
ครม.เห็นชอบร่างเอ็มโอยูด้านระบบรางไทย-ญี่ปุ่น
ครม.เห็นชอบร่างเอ็มโอยูด้านระบบรางไทย-ญี่ปุ่น พร้อมอนุมัติให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคมลงนามในเอ็มโอยูดังกล่าวในการประชุมคณะกรรมาธิการร่วมระดับสูงไทย-ญี่ปุ่น(HLIC) ครั้งที่3 ที่กรุงโตเกียว ก่อนเดินหน้าขับเคลื่อน 8 แผนพัฒนาให้เป็นรูปธรรม
นายอาคม เติมพิทยาไพสิฐ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี(ครม.)วันนี้(30 พ.ค.60) ได้เห็นชอบร่างบันทึกความร่วมมือด้านระบบราง ระหว่างกระทรวงคมนาคมแห่งราชอาณาจักรไทย และกระทรวงที่ดิน โครงสร้างพื้นฐาน การขนส่งและการท่องเที่ยวแห่งญี่ปุ่น(MLT) และอนุมัติให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคมเป็นผู้ลงนามในบันทึกความร่วมมือดังกล่าวในการเข้าร่วมคณะของรองนายกรัฐมนตรี(นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์) เพื่อเข้าร่วมประชุมคณะกรรมาธิการร่วมระดับสูงไทย-ญี่ปุ่น(HLIC) ครั้งที่ 3 ในวันที่ 5 มิถุนายน 2560 ณ กรุงโตเกียว เพื่อส่งเสริมความร่วมมือด้านระบบรางระหว่างกันอย่างเป็นรูปธรรมยิ่งขึ้น
ทั้งนี้ในร่างบันทึกความร่วมมือดังกล่าวสรุปสาระสำคัญ 8 แผนการเพื่อการขับเคลื่อนดังนี้คือ 1.การพัฒนารถไฟความเร็วสูงเส้นทางกรุงเทพฯ-เชียงใหม่ จะใช้เทคโนโลยีรถไฟความเร็วสูงของญี่ปุ่น(ระบบซินคันเซ็น) รวมถึงการใช้รางเฉพาะตลอดเส้นทาง แบ่งการดำเนินงานออกเป็น 2 ระยะ ได้แก่ ช่วงกรุงเทพฯ-พิษณุโลก และช่วงพิษณุโลก-เชียงใหม่ โดยจะดำเนินการช่วงกรุงเทพฯ-พิษณุโลก ก่อน และสรุกการศึกษาฉบับสุดท้ายภายในปี 2560 โดยจะหารือรายละเอียดการออกแบบเส้นทาง ช่วงบางซื่อ-บ้านภาชี ที่จะประสานงานกับโครงการต่างๆที่เกี่ยวข้อง รวมถึงให้ความสำคัญของการพัฒนาเมืองและพื้นที่เชิงพาณิชย์ตามแนวเส้นทางอีกด้วย
2.การพัฒนาเส้นทางรถไฟตามแนวทางเศรษฐกิจด้านใต้ ทั้ง 2 ฝ่ายยินดีกับผลการวิเคราะห์และข้อเสนอแนะการศึกษาขององค์การความร่วมมือระหว่างประเทศของญี่ปุ่น(ไจก้า)ตามบันทึกความร่วมมือที่ได้ลงนามร่วมกันเมื่อเดือนพฤษภาคม 2558 เพื่อส่งเสริมการพัฒนาเมืองและพื้นที่เศรษฐกิจ รวมถึงการเชื่อมโยงกับประเทศเพื่อนบ้านไปยังกัมพูชาและเวียดนามผ่านเส้นทางจากกาญจนบุรี-กรุงเทพฯ-สระแก้วที่จะเชื่อมกับเมืองปอยเปตของกัมพูชาจึงเป็นเส้นทางเชื่อมโยง 3 ประเทศของรถไฟตามแนวเส้นทางนี้
3.การให้บริการขนส่งสินค้าทางรถไฟ โดยตั้งคณะทำงานเพื่อหารือรายละเอียดในการดำเนินงานให้บริการทางรถไฟรูปแบบใหม่ 4.การพัฒนาเศรษฐกิจตามแนวระเบียงเศรษฐกิจตะวันออก-ตะวันตก(E-W Economic corridor) โดยเลือกแนวเส้นทางโครงการก่อสร้างทางรถไฟช่วงนครสวรรค์-บ้านไผ่ เพื่อเสริมสร้างความแข็งแกร่งในการเชื่อมโยงภูมิภาค รวมถึงการส่งผลต่อเศรษฐกิจในอนาคต
5.ระบบการขนส่งมวลชนทางราง โดยญี่ปุ่นได้แนะนำการใช้เทคโนโลยีรถไฟของญี่ปุ่น สำหรับโครงการรถไฟสายสีแดง และทั้ง 2 ฝ่ายจะทำงานกันอย่างใกล้ชิดเพื่อส่งเสริมการใช้เทคโนโลยีรถไฟของญี่ปุ่นสำหรับระบบขนส่งมวลชนทางรางในกรุงเทพฯ-ปริมณฑล 6.แผนแม่บทระบบขนส่งมวลชนทางรางในเขตกรุงเทพฯ-ปริมณฑล ระยะที่ 2(M-Map 2) MLIT และ JICA แสดงความตั้งใจที่จะสนับสนุนรัฐบาลไทยในการจัดทำแผนแม่บทระบบขนส่งมวลชนทางรางในเขตกรุงเทพฯ- ปริมณฑล ระยะที่ 2 ภายในเดือนมีนาคม 2561
7.การพัฒนาพื้นที่สถานีกลางบางซื่อ MLIT และ JICA จะให้ข้อเสนอแนะต่อแผนแม่บทแบบบูรณาการ โดยจัดทำการศึกษาเพื่อวิเคราะห์และเสนอแนวคิดการพัฒนาพื้นที่สถานีกลางบางซื่อให้เป็นศูนย์กลางการขนส่งทางรถไฟ รวมถึงบูรณาการพื้นที่กับหน้าที่ของเมืองหลัก และโครงสร้างองค์กรที่เหมาะสม และ 8.ความร่วมมือเพิ่มเติมสำหรับรถไฟความเร็วสูง ญี่ปุ่นจะให้การสนับสนุนในการวางแผนด้านความปลอดภัยและความน่าเชื่อถือของรถไฟความเร็วสูง โดยใช้เทคโนโลยีญี่ปุ่นที่ทันสมัย และญี่ปุ่นจะให้ความร่วมมือสำหรับความเป็นไปได้กับบทบาทสำคัญของโครงการรถไฟความเร็วสูง เส้นทางกรุงเทพฯ-ระยอง เพื่อพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจภาคตะวันออกในอนาคต และรถไฟความเร็วสูง เส้นทางกรุงเทพฯ-กัวลาลัมเปอร์
"เรื่องดังกล่าวนี้เป็นความต่อเนื่องของความร่วมมือระหว่างไทย-ญี่ปุ่นที่ได้ดำเนินการในช่วงที่ผ่านมาโดยทั้ง 8 ประเด็นดังกล่าวได้มีความก้าวหน้าตามลำดับ โดยเฉพาะแนวเส้นทางรถไฟความเร็วสูงสายเหนือและสายตะวันออกเฉียงเหนือได้แนวเส้นทางแยกชัดเจนแล้ว อยู่ระหว่างการหารือร่วมกัน ส่วนแนวด้านใต้ขณะนี้ได้มีการทดลองขนส่งด้วยตู้สินค้าคอนเทนเนอร์ขนาดเล็กซึ่งคาดว่าจะได้รายละเอียดของผลการทดลองในเร็วๆนี้ เช่นเดียวกับช่วงบ้านไผ่-นครพนมที่ฝ่ายไทยโดยการรถไฟแห่งประเทศไทย(ร.ฟ.ท.) ดำเนินการศึกษารองรับไว้แล้ว ซึ่งฝ่ายญี่ปุ่นรับศึกษาช่วงเชื่อมไปยังอ.แม่สอด จ.ตาก ต่อไป"นายอาคม กล่าว
นายอาคม เติมพิทยาไพสิฐ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี(ครม.)วันนี้(30 พ.ค.60) ได้เห็นชอบร่างบันทึกความร่วมมือด้านระบบราง ระหว่างกระทรวงคมนาคมแห่งราชอาณาจักรไทย และกระทรวงที่ดิน โครงสร้างพื้นฐาน การขนส่งและการท่องเที่ยวแห่งญี่ปุ่น(MLT) และอนุมัติให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคมเป็นผู้ลงนามในบันทึกความร่วมมือดังกล่าวในการเข้าร่วมคณะของรองนายกรัฐมนตรี(นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์) เพื่อเข้าร่วมประชุมคณะกรรมาธิการร่วมระดับสูงไทย-ญี่ปุ่น(HLIC) ครั้งที่ 3 ในวันที่ 5 มิถุนายน 2560 ณ กรุงโตเกียว เพื่อส่งเสริมความร่วมมือด้านระบบรางระหว่างกันอย่างเป็นรูปธรรมยิ่งขึ้น
ทั้งนี้ในร่างบันทึกความร่วมมือดังกล่าวสรุปสาระสำคัญ 8 แผนการเพื่อการขับเคลื่อนดังนี้คือ 1.การพัฒนารถไฟความเร็วสูงเส้นทางกรุงเทพฯ-เชียงใหม่ จะใช้เทคโนโลยีรถไฟความเร็วสูงของญี่ปุ่น(ระบบซินคันเซ็น) รวมถึงการใช้รางเฉพาะตลอดเส้นทาง แบ่งการดำเนินงานออกเป็น 2 ระยะ ได้แก่ ช่วงกรุงเทพฯ-พิษณุโลก และช่วงพิษณุโลก-เชียงใหม่ โดยจะดำเนินการช่วงกรุงเทพฯ-พิษณุโลก ก่อน และสรุกการศึกษาฉบับสุดท้ายภายในปี 2560 โดยจะหารือรายละเอียดการออกแบบเส้นทาง ช่วงบางซื่อ-บ้านภาชี ที่จะประสานงานกับโครงการต่างๆที่เกี่ยวข้อง รวมถึงให้ความสำคัญของการพัฒนาเมืองและพื้นที่เชิงพาณิชย์ตามแนวเส้นทางอีกด้วย
2.การพัฒนาเส้นทางรถไฟตามแนวทางเศรษฐกิจด้านใต้ ทั้ง 2 ฝ่ายยินดีกับผลการวิเคราะห์และข้อเสนอแนะการศึกษาขององค์การความร่วมมือระหว่างประเทศของญี่ปุ่น(ไจก้า)ตามบันทึกความร่วมมือที่ได้ลงนามร่วมกันเมื่อเดือนพฤษภาคม 2558 เพื่อส่งเสริมการพัฒนาเมืองและพื้นที่เศรษฐกิจ รวมถึงการเชื่อมโยงกับประเทศเพื่อนบ้านไปยังกัมพูชาและเวียดนามผ่านเส้นทางจากกาญจนบุรี-กรุงเทพฯ-สระแก้วที่จะเชื่อมกับเมืองปอยเปตของกัมพูชาจึงเป็นเส้นทางเชื่อมโยง 3 ประเทศของรถไฟตามแนวเส้นทางนี้
3.การให้บริการขนส่งสินค้าทางรถไฟ โดยตั้งคณะทำงานเพื่อหารือรายละเอียดในการดำเนินงานให้บริการทางรถไฟรูปแบบใหม่ 4.การพัฒนาเศรษฐกิจตามแนวระเบียงเศรษฐกิจตะวันออก-ตะวันตก(E-W Economic corridor) โดยเลือกแนวเส้นทางโครงการก่อสร้างทางรถไฟช่วงนครสวรรค์-บ้านไผ่ เพื่อเสริมสร้างความแข็งแกร่งในการเชื่อมโยงภูมิภาค รวมถึงการส่งผลต่อเศรษฐกิจในอนาคต
5.ระบบการขนส่งมวลชนทางราง โดยญี่ปุ่นได้แนะนำการใช้เทคโนโลยีรถไฟของญี่ปุ่น สำหรับโครงการรถไฟสายสีแดง และทั้ง 2 ฝ่ายจะทำงานกันอย่างใกล้ชิดเพื่อส่งเสริมการใช้เทคโนโลยีรถไฟของญี่ปุ่นสำหรับระบบขนส่งมวลชนทางรางในกรุงเทพฯ-ปริมณฑล 6.แผนแม่บทระบบขนส่งมวลชนทางรางในเขตกรุงเทพฯ-ปริมณฑล ระยะที่ 2(M-Map 2) MLIT และ JICA แสดงความตั้งใจที่จะสนับสนุนรัฐบาลไทยในการจัดทำแผนแม่บทระบบขนส่งมวลชนทางรางในเขตกรุงเทพฯ- ปริมณฑล ระยะที่ 2 ภายในเดือนมีนาคม 2561
7.การพัฒนาพื้นที่สถานีกลางบางซื่อ MLIT และ JICA จะให้ข้อเสนอแนะต่อแผนแม่บทแบบบูรณาการ โดยจัดทำการศึกษาเพื่อวิเคราะห์และเสนอแนวคิดการพัฒนาพื้นที่สถานีกลางบางซื่อให้เป็นศูนย์กลางการขนส่งทางรถไฟ รวมถึงบูรณาการพื้นที่กับหน้าที่ของเมืองหลัก และโครงสร้างองค์กรที่เหมาะสม และ 8.ความร่วมมือเพิ่มเติมสำหรับรถไฟความเร็วสูง ญี่ปุ่นจะให้การสนับสนุนในการวางแผนด้านความปลอดภัยและความน่าเชื่อถือของรถไฟความเร็วสูง โดยใช้เทคโนโลยีญี่ปุ่นที่ทันสมัย และญี่ปุ่นจะให้ความร่วมมือสำหรับความเป็นไปได้กับบทบาทสำคัญของโครงการรถไฟความเร็วสูง เส้นทางกรุงเทพฯ-ระยอง เพื่อพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจภาคตะวันออกในอนาคต และรถไฟความเร็วสูง เส้นทางกรุงเทพฯ-กัวลาลัมเปอร์
"เรื่องดังกล่าวนี้เป็นความต่อเนื่องของความร่วมมือระหว่างไทย-ญี่ปุ่นที่ได้ดำเนินการในช่วงที่ผ่านมาโดยทั้ง 8 ประเด็นดังกล่าวได้มีความก้าวหน้าตามลำดับ โดยเฉพาะแนวเส้นทางรถไฟความเร็วสูงสายเหนือและสายตะวันออกเฉียงเหนือได้แนวเส้นทางแยกชัดเจนแล้ว อยู่ระหว่างการหารือร่วมกัน ส่วนแนวด้านใต้ขณะนี้ได้มีการทดลองขนส่งด้วยตู้สินค้าคอนเทนเนอร์ขนาดเล็กซึ่งคาดว่าจะได้รายละเอียดของผลการทดลองในเร็วๆนี้ เช่นเดียวกับช่วงบ้านไผ่-นครพนมที่ฝ่ายไทยโดยการรถไฟแห่งประเทศไทย(ร.ฟ.ท.) ดำเนินการศึกษารองรับไว้แล้ว ซึ่งฝ่ายญี่ปุ่นรับศึกษาช่วงเชื่อมไปยังอ.แม่สอด จ.ตาก ต่อไป"นายอาคม กล่าว






