thansettakij
thansettakij
จุฬาฯ จัดเสวนา “ฟันธงธุรกิจไทยครึ่งหลังปี 2560”

จุฬาฯ จัดเสวนา “ฟันธงธุรกิจไทยครึ่งหลังปี 2560”

19 มิ.ย. 60 | 11:01 น.
อัปเดตล่าสุด :19 มิ.ย. 60 | 18:01 น.
คณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย รวมพลคณาจารย์ทุกภาควิชาร่วมวิเคราะห์ทิศทางธุรกิจไทยยุค New Normal ในงานเสวนา “ฟันธงธุรกิจไทยครึ่งหลังปี 2560” เพื่อชี้ชัดเส้นทางการเติบโตอย่างยั่งยืน

รศ.ดร.พสุ เดชะรินทร์ คณบดี คณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่าธุรกิจครึ่งปีหลังไม่เพียงแต่มีการแข่งขันที่รุนแรงขึ้นเท่านั้น แต่ยังมีรูปแบบการแข่งขันใหม่ๆ เกิดขึ้น มีผู้เล่นรายใหม่ๆ ที่เข้ามาสร้างธุรกิจใหม่ ทำให้ทุกธุรกิจต้องเผชิญกับความท้าทาย ฉะนั้นข้อมูลจึงกลายเป็นปัจจัยที่ใช้ในการแข่งขันมากขึ้น ควบคู่กับการสร้างนวัตกรรมให้สอดคล้องกับความต้องการของผู้บริโภค และปรับเปลี่ยนทิศทางการเติบโตผ่านการร่วมทุนและขยายสู่ตลาดเพื่อนบ้าน

cu

“ผู้เล่นรายใหม่ๆ เหล่านี้มีทั้งพวกที่เป็นสตาร์ทอัพ หรือแม้กระทั่งองค์กรธุรกิจขนาดใหญ่ที่โดดขึ้นมารบบนสนามออนไลน์มากขึ้น หรือแม้แต่ผู้เล่นจากต่างประเทศที่จะบุกเข้ามาในไทย การเติบโตของธุรกิจไทยนับจากนี้ไปจึงต้องมองมิติใหม่ๆ ซึ่งต้องอาศัยคนรุ่นใหม่เพื่อหลีกหนีจากกรอบควา

มคิดเดิมๆ โดยการเข้าไปลงทุนในกลุ่มสตาร์ทอัพ ซึ่งคนกลุ่มนี้มีไอเดีย แต่ไม่มีเงินทุนจะต่อยอดให้เกิดความสำเร็จได้ด้วยตัวเอง ขณะที่องค์กรใหญ่มีเงินทุน จึงสามารถสอดประสานและนำธุรกิจใหม่ๆ มาเสริมความแข็งแกร่งให้กับธุรกิจหลักของตนเพื่อให้เกิดการเติบโตแบบยั่งยืน” รศ.ดร.พสุกล่าว และว่านอกจากการเข้าไปลงทุนในกลุ่มธุรกิจสตาร์ทอัพแล้ว องค์กรธุรกิจต้องปรับทิศทางการเติบโตไปในประเทศเพื่อนบ้านมากขึ้นอีกด้วย เนื่องจากช่วงปีที่ผ่านมาความต้องการภายในประเทศมีการเติบโตน้อยมาก”

cu

 

ทั้งนี้ รศ.ดร.พสุ ยังกล่าวถึงแนวทางการบริหารจัดการในช่วงครึ่งปีหลัง 2560 ว่า “เพื่อให้ภาคธุรกิจมีการเติบโตที่สอดคล้องกับนโยบาย ไทยแลนด์ 4.0 ที่รัฐบาลกำลังให้การส่งเสริม การบริหารจัดการต้องเน้นใน 3 เรื่องคือ องค์กร 4.0 ผู้นำ 4.0 และกลยุทธ์ 4.0 กล่าวคือองค์กรจะมีความหลากหลายมากขึ้นจากบุคลากรหลายเจเนอเรชั่นมาทำงานร่วมกัน การพัฒนาบุคลากร สำหรับองค์กรยุคใหม่ต้องเปลี่ยนรูปแบบมาเป็นการส่งเสริมให้พนักงานมีทักษะในการเรียนรู้ตลอดชีวิต เพื่อให้มีความรู้ความสามารถก้าวตามทันความเปลี่ยนแปลงของโลก ขณะที่ผู้นำ 4.0 ต้องมีความถ่อมตนทางปัญญา เพื่อเปิดรับสิ่งใหม่ๆ ตลอดเวลา ส่วนกลยุทธ์ 4.0 คือการใช้มุมมองใหม่ๆ มาสร้างกลยุทธ์ต่างๆ ในการบริหารจัดการธุรกิจ พร้อมๆ กับการสร้างนวัตกรรมใหม่ๆ เพื่อเป็นโอกาสการเติบโตอย่างยั่งยืนให้กับองค์กร”

 

ทางด้าน ผศ.ดร.วิเลิศ ภูริวัชร หัวหน้าภาควิชาการตลาด คณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่า “นักการตลาดต้องไม่ดูแค่เทรนด์

 

แต่ต้องมีวิสัยทัศน์คาดการณ์ได้มากกว่าพฤติกรรมที่ผู้บริโภคจะแสดงออก สำหรับการตลาด 4.0 ที่เป็นเรื่องของการตลาดดิจิทัลในยุคนี้ต้องไม่ใช่แค่เครื่องมือด้านสื่อสารการตลาด แต่สามารถสร้างให้เป็น Core Business ได้ ผู้บริโภคในโลกยุคใหม่ไม่ได้เป็นแค่ Digital Consumers เท่านั้นแต่เป็น Digital Advocates และเป็น Digital Evangelists ที่จะมีการสร้างพลังของเน็ตเวิร์คในการแชร์  การสร้างแบรนด์ผ่านดิจิทัลต้องศึกษาการตลาดออนไลน์และออฟไลน์ไปพร้อมกันจนถึงยุคที่เป็น Lifeline เครื่องมือในการเข้าใจลูกค้าต้องมากกว่า Internet of Things (IoT) แต่เป็น Internet of Lives (IoL) กลยุทธ์ของแบรนด์ในปัจจุบันต้องมีความรอบจัดและรอบด้านเพื่อสรรสร้างการตลาดที่ตอบโจทย์ไม่เพียงแต่เป็น Consumer Centric แต่เป็น Human Centric” cu

ขณะที่ รศ.ดร.อัษฎาพร ทรัพย์สมบูรณ์ หัวหน้าภาควิชาสถิติ คณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยกล่าวเสริมว่า “โลกธุรกิจที่กำลังเผชิญกับความไม่แน่นอนทำให้ตำแหน่ง Data Scientist กำลังเป็นที่ต้องการของแทบทุกองค์กร โดยเฉพาะธุรกิจขนาดใหญ่ ที่มีข้อมูลมาก ต้องอาศัยคนมาช่วยในการดึงข้อมูล การวิเคราะห์ และสรุปผลออกมา เพื่อนำเสนอผู้บริหารในการประกอบพิจารณาการตัดสินใจลงทุน ซึ่งข้อมูลเหล่านี้จะถูกนำไปใช้ทั้งในด้านการบริหารจัดการ การตลาด หรือแม้กระทั่งการพัฒนาสินค้าตัวใหม่ขึ้นมา”

 

ด้าน รศ.ดร.พรอนงค์ บุษราตระกูล หัวหน้าภาควิชาการธนาคารและการเงิน คณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ คณะกรรมการกำกับตลาดทุน กลต. กล่าวว่า “การสร้างการเติบโตขององค์กร โดยการขยายการลงทุนไปยังประเทศต่างๆ ขององค์กรธุรกิจขนาดใหญ่นั้น มีแนวโน้มที่จะต้องสร้าง In-house Banking ขึ้นมาเพื่อทำหน้าที่เหมือนเป็นธนาคารให้กับบริษัทในเครือที่อยู่ในต่างประเทศ และการถือเงินสกุลต่างกัน สามารถบริหารความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยนเงินตราได้มีประสิทธิภาพมากขึ้น”

cu

ส่วน รศ.ดร.วรศักดิ์ ทุมมานนท์ จากภาควิชาการบัญชี คณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และประธานคณะกรรมกา

รกำหนดมาตรฐานการบัญชี สภาวิชาชีพบัญชีฯ เพิ่มเติมว่า “การเติบโตของภาคธุรกิจจำเป็นต้องใช้เม็ดเงินมหาศาลในการลงทุน ขณะที่เม็ดเงินในไทยอาจไม่เพียงพอ ต้องอาศัยเม็ดเงินจากต่างประเทศ ซึ่งการจะเข้าถึงได้จะต้องมีข้อมูลทางบัญชีที่มีมาตรฐานสากล ซึ่งคณะกรรมการมาตรฐานการบัญชี กำลังผลักดันให้มีการนำเอามาตรฐานสากล ที่เรียกว่า IFRS (International Financial Reporting Standard)  ซึ่งเป็นมาตรฐานที่ใช้กันทั่วโลกมาปรับใช้ ให้สอดคล้องกับความเป็นจริงของธุรกิจในบริบทสังคมไทยด้วย ซึ่งรูปแบบการทำธุรกิจของไทยในบางเรื่องมีความแตกต่างไปจากต่างประเทศ”