
พม.รีวิวแผนที่อยู่อาศัย20ปี กคช.จ่อปรับมูลค่าการร่วมลงทุนเอกชนเป็น3พันล้าน
พม.ทบทวนร่างยุทธศาสตร์การพัฒนาที่อยู่อาศัยระยะ 20 ปี “อดุลย์” ยันพร้อมปรับข้อเสนอให้สอดคล้องกับแผนพัฒนาและการร่วมลงทุนกับเอกชน คาดยกร่างแล้วเสร็จปลายเดือนนี้ก่อนเสนอครม.ต้นมิถุนายนนี้ ผู้ว่าการกคช.ปิ๊งไอเดียเสนอเพิ่มมูลค่าร่วมลงทุนจาก 100 ล้านสู่ 3 พันล้านบาท
พล.ต.อ.อดุลย์ แสงสิงแก้ว รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) เปิดเผยว่าได้ดำเนินการจัดทำยุทธศาสตร์การพัฒนาที่อยู่อาศัยระยะ 20 ปี(พ.ศ. 2560-2579) ขึ้นด้วยการสานต่อการพัฒนาที่อยู่อาศัยทั่วประเทศตามแผนยุทธศาสตร์การพัฒนาที่อยู่อาศัย 10 ปี (พ.ศ.2559-2568) เพื่อใช้เป็นกรอบการพัฒนาที่อยู่อาศัยระยะยาวและเสริมสร้างความมั่นคงด้านที่อยู่อาศัยของประชาชนทุกกลุ่มเป้าหมาย และครอบคลุมในทุกมิติ ภายใต้วิสัยทัศน์ “คนไทยทุกคนมีที่อยู่อาศัยถ้วนทั่ว และมีคุณภาพชีวิตที่ดีในปี 2579 :SMART Housing”
โดยเน้นบูรณาการความร่วมมือในการดำเนินงานระหว่างหน่วยงานของกระทรวงการพัฒนาสังคมฯ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน ภาคประชาสังคม และประชาชน มีเป้าหมายเชิงยุทธศาสตร์ด้านที่อยู่อาศัย ที่มุ่งเน้นให้มีปริมาณที่อยู่อาศัยที่กลุ่มเป้าหมายรับภาระได้อย่างเพียงพอ ประชาชนมีความมั่นคงในการอยู่อาศัย ที่อยู่อาศัยมีคุณภาพ ได้มาตรฐาน ถูกสุขลักษณะ และเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ในชุมชนที่มีสภาพแวดล้อมที่ดี รวมทั้งมีการบริหารจัดการด้านการอยู่อาศัยที่มีประสิทธิภาพและยั่งยืน
ประการสำคัญปัจจุบันความต้องการด้านที่อยู่อ่าศัย ยังประสบปัญหา คือ การขาดแคลนหรือความไม่เพียงพอต่อความต้องการที่อยู่อาศัยของประชาชนโดยเฉพาะกลุ่มผู้มีรายได้น้อย มีที่อยู่อาศัยที่ไม่ได้มาตรฐาน การขาดแคลนความมั่นคงในการถือครองที่ดิน หรือการไม่มีกรรมสิทธิ์ในการอยู่อาศัย รวมถึงการขยายตัวทางเศรษฐกิจยิ่งสูงความต้องการที่อยู่อาศัยก็ยิ่งมากขึ้น
“พม.พร้อมนำข้อเสนอจากทุกฝ่ายไปปรับให้สอดคล้องแผนพัฒนาและเร่งทบทวนให้แล้วเสร็จปลายเดือนพฤษภาคมนี้ ก่อนที่จะเร่งนำเสนอคณะรัฐมนตรี(ครม.) เห็นชอบในช่วงต้นเดือนมิถุนายนนี้เพื่อเร่งผลักดันต่อไป ทั้งนี้ความร่วมมือเกี่ยวกับการพัฒนาที่อยู่อาศัยที่มีประสิทธิภาพ และการสร้างความมั่นคงในการอยู่อาศัยให้กับประชาชนนับเป็นอีกหนึ่งมิติของความร่วมมือที่สมควรให้การสนับสนุนและพัฒนาอย่างต่อเนื่องซึ่งผลลัพธ์สุดท้ายของความร่วมมือดังกล่าวจะนำมาซึ่งการพัฒนาที่อยู่อาศัยที่มีคุณภาพ ได้มาตรฐานถูกสุขลักษณะ และเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมในชุมชนที่มีสภาพแวดล้อมที่ดี ลดความเหลื่อมลํ้าและเกิดความเป็นธรรมในสังคมมากขึ้น ซึ่งสอดคล้องกับภาพรวมทิศทางการพัฒนาที่เป็นไปตามสถานการณ์ปัจจุบันอย่างเป็นรูปธรรม” พล.ต.อ.อดุลย์ กล่าว
ด้านนายธัชพล กาญจนกูล ผู้ว่าการการเคหะแห่งชาติ(กคช.) กล่าวว่า พม.ได้มอบหมายให้กคช.เร่งจัดสร้างที่อยู่อาศัยสำหรับผู้มีรายได้น้อยที่ยังไม่มีกรรมสิทธิ์เป็นของตนเองภายใต้แผนยุทธศาสตร์การพัฒนาที่อยู่อาศัย 10 ปี (พ.ศ.2559 - 2568)ซึ่งเป็นเจตจำนงของรัฐบาลที่ต้องการเสริมสร้างความเสมอภาค ลดความเหลื่อมลํ้า สร้างโอกาสในการเข้าถึงสวัสดิการและที่อยู่อาศัยให้กับผู้มีรายได้น้อยกคช.จึงได้จัดทำโครงการพัฒนาที่อยู่อาศัยชุดที่ 1 ปี 2559 จำนวน21 โครงการ รวมทั้งสิ้น 6,129หน่วย โดยเสนอโครงการดังกล่าวต่อครม.ผ่าน พม. ซึ่งครม.ให้ความเห็นชอบแล้ว เมื่อวันที่ 16พฤษภาคม 2560 ที่ผ่านมา
ทั้งนี้ กคช.จะนำฐานข้อมูลผลสำรวจความต้องการที่อยู่อาศัยของประชาชนผ่านแอพพลิเคชันไม่มีกรรมสิทธิ์เป็นของตนเองภายใต้แผนยุทธศาสตร์การพัฒนาที่อยู่อาศัย 10 ปี (พ.ศ.2559 - 2568)ซึ่งเป็นเจตจำนงของรัฐบาลที่ต้องการเสริมสร้างความเสมอภาค ลดความเหลื่อมลํ้า สร้างโอกาสในการเข้าถึงสวัสดิการและที่อยู่อาศัยให้กับผู้มีรายได้น้อยกคช.จึงได้จัดทำโครงการพัฒนาที่อยู่อาศัยชุดที่ 1 ปี 2559 จำนวน21 โครงการ รวมทั้งสิ้น 6,129หน่วย โดยเสนอโครงการดังกล่าวต่อครม.ผ่าน พม. ซึ่งครม.ให้ความเห็นชอบแล้ว เมื่อวันที่ 16พฤษภาคม 2560 ที่ผ่านมา
ทั้งนี้ กคช.จะนำฐานข้อมูลผลสำรวจความต้องการที่อยู่อาศัยของประชาชนผ่านแอพพลิเคชัน“คนไทยมีบ้าน” หรือ “Homefor All” ที่ พม. โดยกคช. และสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน(องค์การมหาชน) จัดทำร่วมกับกระทรวงการคลัง โดยธนาคารอาคารสงเคราะห์ นำมาประยุกต์ใช้ในการวางแผนด้านการตลาดโครงการพัฒนาที่อยู่อาศัยชุดที่1 ปี 2559 ให้สามารถเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายได้อย่างมีประสิทธิภาพทั้งด้านทำเลที่ตั้งโครงการ ระดับราคา และสอดคล้องกับรายได้ของผู้มีรายได้น้อย ซึ่งจะช่วยให้คนไทยมีบ้านอย่างถ้วนทั่วตามนโยบาย “ประชารัฐ” ของรัฐบาล“ส่วนการหาที่ดินนั้นมีแนวทางการร่วมมือกับภาคเอกชนโดยหากกคช.สามารถร่วมลงทุนโดยเอกชนร่วมลงทุนเป็นเงินบาง
ส่วน ส่วนกคช.จัดหาที่ดิน แล้วนำไปยื่นขอกู้จากสถาบันการเงินพัฒนารูปแบบมิกซ์ยูสผลตอบแทนจะมากขึ้น ยกตัวอย่างโมเดลหากกคช.มีที่ดินมูลค่าประมาณ 100ล้านบาท เมื่อนำไปร่วมกับเอกชนจะเพิ่มเป็น 300 ล้านบาท รวมเป็น 600 ล้านบาท เสนอสถาบันการเงินจะให้สินเชื่อเป็น 2 เท่าหรือประมาณ 1,000 ล้านบาทมูลค่าการลงทุนจึงเพิ่มเป็นเกือบ 2,000 ล้านบาท และหากโอนเข้ากองทุนใดกองทุนหนึ่งจะได้กำไรอีก 30% มูลค่าโครงการจึงเพิ่มขึ้นเป็นราว 3,000 ล้านบาท โมเดลนี้น่าสนใจมากกว่าในการดึงดูดเอกชนมาร่วมลงทุนกับกคช. รูปแบบจะแตกต่างจากการดำเนินการรูปแบบเดิมที่ผ่านมาโดยจะเร่งนำเสนอพม.และรัฐบาลเห็นชอบต่อไป”
จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 37 ฉบับที่ 3,263 วันที่ 21 - 24 พฤษภาคม พ.ศ. 2560
พล.ต.อ.อดุลย์ แสงสิงแก้ว รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) เปิดเผยว่าได้ดำเนินการจัดทำยุทธศาสตร์การพัฒนาที่อยู่อาศัยระยะ 20 ปี(พ.ศ. 2560-2579) ขึ้นด้วยการสานต่อการพัฒนาที่อยู่อาศัยทั่วประเทศตามแผนยุทธศาสตร์การพัฒนาที่อยู่อาศัย 10 ปี (พ.ศ.2559-2568) เพื่อใช้เป็นกรอบการพัฒนาที่อยู่อาศัยระยะยาวและเสริมสร้างความมั่นคงด้านที่อยู่อาศัยของประชาชนทุกกลุ่มเป้าหมาย และครอบคลุมในทุกมิติ ภายใต้วิสัยทัศน์ “คนไทยทุกคนมีที่อยู่อาศัยถ้วนทั่ว และมีคุณภาพชีวิตที่ดีในปี 2579 :SMART Housing”
โดยเน้นบูรณาการความร่วมมือในการดำเนินงานระหว่างหน่วยงานของกระทรวงการพัฒนาสังคมฯ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน ภาคประชาสังคม และประชาชน มีเป้าหมายเชิงยุทธศาสตร์ด้านที่อยู่อาศัย ที่มุ่งเน้นให้มีปริมาณที่อยู่อาศัยที่กลุ่มเป้าหมายรับภาระได้อย่างเพียงพอ ประชาชนมีความมั่นคงในการอยู่อาศัย ที่อยู่อาศัยมีคุณภาพ ได้มาตรฐาน ถูกสุขลักษณะ และเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ในชุมชนที่มีสภาพแวดล้อมที่ดี รวมทั้งมีการบริหารจัดการด้านการอยู่อาศัยที่มีประสิทธิภาพและยั่งยืน
ประการสำคัญปัจจุบันความต้องการด้านที่อยู่อ่าศัย ยังประสบปัญหา คือ การขาดแคลนหรือความไม่เพียงพอต่อความต้องการที่อยู่อาศัยของประชาชนโดยเฉพาะกลุ่มผู้มีรายได้น้อย มีที่อยู่อาศัยที่ไม่ได้มาตรฐาน การขาดแคลนความมั่นคงในการถือครองที่ดิน หรือการไม่มีกรรมสิทธิ์ในการอยู่อาศัย รวมถึงการขยายตัวทางเศรษฐกิจยิ่งสูงความต้องการที่อยู่อาศัยก็ยิ่งมากขึ้น
“พม.พร้อมนำข้อเสนอจากทุกฝ่ายไปปรับให้สอดคล้องแผนพัฒนาและเร่งทบทวนให้แล้วเสร็จปลายเดือนพฤษภาคมนี้ ก่อนที่จะเร่งนำเสนอคณะรัฐมนตรี(ครม.) เห็นชอบในช่วงต้นเดือนมิถุนายนนี้เพื่อเร่งผลักดันต่อไป ทั้งนี้ความร่วมมือเกี่ยวกับการพัฒนาที่อยู่อาศัยที่มีประสิทธิภาพ และการสร้างความมั่นคงในการอยู่อาศัยให้กับประชาชนนับเป็นอีกหนึ่งมิติของความร่วมมือที่สมควรให้การสนับสนุนและพัฒนาอย่างต่อเนื่องซึ่งผลลัพธ์สุดท้ายของความร่วมมือดังกล่าวจะนำมาซึ่งการพัฒนาที่อยู่อาศัยที่มีคุณภาพ ได้มาตรฐานถูกสุขลักษณะ และเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมในชุมชนที่มีสภาพแวดล้อมที่ดี ลดความเหลื่อมลํ้าและเกิดความเป็นธรรมในสังคมมากขึ้น ซึ่งสอดคล้องกับภาพรวมทิศทางการพัฒนาที่เป็นไปตามสถานการณ์ปัจจุบันอย่างเป็นรูปธรรม” พล.ต.อ.อดุลย์ กล่าว
ด้านนายธัชพล กาญจนกูล ผู้ว่าการการเคหะแห่งชาติ(กคช.) กล่าวว่า พม.ได้มอบหมายให้กคช.เร่งจัดสร้างที่อยู่อาศัยสำหรับผู้มีรายได้น้อยที่ยังไม่มีกรรมสิทธิ์เป็นของตนเองภายใต้แผนยุทธศาสตร์การพัฒนาที่อยู่อาศัย 10 ปี (พ.ศ.2559 - 2568)ซึ่งเป็นเจตจำนงของรัฐบาลที่ต้องการเสริมสร้างความเสมอภาค ลดความเหลื่อมลํ้า สร้างโอกาสในการเข้าถึงสวัสดิการและที่อยู่อาศัยให้กับผู้มีรายได้น้อยกคช.จึงได้จัดทำโครงการพัฒนาที่อยู่อาศัยชุดที่ 1 ปี 2559 จำนวน21 โครงการ รวมทั้งสิ้น 6,129หน่วย โดยเสนอโครงการดังกล่าวต่อครม.ผ่าน พม. ซึ่งครม.ให้ความเห็นชอบแล้ว เมื่อวันที่ 16พฤษภาคม 2560 ที่ผ่านมา
ทั้งนี้ กคช.จะนำฐานข้อมูลผลสำรวจความต้องการที่อยู่อาศัยของประชาชนผ่านแอพพลิเคชันไม่มีกรรมสิทธิ์เป็นของตนเองภายใต้แผนยุทธศาสตร์การพัฒนาที่อยู่อาศัย 10 ปี (พ.ศ.2559 - 2568)ซึ่งเป็นเจตจำนงของรัฐบาลที่ต้องการเสริมสร้างความเสมอภาค ลดความเหลื่อมลํ้า สร้างโอกาสในการเข้าถึงสวัสดิการและที่อยู่อาศัยให้กับผู้มีรายได้น้อยกคช.จึงได้จัดทำโครงการพัฒนาที่อยู่อาศัยชุดที่ 1 ปี 2559 จำนวน21 โครงการ รวมทั้งสิ้น 6,129หน่วย โดยเสนอโครงการดังกล่าวต่อครม.ผ่าน พม. ซึ่งครม.ให้ความเห็นชอบแล้ว เมื่อวันที่ 16พฤษภาคม 2560 ที่ผ่านมา
ทั้งนี้ กคช.จะนำฐานข้อมูลผลสำรวจความต้องการที่อยู่อาศัยของประชาชนผ่านแอพพลิเคชัน“คนไทยมีบ้าน” หรือ “Homefor All” ที่ พม. โดยกคช. และสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน(องค์การมหาชน) จัดทำร่วมกับกระทรวงการคลัง โดยธนาคารอาคารสงเคราะห์ นำมาประยุกต์ใช้ในการวางแผนด้านการตลาดโครงการพัฒนาที่อยู่อาศัยชุดที่1 ปี 2559 ให้สามารถเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายได้อย่างมีประสิทธิภาพทั้งด้านทำเลที่ตั้งโครงการ ระดับราคา และสอดคล้องกับรายได้ของผู้มีรายได้น้อย ซึ่งจะช่วยให้คนไทยมีบ้านอย่างถ้วนทั่วตามนโยบาย “ประชารัฐ” ของรัฐบาล“ส่วนการหาที่ดินนั้นมีแนวทางการร่วมมือกับภาคเอกชนโดยหากกคช.สามารถร่วมลงทุนโดยเอกชนร่วมลงทุนเป็นเงินบาง
ส่วน ส่วนกคช.จัดหาที่ดิน แล้วนำไปยื่นขอกู้จากสถาบันการเงินพัฒนารูปแบบมิกซ์ยูสผลตอบแทนจะมากขึ้น ยกตัวอย่างโมเดลหากกคช.มีที่ดินมูลค่าประมาณ 100ล้านบาท เมื่อนำไปร่วมกับเอกชนจะเพิ่มเป็น 300 ล้านบาท รวมเป็น 600 ล้านบาท เสนอสถาบันการเงินจะให้สินเชื่อเป็น 2 เท่าหรือประมาณ 1,000 ล้านบาทมูลค่าการลงทุนจึงเพิ่มเป็นเกือบ 2,000 ล้านบาท และหากโอนเข้ากองทุนใดกองทุนหนึ่งจะได้กำไรอีก 30% มูลค่าโครงการจึงเพิ่มขึ้นเป็นราว 3,000 ล้านบาท โมเดลนี้น่าสนใจมากกว่าในการดึงดูดเอกชนมาร่วมลงทุนกับกคช. รูปแบบจะแตกต่างจากการดำเนินการรูปแบบเดิมที่ผ่านมาโดยจะเร่งนำเสนอพม.และรัฐบาลเห็นชอบต่อไป”
จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 37 ฉบับที่ 3,263 วันที่ 21 - 24 พฤษภาคม พ.ศ. 2560






