
"ปณิธาน"ชี้! มืออาชีพลงมือ บึ้มรพ.พระมงกุฎเกล้า หวังผลสูงทางการเมือง
วันที่ 22 พ.ค. 60 -นายปณิธาน วัฒนายากร ที่ปรึกษารองนายกรัฐมนตรี(พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ )กล่าวถึงเหตุระเบิดโรงพยาบาลพระมงกุฎเกล้าในช่วงสายวันนี้จนมีผู้บาดเจ็บ25คนว่า ยอมรับคนก่อเหตุเป็นคนที่มีประสบการณ์มีศักยภาพ แล้วมีเครือข่ายไม่ใช่มือสมัครเล่น แต่ไม่ได้น่าวิตกกังวลอะไร ซึ่งการก่อเหตุมีพัฒนาการที่สลับซับซ้อน มีรูปการหวังผลทางการเมืองสูง เพื่อให้คนตื่นตระหนกวิตกกังวล เพราะเป็นการก่อเหตุในสถานที่สาธารณะ ที่เกี่ยวโยงกับการดำรงชีวิตประจำวันของประชาชน แล้วยังเป็นพื้นที่ควบคุมไม่มาก จึงเป็นเหตุให้เกิดผลกระทบได้ง่าย
"ต้องยอมรับว่า ฝ่ายความมั่นคงต้องมีการปรับระบบในการทำหน้าที่ อย่างไรก็ตามพล.อ.ประวิตรได้รับทราบถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นแล้ว ได้สั่งการให้เจ้าหน้าที่ทำงานอย่างเต็มที่ เพื่อนำเอาข้อมูลมารายงานให้ประชาชนได้รับทราบ โดยฝ่ายความมั่นคงจะต้องปรับพื้นที่สาธารณะและพื้นที่สำคัญ แม้จะเห็นชัดในบางกรณีไม่ได้หวังทำร้ายถึงชีวิต แต่เห็นผลกระทบสูงมาก จึงต้องมาจัดระบบให้ดีขึ้น ในการควบคุมพื้นที่เชิงยุทธศาสตร์ของฝ่ายตรงข้ามที่พวกเขามองว่า โจมตีแล้วได้ผลสูง อย่างน้อยคือ ประชาชนมีความตื่นตระหนก มีความกังวล คนที่ทำงานได้เครดิต คนที่ทำงานในพื้นที่ได้รับผลกระทบรุนแรงไปด้วย แต่ในแง่ผลกระทบถือว่า ไม่รุนแรงมากนักแต่ประมาทไม่ได้" ที่ปรึกษารองนายกรัฐมนตรีกล่าว
นายปณิธาน กล่าวว่า พล.อ.ประวิตรได้กำชับให้มีการจัดระบบตั้งแต่ช่วงที่เกิดเหตุที่สำนักงานสลากกินเเบ่งรัฐบาล ถนนราชดำเนินแล้ว ให้มีความเป็นระบบเพิ่มขึ้นในพื้นที่เปิด เพราะถือว่าเป็นพื้นที่รวมของทุกฝ่าย พวกเราต้องเข้าไปดู เพราะพวกเขาคงเข้าไปก่อกวน ซึ่งเราทราบหมดแล้วอะไรบ้างที่เป็นพื้นที่ละเอียดอ่อน ล่อแหลม
เมื่อถามว่า ถือเป็นการท้าทาย คสช. หรือไม่ที่เกิดเหตุในวันที่ 22 พ.ค. นายปณิธาน กล่าวว่า คงต้องดูข้อเท็จจริง แต่ก็จะกระทบต่อความรู้สึกของคนในแง่การรักษาความสงบเรียบร้อย แม้ผลจริงนั้นจะไม่กระทบกระเทือนต่อแง่ความสูญเสีย เป็นเรื่องที่เราต้องทำงานเชิงลึกมากขึ้น ดังนั้นต้องหาทางป้องกันพื้นที่สาธารณะเหล่านี้ในหลายประเทศเป็นพื้นที่ที่ดูแลยากมาก แต่ไทยก็นำมาใช้ได้ประสบความสำเร็จระดับหนึ่งในพื้นที่ภาคใต้ ทำให้พวกเขาเปลี่ยนรูปแบบ เช่น กรณีระเบิดที่ห้างสรรพสินค้าบิ๊กซีอ.เมือง จ.ปัตตานีที่พวกเขาเปลี่ยนวิธีการให้แยบยลเเละซับซ้อนมากขึ้นโดยมีเครือข่าย เจ้าหน้าที่ต้องเข้าพื้นที่อย่างระมัดระวังมากขึ้น
"โรงพยาบาลเป็นพื้นที่ถือว่า ทุกคนได้ประโยชน์ร่วมกัน เป็นพื้นที่สากล นานาชาติก็ประณาม ไม่ว่า จะเกิดอะไรขึ้นก็ไม่สามารถปฏิบัติเช่นนั้นได้ มันผิดหลักการ แต่ยิ่งผิดหลัก ก็ยิ่งทำให้คนตื่นตระหนก ทำให้ได้ผลเชิงอื่นๆ" นายปณิธาน กล่าว
เมื่อถามว่า แสดงว่า ผู้ก่อเหตุพุ่งเป้าไปที่เชิงสัญลักษณ์คือ โรงพยาบาลพระมงกุฎเกล้า นายปณิธาน กล่าวว่า คงต้องดูรายละเอียดในเรื่องของพยาน แต่พื้นที่เชิงสัญลักษณ์ พื้นที่เชิงพาณิชย์ พื้นที่สาธารณะมีคนใช้หลากหลายกลุ่ม ดังนั้นต้องดูรายละเอียดจากองค์ประกอบ เมื่อถามว่า พล.อ.ประวิตร กำชับเรื่องนี้อย่างไร นายปณิธานกล่าวว่า พล.อ.ประวิตร กำชับมาตั้งแต่แรกแล้วว่า อย่าประมาท ให้คัดกรอง ให้วางมาตรการที่เข้มข้น เราต้องทำมากขึ้น อย่างไรก็ตามการคัดกรองมากๆอาจทำให้เกิดความซ้ำซ้อนขึ้นมามากขึ้น แต่ระบบการคัดกรองอาจจะไม่ได้ถึงระบบการป้องกันได้ร้อยเปอร์เซ็นต์ ปกติมีเจ้าหน้าที่ เวรยาม มีกล้องวงจรปิด มีระบบการข่าว แต่ถ้าการคัดกรองหมายถึง จำเป็นจะต้องตรวจตรามากขึ้นเรื่อยๆ เช่น ในพื้นที่ภาคใต้ ตอนนี้หากจะเข้าที่สาธารณะจะต้องวางบัตรประชาชน ตรวจสัมภาระมากขึ้น ซึ่งก็อาจเกิดความไม่สะดวก แต่จำเป็น
เมื่อถามว่า เมื่อเกิดเหตุที่โรงพยาบาลแล้ว คิดว่า จากนี้ไปจุดไหนคือจุดอ่อนไหว นายปณิธาน กล่าวว่า ฝ่ายความมั่นคงกำชับไปหลายพื้นที่ โดยเฉพาะพื้นที่ที่เป็นสาธารณูปโภค พื้นที่เชิงพาณิชย์ พื้นที่ส่วนกลางที่หลายๆฝ่ายเข้ามาใช้ เมื่อถามว่า รวมถึงทำเนียบรัฐบาล หรือไม่ นายปณิธาน กล่าวว่า ในแง่ของพื้นที่ราชการ ค่ายทหาร ทำเนียบรัฐบาล สถานที่ราชการนั้นไม่ค่อยมีปัญหาเพราะมีความคุ้นเคยกับคนที่เข้า-ออก คนที่ทำงาน และมาติดต่ออยู่แล้ว แต่ก็ประมาทไม่ได้ พล.อ.ประวิตรกำหนดให้ทุกคนดูแลรับผิดชอบ แต่ละพื้นที่เป็นการเฉพาะ เช่น ทำเนียบฯ มีตำรวจดูแลเฉพาะ โดยพวกเขาก็ได้รับคำสั่งให้ดูแลความปลอดภัยมากขึ้น
ด้าน พ.อ.วินธัย สุวารี โฆษกคสช. กล่าวภายหลังการประชุมหน่วยงานความมั่นคงที่เกี่ยวข้องเป็นการด่วนถึงเหตุระเบิดภายในอาคารเฉลิมพระเกียรติ 6 รอบ พระชนมพรรษา โรงพยาบาลพระมงกุฎเกล้าว่า เจ้าหน้าที่หน่วยงานความมั่นคงต้องไม่ประมาท จากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเท่าที่ดูจากพยานหลักฐาน ผู้ก่อเหตุมีจำนวนไม่มาก และวัตถุพยานคาดว่า จะเป็นกลุ่มเดียวกันกับที่ก่อเหตุบริเวณด้านหน้าสำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาล ถนนราชดำเนิน และบริเวณด้านหน้าโรงละครแห่งชาติ
พ.อ.วินธัย กล่าวว่า ส่วนเหตุที่เกิดขึ้นจะกระทบต่อความมั่นใจของประชาชนที่เคยยอมรับคสช.ในการดูแลรักษาความสงบเรียบร้อยหรือไม่นั้น ต้องมองในภาพการทำงาน เจ้าหน้าที่ไม่ได้หย่อนยาน ซึ่งยังคงทำงานอย่างหนัก แต่สิ่งที่เกิดขึ้นมาจากช่องโหว่ที่เล็กน้อยมาก และกำหนดเป้าหมายที่ค่อนข้างอ่อนไหวในแต่ละพื้นที่ ดังนั้นไม่ชี้ชัดได้ว่าเป็นความบกพร่องของใคร แต่เป้าหมายของคนบางกลุ่มพยายามดำเนินการทำลายความน่าเชื่อถือของรัฐและคสช. แต่เชื่อว่าประชาชนส่วนใหญ่จะเข้าใจและติดตามการทำงานของคสช. อย่างไรก็ตามเจ้าหน้าที่พยายามทำทุกมาตรการเพื่อให้สังคมสงบและมีความเรียบร้อย ประชาชนสามารถดำเนินชีวิตได้อย่างสบายใจมากที่สุด
เมื่อถามว่า ด้านการข่าวมีรายงานจะเกิดเหตุการณ์แบบนี้ขึ้นอีกหรือไม่ พ.อ.วินธัย กล่าวว่า ในทางการข่าวถือว่ายังมีความพยายามอยู่ แต่ผู้ไม่หวังดีจะสามารถทำได้มากหรือน้อยแค่ไหนขึ้นอยู่กับองค์ประกอบอื่นๆด้วย
"ต้องยอมรับว่า ฝ่ายความมั่นคงต้องมีการปรับระบบในการทำหน้าที่ อย่างไรก็ตามพล.อ.ประวิตรได้รับทราบถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นแล้ว ได้สั่งการให้เจ้าหน้าที่ทำงานอย่างเต็มที่ เพื่อนำเอาข้อมูลมารายงานให้ประชาชนได้รับทราบ โดยฝ่ายความมั่นคงจะต้องปรับพื้นที่สาธารณะและพื้นที่สำคัญ แม้จะเห็นชัดในบางกรณีไม่ได้หวังทำร้ายถึงชีวิต แต่เห็นผลกระทบสูงมาก จึงต้องมาจัดระบบให้ดีขึ้น ในการควบคุมพื้นที่เชิงยุทธศาสตร์ของฝ่ายตรงข้ามที่พวกเขามองว่า โจมตีแล้วได้ผลสูง อย่างน้อยคือ ประชาชนมีความตื่นตระหนก มีความกังวล คนที่ทำงานได้เครดิต คนที่ทำงานในพื้นที่ได้รับผลกระทบรุนแรงไปด้วย แต่ในแง่ผลกระทบถือว่า ไม่รุนแรงมากนักแต่ประมาทไม่ได้" ที่ปรึกษารองนายกรัฐมนตรีกล่าว
นายปณิธาน กล่าวว่า พล.อ.ประวิตรได้กำชับให้มีการจัดระบบตั้งแต่ช่วงที่เกิดเหตุที่สำนักงานสลากกินเเบ่งรัฐบาล ถนนราชดำเนินแล้ว ให้มีความเป็นระบบเพิ่มขึ้นในพื้นที่เปิด เพราะถือว่าเป็นพื้นที่รวมของทุกฝ่าย พวกเราต้องเข้าไปดู เพราะพวกเขาคงเข้าไปก่อกวน ซึ่งเราทราบหมดแล้วอะไรบ้างที่เป็นพื้นที่ละเอียดอ่อน ล่อแหลม
เมื่อถามว่า ถือเป็นการท้าทาย คสช. หรือไม่ที่เกิดเหตุในวันที่ 22 พ.ค. นายปณิธาน กล่าวว่า คงต้องดูข้อเท็จจริง แต่ก็จะกระทบต่อความรู้สึกของคนในแง่การรักษาความสงบเรียบร้อย แม้ผลจริงนั้นจะไม่กระทบกระเทือนต่อแง่ความสูญเสีย เป็นเรื่องที่เราต้องทำงานเชิงลึกมากขึ้น ดังนั้นต้องหาทางป้องกันพื้นที่สาธารณะเหล่านี้ในหลายประเทศเป็นพื้นที่ที่ดูแลยากมาก แต่ไทยก็นำมาใช้ได้ประสบความสำเร็จระดับหนึ่งในพื้นที่ภาคใต้ ทำให้พวกเขาเปลี่ยนรูปแบบ เช่น กรณีระเบิดที่ห้างสรรพสินค้าบิ๊กซีอ.เมือง จ.ปัตตานีที่พวกเขาเปลี่ยนวิธีการให้แยบยลเเละซับซ้อนมากขึ้นโดยมีเครือข่าย เจ้าหน้าที่ต้องเข้าพื้นที่อย่างระมัดระวังมากขึ้น
"โรงพยาบาลเป็นพื้นที่ถือว่า ทุกคนได้ประโยชน์ร่วมกัน เป็นพื้นที่สากล นานาชาติก็ประณาม ไม่ว่า จะเกิดอะไรขึ้นก็ไม่สามารถปฏิบัติเช่นนั้นได้ มันผิดหลักการ แต่ยิ่งผิดหลัก ก็ยิ่งทำให้คนตื่นตระหนก ทำให้ได้ผลเชิงอื่นๆ" นายปณิธาน กล่าว
เมื่อถามว่า แสดงว่า ผู้ก่อเหตุพุ่งเป้าไปที่เชิงสัญลักษณ์คือ โรงพยาบาลพระมงกุฎเกล้า นายปณิธาน กล่าวว่า คงต้องดูรายละเอียดในเรื่องของพยาน แต่พื้นที่เชิงสัญลักษณ์ พื้นที่เชิงพาณิชย์ พื้นที่สาธารณะมีคนใช้หลากหลายกลุ่ม ดังนั้นต้องดูรายละเอียดจากองค์ประกอบ เมื่อถามว่า พล.อ.ประวิตร กำชับเรื่องนี้อย่างไร นายปณิธานกล่าวว่า พล.อ.ประวิตร กำชับมาตั้งแต่แรกแล้วว่า อย่าประมาท ให้คัดกรอง ให้วางมาตรการที่เข้มข้น เราต้องทำมากขึ้น อย่างไรก็ตามการคัดกรองมากๆอาจทำให้เกิดความซ้ำซ้อนขึ้นมามากขึ้น แต่ระบบการคัดกรองอาจจะไม่ได้ถึงระบบการป้องกันได้ร้อยเปอร์เซ็นต์ ปกติมีเจ้าหน้าที่ เวรยาม มีกล้องวงจรปิด มีระบบการข่าว แต่ถ้าการคัดกรองหมายถึง จำเป็นจะต้องตรวจตรามากขึ้นเรื่อยๆ เช่น ในพื้นที่ภาคใต้ ตอนนี้หากจะเข้าที่สาธารณะจะต้องวางบัตรประชาชน ตรวจสัมภาระมากขึ้น ซึ่งก็อาจเกิดความไม่สะดวก แต่จำเป็น
เมื่อถามว่า เมื่อเกิดเหตุที่โรงพยาบาลแล้ว คิดว่า จากนี้ไปจุดไหนคือจุดอ่อนไหว นายปณิธาน กล่าวว่า ฝ่ายความมั่นคงกำชับไปหลายพื้นที่ โดยเฉพาะพื้นที่ที่เป็นสาธารณูปโภค พื้นที่เชิงพาณิชย์ พื้นที่ส่วนกลางที่หลายๆฝ่ายเข้ามาใช้ เมื่อถามว่า รวมถึงทำเนียบรัฐบาล หรือไม่ นายปณิธาน กล่าวว่า ในแง่ของพื้นที่ราชการ ค่ายทหาร ทำเนียบรัฐบาล สถานที่ราชการนั้นไม่ค่อยมีปัญหาเพราะมีความคุ้นเคยกับคนที่เข้า-ออก คนที่ทำงาน และมาติดต่ออยู่แล้ว แต่ก็ประมาทไม่ได้ พล.อ.ประวิตรกำหนดให้ทุกคนดูแลรับผิดชอบ แต่ละพื้นที่เป็นการเฉพาะ เช่น ทำเนียบฯ มีตำรวจดูแลเฉพาะ โดยพวกเขาก็ได้รับคำสั่งให้ดูแลความปลอดภัยมากขึ้น
ด้าน พ.อ.วินธัย สุวารี โฆษกคสช. กล่าวภายหลังการประชุมหน่วยงานความมั่นคงที่เกี่ยวข้องเป็นการด่วนถึงเหตุระเบิดภายในอาคารเฉลิมพระเกียรติ 6 รอบ พระชนมพรรษา โรงพยาบาลพระมงกุฎเกล้าว่า เจ้าหน้าที่หน่วยงานความมั่นคงต้องไม่ประมาท จากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเท่าที่ดูจากพยานหลักฐาน ผู้ก่อเหตุมีจำนวนไม่มาก และวัตถุพยานคาดว่า จะเป็นกลุ่มเดียวกันกับที่ก่อเหตุบริเวณด้านหน้าสำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาล ถนนราชดำเนิน และบริเวณด้านหน้าโรงละครแห่งชาติ
พ.อ.วินธัย กล่าวว่า ส่วนเหตุที่เกิดขึ้นจะกระทบต่อความมั่นใจของประชาชนที่เคยยอมรับคสช.ในการดูแลรักษาความสงบเรียบร้อยหรือไม่นั้น ต้องมองในภาพการทำงาน เจ้าหน้าที่ไม่ได้หย่อนยาน ซึ่งยังคงทำงานอย่างหนัก แต่สิ่งที่เกิดขึ้นมาจากช่องโหว่ที่เล็กน้อยมาก และกำหนดเป้าหมายที่ค่อนข้างอ่อนไหวในแต่ละพื้นที่ ดังนั้นไม่ชี้ชัดได้ว่าเป็นความบกพร่องของใคร แต่เป้าหมายของคนบางกลุ่มพยายามดำเนินการทำลายความน่าเชื่อถือของรัฐและคสช. แต่เชื่อว่าประชาชนส่วนใหญ่จะเข้าใจและติดตามการทำงานของคสช. อย่างไรก็ตามเจ้าหน้าที่พยายามทำทุกมาตรการเพื่อให้สังคมสงบและมีความเรียบร้อย ประชาชนสามารถดำเนินชีวิตได้อย่างสบายใจมากที่สุด
เมื่อถามว่า ด้านการข่าวมีรายงานจะเกิดเหตุการณ์แบบนี้ขึ้นอีกหรือไม่ พ.อ.วินธัย กล่าวว่า ในทางการข่าวถือว่ายังมีความพยายามอยู่ แต่ผู้ไม่หวังดีจะสามารถทำได้มากหรือน้อยแค่ไหนขึ้นอยู่กับองค์ประกอบอื่นๆด้วย






