" align="aligncenter" width="503"]
พล.อ.ธนะศักดิ์ ปฏิมาประกร รองนายกรัฐมนตรี เป็นประธานในพิธีเปิดงาน ทีทีเอ็มพลัส 2017[/caption]
ส่วนผู้ซื้อที่มาร่วมเสนอขายสินค้าและบริการท่องเที่ยว รวมกว่า 429 บูธ จาก 362 หน่วยงาน ไม่เพียงเป็นผู้ประกอบการท่องเที่ยวไทยและกลุ่มอนุภูมิภาคลุ่มนํ้าโขงเท่านั้น แต่ปีนี้การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ยังได้พ่วง 2 มณฑลของจีน คือ มณฑลยูนนานและกวางสี ของจีน เข้าร่วมเจรจาธุรกิจกับผู้ซื้อจากทั่วโลกที่มาร่วมงานในครั้งนี้ ทั้งนี้ภายในงานมีนัดหมายเจรจาธุรกิจล่วงหน้าร่วม 1.4 หมื่นนัดหมายที่เกิดขึ้น “ฐานเศรษฐกิจ” จึงจับประเด็นที่น่าสนใจในมุมมองของผู้ประกอบการท่องเที่ยวและความเคลื่อนไหวด้านการท่องเที่ยวในกลุ่ม CLMVT (กัมพูชา ลาว เมียนมา เวียดนาม ไทย) มานำเสนอ
++ไทยยังฮอตสำหรับผู้ซื้อจีน
โดยในส่วนของงานทราเวล มาร์ท กลุ่มผู้ซื้อหลัก 3 อันดับแรก คือ จีน สหราชอาณาจักร อินเดีย จะเห็นชัดเจนว่าประเทศไทย ยังคงฮอตเดสติเนชันของผู้ซื้อจากจีนและอินเดีย ซึ่งผู้ซื้อในตลาดเหล่านี้มองที่จะเข้ามาเจรจาธุรกิจกับผู้ประกอบการไทย เพื่อนำเสนอจุดขายใหม่ๆแก่นักท่องเที่ยว เพิ่มจากโปรดักต์ที่ขายอยู่แล้วในปัจจุบัน
นายหลี่เซียง ผู้ช่วยผู้จัดการ YUNTONG ทัวร์ กล่าวว่า แต่ละปีบริษัทจะส่งนักท่องเที่ยวกรุ๊ปทัวร์เข้ามาเที่ยวไทยราว 7-8 หมื่นคนต่อปี ซึ่งการปราบทัวร์ศูนย์เหรียญของรัฐบาลจะส่งผลให้นักท่องเที่ยวจีนชะลอการเดินทางไปในช่วงก่อนหน้านี้ แต่ตอนนี้ก็มีแนวโน้มฟื้นตัวมาแล้วกว่า 80% และการทำแพ็คเกจทัวร์มาไทยก็ปรับสูงขึ้นกว่าเดิม โดยไทยยังเป็นเดสติเนชันอันดับ 1 ที่บริษัทขายทัวร์มา รองลงมาจะขายไปญี่ปุ่นและดูไบ ตามลำดับ ซึ่งการเดินทางมาร่วมงานทีทีเอ็มพลัส ก็จะทำให้เรามองหาโปรดักต์ ในการขายใหม่ อย่างอยุธยา, หัวหิน
“ไม่เพียงตลาดกรุ๊ปทัวร์จีนเท่านั้น การเติบโตของนักท่องเที่ยวกรุ๊ปเอฟไอที (เดินทางเที่ยวด้วยตัวเอง) จีนมาเที่ยวไทยก็เติบโตสูงมาก อย่างที่บริษัทซิลค์ โรด ฮอลิเดย์ ขายแพ็กเกจสำหรับนักท่องเที่ยวเอฟไอทีจีนเดินทางมาเที่ยวไทยราว 2 หมื่นคนต่อปี ที่ผ่านมาพบว่ามีการเติบโตถึง 20% ปีนี้และปีหน้า มีแนวโน้มจะส่งเอฟไอทีจีนมาไทยโตถึง 40% โดยส่วนใหญ่เป็นทัวร์คุณภาพ เป็นกลุ่มวัยรุ่นหรือคนกลุ่มอายุน้อยเป็นส่วนใหญ่ ซึ่งจากซีอาน ฉงชิ่ง กวางโจว มีเที่ยวบินเข้าหลายจังหวัดในไทย ไม่ว่าจะเป็น ภูเก็ต กรุงเทพฯ เชียงใหม่ พัทยา ทำให้การเดินทางมีความสะดวก และชอบเรื่องออนไลน์ ดังนั้นกิจกรรมที่เราจะขายให้นักท่องเที่ยวเอฟไอที จะเน้นกิจกรรมที่นักท่องเที่ยวมีส่วนร่วม เช่น การทำอาหาร การดำนํ้าตามเกาะต่างๆ” นายหยาง หย่า ตี๋ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารบริษัทซิลค์ โรด ฮอลิเดย์ ให้ความเห็น
[caption id="attachment_166202" align="aligncenter" width="503"]
พล.อ.ธนะศักดิ์ ปฏิมาประกร รองนายกรัฐมนตรี เป็นประธานในพิธีเปิดงาน ทีทีเอ็มพลัส 2017[/caption]
++อินเดียเจาะเดสติเนชันใหม่
สำหรับตลาดอินเดีย นายวิกราน บาร์ควัช ผู้บริหารบริษัททรานส์ เดสติเนชั่น อินเดียฯ เผยว่า ไทยยังคงเป็นตลาดอันดับ 1 ของเอาต์บาวด์ทัวร์อินเดีย อันดับ 2 เป็นดูไบ และอันดับ 3 เป็นยุโรป อันดับ 4 สิงคโปร์ อันดับ 5 มาเลเซีย ซึ่งการเข้ามาร่วมงานทีทีเอ็มพลัส ก็เพื่อแลกเปลี่ยนธุรกิจกับผู้ประกอบการท่องเที่ยวไทยในเดสติเนชันใหม่ๆ ที่เราต้องการโปรโมตสำหรับนักท่องเที่ยวอินเดีย คือ หัวหิน เชียงใหม่ กระบี่
เนื่องจากที่ผ่านมากรุงเทพฯ และพัทยา เป็นตลาดที่นักท่องเที่ยวอินเดียรู้จักเป็นอย่างดีอยู่แล้วและเราก็ขาย 2 เมืองนี้มานาน ซึ่งนักท่องเที่ยวอินเดีย ที่เดินทางมาไทย จะชอบช็อปปิ้ง สปา และกลุ่มนักท่องเที่ยวครอบครัว คนอินเดียยังมองว่าไทยยังได้รับความนิยม เนื่องจากหาเทียบราคาแล้ว ถือว่าเที่ยวได้ถูกกว่าไปเที่ยวยุโรปหรือสิงคโปร์ กว่า 50% ขณะเดียวกันผมก็ยังมองโอกาสการขายแพ็กเกจใหม่ๆไปยังลาว และเมียนมา ควบคู่กันไปด้วย เพราะปัจจุบันเริ่มมีเที่ยวบินตรงจากอินเดียเข้าประเทศเหล่านี้เพิ่มขึ้น
++โปรโมตจุดขายขยายธุรกิจ
ในส่วนของผู้ขายในกลุ่ม CLMVT นั้น นอกจากธุรกิจท่องเที่ยวที่อยู่ในตลาดมานาน ก็ยังเห็นถึงการมาออกบูธของผู้ประกอบการรายใหม่เพิ่มมากขึ้น ซึ่งจะเห็นการนำเสนอสินค้าทางการท่องเที่ยวใหม่ๆในไทยเพิ่มขึ้น ไม่ว่าจะเป็นกิจกรรมบัลลูน ชมดอยสะเก็ด เชียงใหม่,โรงละคร KAAN โชว์ พัทยา, เอ็กซิบิชันขนาดใหญ่ ของสวนนงนุชที่เตรียมจะเปิดให้บริการ และยังการมาออกบูธของธุรกิจรับบริหารบูติก โฮเตลหลายราย อาทิ BHMA ฮอสพิทาลิตี้ แมเนจเม้นท์ เอเชีย, MAI-BS ฮอสพิทาลิตี้ ที่ไม่เพียงมาหาเจาะผู้ซื้อจากต่างประเทศ ให้ส่งนักท่องเที่ยวมายังโรงแรมที่บริษัทเหล่านี้รับบริหารอยู่เท่านั้น แต่ในทางเดียวกันยังมองหาโอกาสที่จะใช้เวทีนี้ ต่อยอดการขยายธุรกิจรับบริหารไปยังต่างประเทศด้วย
ส่วนผู้ซื้อในกลุ่มอนุภูมิภาคลุ่มนํ้าโขง ส่วนใหญ่ก็จะเน้นโปรโมตจุดขายใหม่ เนื่องจากยังมีจุดเด่นเรื่องของแหล่งท่องเที่ยวทางธรรมชาติ ซึ่งผู้ซื้อจากยุโรป จะสนใจบูธของประเทศเหล่านี้มากพอสมควร และประเทศในกลุ่ม CLMV ก็เริ่มมองการเจาะผู้ซื้อจากเกาหลีใต้ สิงคโปร์ จีน อินเดีย เพิ่มมากขึ้นเช่นกัน เนื่องจากปัจจุบันมีเที่ยวบินตรงจากประเทศเหล่านี้เข้าภูมิภาคนี้มากขึ้น
“ตลาดโปแลนด์ ชอบกิจกรรมผจญภัย ปีนเขา ปั่นจักรยาน แหล่งท่องเที่ยวในกัมพูชา ลาว เวียดนาม จึงเป็นจุดที่เรามองที่จะเจรจาธุรกิจด้วยในงานทีทีเอ็มพลัสในครั้งนี้ และมองว่าเวทีนี้เป็นโอกาสที่ผู้ซื้อจากต่างประเทศจะมีโอกาสอัพเดตสินค้าทางการท่องเที่ยวใหม่ๆในอนุภูมิภาคลุ่มนํ้าโขง” ผู้บริหารจากบริษัท BARTO กล่าว
จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 37 ฉบับที่ 3,272 วันที่ 22 - 24 มิถุนายน พ.ศ. 2560
[caption id="attachment_166203" align="aligncenter" width="503"]
ส่วนผู้ซื้อที่มาร่วมเสนอขายสินค้าและบริการท่องเที่ยว รวมกว่า 429 บูธ จาก 362 หน่วยงาน ไม่เพียงเป็นผู้ประกอบการท่องเที่ยวไทยและกลุ่มอนุภูมิภาคลุ่มนํ้าโขงเท่านั้น แต่ปีนี้การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ยังได้พ่วง 2 มณฑลของจีน คือ มณฑลยูนนานและกวางสี ของจีน เข้าร่วมเจรจาธุรกิจกับผู้ซื้อจากทั่วโลกที่มาร่วมงานในครั้งนี้ ทั้งนี้ภายในงานมีนัดหมายเจรจาธุรกิจล่วงหน้าร่วม 1.4 หมื่นนัดหมายที่เกิดขึ้น “ฐานเศรษฐกิจ” จึงจับประเด็นที่น่าสนใจในมุมมองของผู้ประกอบการท่องเที่ยวและความเคลื่อนไหวด้านการท่องเที่ยวในกลุ่ม CLMVT (กัมพูชา ลาว เมียนมา เวียดนาม ไทย) มานำเสนอ
++ไทยยังฮอตสำหรับผู้ซื้อจีน
โดยในส่วนของงานทราเวล มาร์ท กลุ่มผู้ซื้อหลัก 3 อันดับแรก คือ จีน สหราชอาณาจักร อินเดีย จะเห็นชัดเจนว่าประเทศไทย ยังคงฮอตเดสติเนชันของผู้ซื้อจากจีนและอินเดีย ซึ่งผู้ซื้อในตลาดเหล่านี้มองที่จะเข้ามาเจรจาธุรกิจกับผู้ประกอบการไทย เพื่อนำเสนอจุดขายใหม่ๆแก่นักท่องเที่ยว เพิ่มจากโปรดักต์ที่ขายอยู่แล้วในปัจจุบัน
นายหลี่เซียง ผู้ช่วยผู้จัดการ YUNTONG ทัวร์ กล่าวว่า แต่ละปีบริษัทจะส่งนักท่องเที่ยวกรุ๊ปทัวร์เข้ามาเที่ยวไทยราว 7-8 หมื่นคนต่อปี ซึ่งการปราบทัวร์ศูนย์เหรียญของรัฐบาลจะส่งผลให้นักท่องเที่ยวจีนชะลอการเดินทางไปในช่วงก่อนหน้านี้ แต่ตอนนี้ก็มีแนวโน้มฟื้นตัวมาแล้วกว่า 80% และการทำแพ็คเกจทัวร์มาไทยก็ปรับสูงขึ้นกว่าเดิม โดยไทยยังเป็นเดสติเนชันอันดับ 1 ที่บริษัทขายทัวร์มา รองลงมาจะขายไปญี่ปุ่นและดูไบ ตามลำดับ ซึ่งการเดินทางมาร่วมงานทีทีเอ็มพลัส ก็จะทำให้เรามองหาโปรดักต์ ในการขายใหม่ อย่างอยุธยา, หัวหิน
“ไม่เพียงตลาดกรุ๊ปทัวร์จีนเท่านั้น การเติบโตของนักท่องเที่ยวกรุ๊ปเอฟไอที (เดินทางเที่ยวด้วยตัวเอง) จีนมาเที่ยวไทยก็เติบโตสูงมาก อย่างที่บริษัทซิลค์ โรด ฮอลิเดย์ ขายแพ็กเกจสำหรับนักท่องเที่ยวเอฟไอทีจีนเดินทางมาเที่ยวไทยราว 2 หมื่นคนต่อปี ที่ผ่านมาพบว่ามีการเติบโตถึง 20% ปีนี้และปีหน้า มีแนวโน้มจะส่งเอฟไอทีจีนมาไทยโตถึง 40% โดยส่วนใหญ่เป็นทัวร์คุณภาพ เป็นกลุ่มวัยรุ่นหรือคนกลุ่มอายุน้อยเป็นส่วนใหญ่ ซึ่งจากซีอาน ฉงชิ่ง กวางโจว มีเที่ยวบินเข้าหลายจังหวัดในไทย ไม่ว่าจะเป็น ภูเก็ต กรุงเทพฯ เชียงใหม่ พัทยา ทำให้การเดินทางมีความสะดวก และชอบเรื่องออนไลน์ ดังนั้นกิจกรรมที่เราจะขายให้นักท่องเที่ยวเอฟไอที จะเน้นกิจกรรมที่นักท่องเที่ยวมีส่วนร่วม เช่น การทำอาหาร การดำนํ้าตามเกาะต่างๆ” นายหยาง หย่า ตี๋ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารบริษัทซิลค์ โรด ฮอลิเดย์ ให้ความเห็น
[caption id="attachment_166202" align="aligncenter" width="503"]
++อินเดียเจาะเดสติเนชันใหม่
สำหรับตลาดอินเดีย นายวิกราน บาร์ควัช ผู้บริหารบริษัททรานส์ เดสติเนชั่น อินเดียฯ เผยว่า ไทยยังคงเป็นตลาดอันดับ 1 ของเอาต์บาวด์ทัวร์อินเดีย อันดับ 2 เป็นดูไบ และอันดับ 3 เป็นยุโรป อันดับ 4 สิงคโปร์ อันดับ 5 มาเลเซีย ซึ่งการเข้ามาร่วมงานทีทีเอ็มพลัส ก็เพื่อแลกเปลี่ยนธุรกิจกับผู้ประกอบการท่องเที่ยวไทยในเดสติเนชันใหม่ๆ ที่เราต้องการโปรโมตสำหรับนักท่องเที่ยวอินเดีย คือ หัวหิน เชียงใหม่ กระบี่
เนื่องจากที่ผ่านมากรุงเทพฯ และพัทยา เป็นตลาดที่นักท่องเที่ยวอินเดียรู้จักเป็นอย่างดีอยู่แล้วและเราก็ขาย 2 เมืองนี้มานาน ซึ่งนักท่องเที่ยวอินเดีย ที่เดินทางมาไทย จะชอบช็อปปิ้ง สปา และกลุ่มนักท่องเที่ยวครอบครัว คนอินเดียยังมองว่าไทยยังได้รับความนิยม เนื่องจากหาเทียบราคาแล้ว ถือว่าเที่ยวได้ถูกกว่าไปเที่ยวยุโรปหรือสิงคโปร์ กว่า 50% ขณะเดียวกันผมก็ยังมองโอกาสการขายแพ็กเกจใหม่ๆไปยังลาว และเมียนมา ควบคู่กันไปด้วย เพราะปัจจุบันเริ่มมีเที่ยวบินตรงจากอินเดียเข้าประเทศเหล่านี้เพิ่มขึ้น
++โปรโมตจุดขายขยายธุรกิจ
ในส่วนของผู้ขายในกลุ่ม CLMVT นั้น นอกจากธุรกิจท่องเที่ยวที่อยู่ในตลาดมานาน ก็ยังเห็นถึงการมาออกบูธของผู้ประกอบการรายใหม่เพิ่มมากขึ้น ซึ่งจะเห็นการนำเสนอสินค้าทางการท่องเที่ยวใหม่ๆในไทยเพิ่มขึ้น ไม่ว่าจะเป็นกิจกรรมบัลลูน ชมดอยสะเก็ด เชียงใหม่,โรงละคร KAAN โชว์ พัทยา, เอ็กซิบิชันขนาดใหญ่ ของสวนนงนุชที่เตรียมจะเปิดให้บริการ และยังการมาออกบูธของธุรกิจรับบริหารบูติก โฮเตลหลายราย อาทิ BHMA ฮอสพิทาลิตี้ แมเนจเม้นท์ เอเชีย, MAI-BS ฮอสพิทาลิตี้ ที่ไม่เพียงมาหาเจาะผู้ซื้อจากต่างประเทศ ให้ส่งนักท่องเที่ยวมายังโรงแรมที่บริษัทเหล่านี้รับบริหารอยู่เท่านั้น แต่ในทางเดียวกันยังมองหาโอกาสที่จะใช้เวทีนี้ ต่อยอดการขยายธุรกิจรับบริหารไปยังต่างประเทศด้วย
“ตลาดโปแลนด์ ชอบกิจกรรมผจญภัย ปีนเขา ปั่นจักรยาน แหล่งท่องเที่ยวในกัมพูชา ลาว เวียดนาม จึงเป็นจุดที่เรามองที่จะเจรจาธุรกิจด้วยในงานทีทีเอ็มพลัสในครั้งนี้ และมองว่าเวทีนี้เป็นโอกาสที่ผู้ซื้อจากต่างประเทศจะมีโอกาสอัพเดตสินค้าทางการท่องเที่ยวใหม่ๆในอนุภูมิภาคลุ่มนํ้าโขง” ผู้บริหารจากบริษัท BARTO กล่าว
จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 37 ฉบับที่ 3,272 วันที่ 22 - 24 มิถุนายน พ.ศ. 2560






