
ตร.ไม่หวั่นหากต้องย้ายไปสังกัดยธ.
วันนี้ (19 พ.ค. 60) - พล.ต.ต.ทรงพล วัธนะชัย รองโฆษกสำนักงานตำรวจเเห่งชาติ กล่าวถึงกรณีคณะอนุกรรมการเฉพาะกิจเพื่อศึกษาแผนการปฏิรูปกิจการตำรวจ ในคณะกรรมการประสานงานระหว่างสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) และสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.) โดย พล.ต.ท.บุญเรือง ผลพานิชย์ ประธานคณะอนุกรรมการ เสนอให้สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (สตช.) เป็นหน่วยงานในสังกัดกระทรวงยุติธรรมว่า ตนพูดในฐานะรองโฆษกสำนักงานตำรวจเเห่งชาติว่า ข้าราชการกว่า 2 แสนนายทั่วประเทศ ไม่คัดค้าน หรือต่อต้านการโอนย้ายสำนักงานตำรวจแห่งชาติไปสังกัดกระทรวงยุติธรรม และไม่มองว่า เป็นการลดเกรดองค์กรหรือเสียศักดิ์ศรี
พล.ต.ต.ทรงพลกล่าวว่า เพราะก่อนหน้านี้ สตช. สังกัดสำนักนายกรัฐมนตรี โดยตำรวจทุกนายพร้อมน้อมรับแนวคิดของคณะอนุกรรมการเฉพาะกิจเพื่อศึกษาแผนการปฏิรูปกิจการตำรวจ ในคณะกรรมการประสานงานระหว่าง สนช. และ สปท. โดยให้เป็นไปตามนโยบายของรัฐบาล และยึดผลประโยชน์ของประชาชนเป็นที่ตั้ง เพราะสตช. ยังมีอำนาจการสืบสวนสอบสวนคดีเหมือนเดิม ซึ่งอำนาจการสอบสวนคดีเป็นคนละส่วนกับกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) อยู่แล้ว และยืนยันว่า สามารถทำงานร่วมกันได้ โดยไม่มีปัญหาส่วนเหตุผลการปฏิรูปองค์กรตำรวจในลักษณะนี้
พล.ต.ต.ทรงพลระบุว่า ขอให้ไปสอบถามกับ สปท. เพราะที่ผ่านมา สตช. ก็มีแนวทางการปฏิรูปประเทศอยู่แล้ว ส่วนตำแหน่ง ผบ.ตร. ที่มีการกำหนดคุณสมบัติว่าจะต้องผ่านงานสอบสวนอย่างน้อย 2 ปี และร่วมรับผิดชอบสำนวนสอบสวนไม่น้อยกว่า 70 คดีนั้น มองว่า ไม่ได้เป็นการล็อคสเปคผู้ที่จะมารับตำแหน่งผบ.ตร.ในอนาคตแต่อย่างใด
พล.ต.ต.ทรงพลกล่าวว่า เพราะก่อนหน้านี้ สตช. สังกัดสำนักนายกรัฐมนตรี โดยตำรวจทุกนายพร้อมน้อมรับแนวคิดของคณะอนุกรรมการเฉพาะกิจเพื่อศึกษาแผนการปฏิรูปกิจการตำรวจ ในคณะกรรมการประสานงานระหว่าง สนช. และ สปท. โดยให้เป็นไปตามนโยบายของรัฐบาล และยึดผลประโยชน์ของประชาชนเป็นที่ตั้ง เพราะสตช. ยังมีอำนาจการสืบสวนสอบสวนคดีเหมือนเดิม ซึ่งอำนาจการสอบสวนคดีเป็นคนละส่วนกับกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) อยู่แล้ว และยืนยันว่า สามารถทำงานร่วมกันได้ โดยไม่มีปัญหาส่วนเหตุผลการปฏิรูปองค์กรตำรวจในลักษณะนี้
พล.ต.ต.ทรงพลระบุว่า ขอให้ไปสอบถามกับ สปท. เพราะที่ผ่านมา สตช. ก็มีแนวทางการปฏิรูปประเทศอยู่แล้ว ส่วนตำแหน่ง ผบ.ตร. ที่มีการกำหนดคุณสมบัติว่าจะต้องผ่านงานสอบสวนอย่างน้อย 2 ปี และร่วมรับผิดชอบสำนวนสอบสวนไม่น้อยกว่า 70 คดีนั้น มองว่า ไม่ได้เป็นการล็อคสเปคผู้ที่จะมารับตำแหน่งผบ.ตร.ในอนาคตแต่อย่างใด






