
เปิดโมเดลเมืองมหานครการบินโลก สู่การพัฒนาท่าอากาศนานาชาติอู่ตะเภา
ดร.คณิศ แสงสุพรรณ เลขาธิการคณะกรรมการนโยบายการพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (อีอีซี) กล่าวในงานสัมมนา “การพัฒนาเมืองศูนย์กลางการบิน โอกาสทางเศรษฐกิจและธุรกิจ” ที่โรงแรมเรเนซองส์ กรุงเทพฯ เมื่อวันที่ 9 มิถุนายน 2560 ว่า การจัดงานในวันนี้ถือเป็นจุดเริ่มต้นของการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานของประเทศเพื่อรองรับระเบียงเศรษฐกิจภาคตะวันออก ซึ่ง “มหานครการบินอู่ตะเภา” จะเป็นกุญแจสำคัญที่จะช่วยเสริมศักยภาพในการพัฒนาเขตเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก หรือ Eastern Economic Corridor (EEC) และจะเป็นกลไกสำคัญในการพัฒนาประเทศไทย ด้วยการเชื่อมโยง 3 ท่าอากาศยาน กระจายความเจริญและเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน เสริมสร้างความเข้มแข็งทางเศรษฐกิจของไทยให้ก้าวไกลไปในเวทีโลก
ทั้งนี้ ท่าอากาศยานนานาชาติอู่ตะเภา ตั้งอยู่ในจุดยุทธศาสตร์ที่สำคัญในบริเวณรอยต่อระหว่างจังหวัดชลบุรีและจังหวัดระยอง ซึ่งเป็นจังหวัดสำคัญในระเบียงเศรษฐกิจ เคยเป็นสนามบินที่ทำหน้าที่ดูแลด้านความมั่นคงและปกป้องประเทศมาอย่างยาวนาน แต่ปัจจุบันได้ก้าวสู่บทบาทใหม่เปิดให้บริการเชิงพาณิชย์แก่ผู้โดยสารและสายการบินที่เดินทางทั้งในประเทศและระหว่างประเทศ และกำลังถูกพัฒนาให้เป็นท่าอากาศยานนานาชาติแห่งที่ 3 ของประเทศ โดยมีเป้าหมายจะเพิ่มจำนวนผู้โดยสารที่มาใช้บริการของสนามบินเป็น 5 ล้านคนในระยะเวลา 5 ปี (ค.ศ. 2022) 30 ล้านคนในระยะ 10 ปี (ค.ศ. 2027) และ 60 ล้านคนในระยะ 15 ปี (ค.ศ. 2032) นอกจากนี้ รัฐบาลยังมีโครงการจะพัฒนาพื้นที่โดยรอบสนามบิน สู่การเป็น “มหานครแห่งการบิน” เป็นเมืองใหม่ที่มีท่าอากาศยานนานาชาติอู่ตะเภาเป็นศูนย์กลาง
ซึ่งเกี่ยวกับการพัฒนาพื้นที่โดยรอบสนามบินนานาชาติอู่ตะเภาเป็นมหานครแห่งการบินนี้ ดร.จอห์น ดี.คาซาร์ดา ผู้เชี่ยวชาญซึ่งเป็นผู้นำในการพัฒนาแนวคิด “เมืองการบิน” ในระดับโลก จนได้รับการยกย่องจากนิตยสารไทม์ ให้เป็น 1 ใน 10 แนวคิดที่สามารถเปลี่ยนแปลงโลกได้ ได้กล่าวว่า แนวคิดมหานครแห่งการบิน หรือ Aerotropolis นี้ ครอบคลุมการพัฒนาสนามบินและพื้นที่โดยรอบในรัศมี 10-20 กิโลเมตร เพื่อให้เกิดประโยชน์ทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อมอย่างเป็นรูปธรรมในมิติต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นด้านธุรกิจ อุตสาหกรรม ประชากร และการศึกษา ทั้งในระดับภูมิภาคและระดับประเทศ เนื่องจากวงรัศมีของการพัฒนาสามารถขยายตัวออกไปจากศูนย์กลางที่เป็นสนามบินสู่แนวระเบียงการพัฒนาที่เชื่อมโยงกับสนามบิน (Airport Corridor) จนเป็นวงกว้างที่ครอบคลุมกลุ่มก้อนของการพัฒนาเมืองในรูปแบบต่างๆในรัศมี 30 กิโลเมตร ที่สอดรับกับกิจกรรมต่างๆที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจการบิน และรูปแบบที่พึ่งพาอาศัยสนามบินเป็นแกนหลักในการดำรงชีวิต
สำหรับโมเดลของเมืองศูนย์กลางการบินที่ประสบความสำเร็จอย่างสูงนั้น ได้แก่ พื้นที่รอบสนามบินสคิปโปล (ในเมืองอัมสเตอร์ดัม ประเทศเนเธอร์แลนด์) พื้นที่รอบสนามบินนานาชาติดัลลัส/ฟอร์ตเวิร์ธ (เท็กซัส สหรัฐอเมริกา) พื้นที่รอบสนามบินอินชอน (กรุงโซล เกาหลีใต้) พื้นที่รอบสนามบินชางงี (สิงคโปร์) และพื้นที่รอบสนามบินนานาชาติอัล มักทูม (เมืองดูไบ สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์) และล่าสุด มีตัวอย่างที่น่าสนใจจากการพัฒนาพื้นที่รอบสนามบินในจีน นั่นคือการพัฒนาเขตเศรษฐกิจรอบสนามบินเจิ้งโจว เพื่อให้เป็นมหานครการบินที่ทันสมัยแห่งใหม่ของโลก ซึ่งประสบการณ์และรูปแบบความสำเร็จของเมืองการบินเหล่านี้สามารถนำมาประยุกต์ใช้หรือเป็นโมเดลสำหรับการพัฒนาพื้นที่รอบท่าอากาศยานนานาชาติอู่ตะเภาให้เป็นเมืองมหานครแห่งการบินตามเป้าหมายของรัฐบาลไทยเช่นกัน
ทั้งนี้ ท่าอากาศยานนานาชาติอู่ตะเภา ตั้งอยู่ในจุดยุทธศาสตร์ที่สำคัญในบริเวณรอยต่อระหว่างจังหวัดชลบุรีและจังหวัดระยอง ซึ่งเป็นจังหวัดสำคัญในระเบียงเศรษฐกิจ เคยเป็นสนามบินที่ทำหน้าที่ดูแลด้านความมั่นคงและปกป้องประเทศมาอย่างยาวนาน แต่ปัจจุบันได้ก้าวสู่บทบาทใหม่เปิดให้บริการเชิงพาณิชย์แก่ผู้โดยสารและสายการบินที่เดินทางทั้งในประเทศและระหว่างประเทศ และกำลังถูกพัฒนาให้เป็นท่าอากาศยานนานาชาติแห่งที่ 3 ของประเทศ โดยมีเป้าหมายจะเพิ่มจำนวนผู้โดยสารที่มาใช้บริการของสนามบินเป็น 5 ล้านคนในระยะเวลา 5 ปี (ค.ศ. 2022) 30 ล้านคนในระยะ 10 ปี (ค.ศ. 2027) และ 60 ล้านคนในระยะ 15 ปี (ค.ศ. 2032) นอกจากนี้ รัฐบาลยังมีโครงการจะพัฒนาพื้นที่โดยรอบสนามบิน สู่การเป็น “มหานครแห่งการบิน” เป็นเมืองใหม่ที่มีท่าอากาศยานนานาชาติอู่ตะเภาเป็นศูนย์กลาง
สำหรับโมเดลของเมืองศูนย์กลางการบินที่ประสบความสำเร็จอย่างสูงนั้น ได้แก่ พื้นที่รอบสนามบินสคิปโปล (ในเมืองอัมสเตอร์ดัม ประเทศเนเธอร์แลนด์) พื้นที่รอบสนามบินนานาชาติดัลลัส/ฟอร์ตเวิร์ธ (เท็กซัส สหรัฐอเมริกา) พื้นที่รอบสนามบินอินชอน (กรุงโซล เกาหลีใต้) พื้นที่รอบสนามบินชางงี (สิงคโปร์) และพื้นที่รอบสนามบินนานาชาติอัล มักทูม (เมืองดูไบ สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์) และล่าสุด มีตัวอย่างที่น่าสนใจจากการพัฒนาพื้นที่รอบสนามบินในจีน นั่นคือการพัฒนาเขตเศรษฐกิจรอบสนามบินเจิ้งโจว เพื่อให้เป็นมหานครการบินที่ทันสมัยแห่งใหม่ของโลก ซึ่งประสบการณ์และรูปแบบความสำเร็จของเมืองการบินเหล่านี้สามารถนำมาประยุกต์ใช้หรือเป็นโมเดลสำหรับการพัฒนาพื้นที่รอบท่าอากาศยานนานาชาติอู่ตะเภาให้เป็นเมืองมหานครแห่งการบินตามเป้าหมายของรัฐบาลไทยเช่นกัน






