
‘ศรีไทยซุปเปอร์แวร์’ เร่งขับเคลื่อนฐานผลิตนอกบ้านเชิงรุก
บริษัท ศรีไทยซุปเปอร์แวร์ จำกัด (มหาชน) หรือSITHAI เป็นอีกหนึ่งบริษัทที่ให้ความสำคัญต่อการออกไปลงทุนนอกบ้าน มีการศึกษาศักยภาพของตลาดในประเทศเพื่อนบ้านอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะเวียดนาม ที่ขณะนี้ธุรกิจกำลังขยายตัวไปด้วยดี รวมถึงที่อินเดีย อินโดนีเซีย เมียนมาและฟิลิปปินส์ เพราะมองว่าตลาดเหล่านี้มีศักยภาพ สนั่น อังอุบลกุล ประธานกรรมการบริหาร บริษัทSITHAI ให้สัมภาษณ์พิเศษผ่าน"ฐานเศรษฐกิจ"ถึงสถานการณ์ลงทุนในต่างประเทศถึงความคืบหน้าแบบเจาะรายประเทศ
ซีอีโอ ศรีไทยซุปเปอร์แวร์ฯ ฉายภาพให้เห็นว่า มองเห็นศักยภาพตลาดเวียดนามมาตั้งแต่แรกว่า ตลาดในประเทศจะเติบโตต่อเนื่อง อีกทั้งสามารถส่งออกไปกัมพูชาได้ โดยใช้เวลาเดินทางเพียง 4 ชั่วโมงโดยรถบรรทุกจากโฮจิมินห์ไปยังกัมพูชา
ปัจจุบันที่เวียดนามมีโรงงานผลิตทั้งหมด 4 แห่ง ประกอบด้วย โรงงานที่1 และ2 ทำการผลิตสอง ผลิตภัณฑ์ที่โฮจิมินห์คือ การฉีดพลาสติก และเมลามีน จาน ชาม ซุปเปอร์แวร์ และโรงงานแห่งที่3 เป็นโรงงานฉีดพลาสติกที่ฮานอย และโรงที่4 ที่โฮจิมินห์ เป็นโรงงานฉีดพลาสติกในส่วนที่เป็นฝาขวดป้อนให้กับบรรจุภัณฑ์เครื่องดื่ม เช่น ขวดPET และผลิตหลอดPreform และและเมลามีน
-แผนบุกตลาดเวียดนามปี60
ซีอีโอ SITHAI กล่าวว่า ปี2560 จะลงทุนเชิงรุก ใน 4 ส่วนที่เวียดนามคือ 1.เริ่มบุกสินค้าพลาสติกเคลือบเปลือกแบตเตอรี่ขายในตลาดเวียดนาม หลังจากที่มีการประกอบรถยนต์ในเวียดนามมากขึ้น 2.ถังบรรจุภัณฑ์สำหรับบรรจุสีทาบ้าน บรรจุเคมี โดยศรีไทยฯ เชี่ยวชาญในการทำถังพลาสติก มีเทคโนโลยีที่ทันสมัยซึ่งที่เวียดนามยังไม่มี โดยใช้ระบบ in mold labeling แทนระบบระบบซิลค์สกรีน ที่มีการเคลื่อนย้ายเทคโนโลยีไปยังเวียดนาม 3.พลาสติกพาเรล(Plastic Pallet) เป็นลังพลาสติกใส่ชิ้นส่วน ผัก ผลไม้เพื่อรองรับการขยายตัวของธุรกิจค้าปลีกที่เวียดนาม ที่ทุนเกาหลี ญี่ปุ่นและไทยแห่เข้าไปลงทุน
4. ลังพลาสติกใส่ขวดแก้ว ป้อนอุตสาหกรรมเครื่องดื่มทั้งน้ำอัดลมและเบียร์ โดยทั้งหมดนี้ก็เพื่อรองรับตลาดเวียดนามที่มีประชากร94 ล้านคน อีกทั้งสามารถส่งออกไปยังตลาดกัมพูชาได้ดีกว่าส่งออกจากไทยไป ที่ปัจจุบันยังมีความยุ่งยาก ผ่านด่านชายแดนก็มีปัญหา และมีต้นทุนสูงกว่าเพราะใช้เวลาขนส่งทางบกนาน ซึ่งในส่วนนี้ถ้ารัฐบาลไทยไม่เร่งปรับปรุงระบบโลจิสติกส์ และอำนวยความสะดวกในการขนส่งให้มากกว่านี้ เราจะเสียโอกาสการค้าระหว่างประเทศมากขึ้น
-ผุดไลน์ผลิตแพคเกจจิ้ง
อย่างไรก็ตามนายสนั่น อธิบายว่า การลงทุนที่เวียดนามจะสร้างแพลตฟอร์มเดียวกับในไทย และจะเป็นแผนสำรองระหว่างกันกรณีที่สินค้าไทยผลิตไม่ทัน โรงงานที่เวียดนามก็สามารถผลิตแทนได้ หรือโรงงานที่เวียดนามผลิตไม่พอ โรงงานจากไทยก็รองรับแทนได้ และมีแผนจะนำบริษัท ศรีไทย เวียดนาม จำกัด เข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯ แต่แผนต้องชะลอไว้ก่อน เนื่องจากศรีไทยฯส่วนใหญ่กู้เงินน้อยมาก และกู้เป็นดอลลาร์สหรัฐฯทั้งหมด ทำให้ที่ปรึกษาทางการเงินยังไม่แนะนำให้เข้าตลาดฯ
"ในปี2560 จึงให้บริษัทศรีไทย เวียดนาม กู้เงิน โดยไม่นำเงินจากบริษัทแม่ในไทยไปลงทุน แต่จะกู้เงินเป็นเงินดอง แทนเงินดอลลาร์สหรัฐฯ เพื่อเตรียมตัวเข้าตลาดฯภายใน2 ปีนับจากนี้ไป"
นอกจากนี้ ล่าสุดบริษัทศรีไทยฯกำลังศึกษาความเป็นไปได้ในการเข้าซื้อธุรกิจแพคเกจจิ้ง ที่โฮจิมินห์ ซึ่งขณะนี้สนใจทำบรรจุภัณฑ์ประเภทถุงอาหารประเภทสแนก ตลาดโตมาก ถ้าสำเร็จก็จะเป็นไลน์ผลิตแห่งที่ 5 ที่เวียดนาม
-อินเดียยอดขายยังต่ำ
สำหรับที่อินเดียเข้าไปตั้งโรงงานผลิตเมื่อปี2559 ขณะนี้เพิ่งเริ่มต้น ปีแรกมียอดขายที่ต่ำมาก ลงทุนไปแล้ว 500 ล้านบาท มองว่าเป็นอีกตลาดที่มีกำลังซื้อจำนวนมาก และคนอินเดียก็ชอบใช้เมลามีน ก่อนที่จะตัดสินใจเข้าไปลงทุนก็เข้าไปทำตลาดเมลามีนที่อินเดียมาแล้วร่วม 40 ปี โดยตั้งบริษัทศรีไทยซุปเปอร์แวร์ อินเดีย เพื่อขายตรง และขยายช่องทางจำหน่ายเมลามีน โดยมีออฟฟิต 4 แห่ง
[caption id="attachment_152088" align="aligncenter" width="503"]
‘ศรีไทยซุปเปอร์แวร์’ เร่งขับเคลื่อนฐานผลิตนอกบ้านเชิงรุก[/caption]
โรงงานที่อินเดียถือว่าเป็นโอกาสที่ดีในระยะยาว เนื่องจากเวลานี้ใครนำเข้าเมลามีนจะยากขึ้น เนื่องจากอินเดียดำเนินมาตรการตอบโตการทุ่มตลาดหรือเอดีกับประเทศไทย จีน เวียดนาม ต่อไปจะส่งไปขายยังตลาดอินเดียยากขึ้น ทำให้โรงงานที่ตั้งในอินเดียกลายเป็นโอกาส แม้ว่าปัจจุบัน ยังมีปัญหาโลจิสติกส์ ต้นทุนการผลิตที่สูง แต่ละรัฐ เก็บภาษีการค้าไม่เหมือนกัน ซึ่งรัฐบาลอินเดียกำลังแก้ไขเก็บให้เท่ากัน แต่แยกประเภทสินค้า
นอกจากนี้การเรียกเก็บเงินในอินเดียยังมีประเภทเบี้ยว ในขณะที่กฏหมายแรงงานก็ยุ่งยากมาก อีกทั้งรัฐบาลท้องถิ่นเรียกเก็บค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวกับการดูแลสิ่งแวดล้อม ที่แต่ละรัฐมีมาตรฐานไม่เหมือนกัน เพราะต่างเป็นรัฐอิสระ แรงงานมีการเข้า-ออกถี่ ยอมรับว่าเราขาดทุนมากจากการไปลงทุนในเวียดนาม แต่ถือเสมือนว่าเราจ่ายค่าเล่าเรียนในการเรียนรู้การทำธุรกิจในประเทศดังกล่าว
ส่วนที่อินโดนีเซียกำลังไปได้สวย ลงทุนที่สุราบายามา 20 กว่าปีแล้ว ซึ่งปัจจุบันมีคู่พาร์ทเนอร์ดี มองว่าต่อไปจะใช้โมเดลที่อินโดนีเซียไปลงทุนในเมียนมา ซึ่งล่าสุดมีการเซ็นเอ็มโอยูแล้ว เป็นโรงงานฉีดพลาสติกรายใหญ่ในเมียนมา มีอายุกว่า30 ปีอยู่ที่ย่างกุ้ง เราเข้าไปถือหุ้น40% ถ้าไม่รีบเข้าไปเดี๋ยวตกขบวน
นอกจากนี้ที่อินโดนีเซีย กำลังศึกษาความเป็นไปได้ในการขยายธุรกิจพลาสติก และเพิ่มโรงงานผลิตเมลามีนด้วย เช่นเดียวกับที่ฟิลิปปินส์ จะต่อยอดจากที่ส่งออกไปแล้วมามีโรงงานผลิตเมลามีนและพลาสติก เอง รับกำลังซื้อกว่า 100 ล้านคน
ทั้งนี้ศรีไทยฯ ตั้งเป้ายอดขายรวมปี2560 จะมีมูลค่ารวมทั้งในประเทศและต่างประเทศอยู่ที่10,500 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปี 2559 ที่มียอดขายรวม 9,300 ล้านบาท
สุดท้ายนายสนั่น ย้ำว่าการออกไปลงทุนในตลาด CLMV กลุ่มศรีไทยฯจะยึดหลัก 3 ประการคือ 1.วัน มาเก็ต คือแชร์เทคโนโลยีโดยมีองค์ความรู้แบบเดียวกัน 2.วัน โพรดักส์-เบท คือผลิตได้คุณภาพมาตรฐานแบบเดียวกันหมด 3.วันแฟมิลี่ ต้องเข้าให้ถึงวัฒนธรรมในประเทศต่างๆ
จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 37 ฉบับที่ 3,263 วันที่ 21 - 24 พฤษภาคม พ.ศ. 2560
ซีอีโอ ศรีไทยซุปเปอร์แวร์ฯ ฉายภาพให้เห็นว่า มองเห็นศักยภาพตลาดเวียดนามมาตั้งแต่แรกว่า ตลาดในประเทศจะเติบโตต่อเนื่อง อีกทั้งสามารถส่งออกไปกัมพูชาได้ โดยใช้เวลาเดินทางเพียง 4 ชั่วโมงโดยรถบรรทุกจากโฮจิมินห์ไปยังกัมพูชา
ปัจจุบันที่เวียดนามมีโรงงานผลิตทั้งหมด 4 แห่ง ประกอบด้วย โรงงานที่1 และ2 ทำการผลิตสอง ผลิตภัณฑ์ที่โฮจิมินห์คือ การฉีดพลาสติก และเมลามีน จาน ชาม ซุปเปอร์แวร์ และโรงงานแห่งที่3 เป็นโรงงานฉีดพลาสติกที่ฮานอย และโรงที่4 ที่โฮจิมินห์ เป็นโรงงานฉีดพลาสติกในส่วนที่เป็นฝาขวดป้อนให้กับบรรจุภัณฑ์เครื่องดื่ม เช่น ขวดPET และผลิตหลอดPreform และและเมลามีน
-แผนบุกตลาดเวียดนามปี60
ซีอีโอ SITHAI กล่าวว่า ปี2560 จะลงทุนเชิงรุก ใน 4 ส่วนที่เวียดนามคือ 1.เริ่มบุกสินค้าพลาสติกเคลือบเปลือกแบตเตอรี่ขายในตลาดเวียดนาม หลังจากที่มีการประกอบรถยนต์ในเวียดนามมากขึ้น 2.ถังบรรจุภัณฑ์สำหรับบรรจุสีทาบ้าน บรรจุเคมี โดยศรีไทยฯ เชี่ยวชาญในการทำถังพลาสติก มีเทคโนโลยีที่ทันสมัยซึ่งที่เวียดนามยังไม่มี โดยใช้ระบบ in mold labeling แทนระบบระบบซิลค์สกรีน ที่มีการเคลื่อนย้ายเทคโนโลยีไปยังเวียดนาม 3.พลาสติกพาเรล(Plastic Pallet) เป็นลังพลาสติกใส่ชิ้นส่วน ผัก ผลไม้เพื่อรองรับการขยายตัวของธุรกิจค้าปลีกที่เวียดนาม ที่ทุนเกาหลี ญี่ปุ่นและไทยแห่เข้าไปลงทุน
4. ลังพลาสติกใส่ขวดแก้ว ป้อนอุตสาหกรรมเครื่องดื่มทั้งน้ำอัดลมและเบียร์ โดยทั้งหมดนี้ก็เพื่อรองรับตลาดเวียดนามที่มีประชากร94 ล้านคน อีกทั้งสามารถส่งออกไปยังตลาดกัมพูชาได้ดีกว่าส่งออกจากไทยไป ที่ปัจจุบันยังมีความยุ่งยาก ผ่านด่านชายแดนก็มีปัญหา และมีต้นทุนสูงกว่าเพราะใช้เวลาขนส่งทางบกนาน ซึ่งในส่วนนี้ถ้ารัฐบาลไทยไม่เร่งปรับปรุงระบบโลจิสติกส์ และอำนวยความสะดวกในการขนส่งให้มากกว่านี้ เราจะเสียโอกาสการค้าระหว่างประเทศมากขึ้น
-ผุดไลน์ผลิตแพคเกจจิ้ง
อย่างไรก็ตามนายสนั่น อธิบายว่า การลงทุนที่เวียดนามจะสร้างแพลตฟอร์มเดียวกับในไทย และจะเป็นแผนสำรองระหว่างกันกรณีที่สินค้าไทยผลิตไม่ทัน โรงงานที่เวียดนามก็สามารถผลิตแทนได้ หรือโรงงานที่เวียดนามผลิตไม่พอ โรงงานจากไทยก็รองรับแทนได้ และมีแผนจะนำบริษัท ศรีไทย เวียดนาม จำกัด เข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯ แต่แผนต้องชะลอไว้ก่อน เนื่องจากศรีไทยฯส่วนใหญ่กู้เงินน้อยมาก และกู้เป็นดอลลาร์สหรัฐฯทั้งหมด ทำให้ที่ปรึกษาทางการเงินยังไม่แนะนำให้เข้าตลาดฯ
"ในปี2560 จึงให้บริษัทศรีไทย เวียดนาม กู้เงิน โดยไม่นำเงินจากบริษัทแม่ในไทยไปลงทุน แต่จะกู้เงินเป็นเงินดอง แทนเงินดอลลาร์สหรัฐฯ เพื่อเตรียมตัวเข้าตลาดฯภายใน2 ปีนับจากนี้ไป"
นอกจากนี้ ล่าสุดบริษัทศรีไทยฯกำลังศึกษาความเป็นไปได้ในการเข้าซื้อธุรกิจแพคเกจจิ้ง ที่โฮจิมินห์ ซึ่งขณะนี้สนใจทำบรรจุภัณฑ์ประเภทถุงอาหารประเภทสแนก ตลาดโตมาก ถ้าสำเร็จก็จะเป็นไลน์ผลิตแห่งที่ 5 ที่เวียดนาม
-อินเดียยอดขายยังต่ำ
สำหรับที่อินเดียเข้าไปตั้งโรงงานผลิตเมื่อปี2559 ขณะนี้เพิ่งเริ่มต้น ปีแรกมียอดขายที่ต่ำมาก ลงทุนไปแล้ว 500 ล้านบาท มองว่าเป็นอีกตลาดที่มีกำลังซื้อจำนวนมาก และคนอินเดียก็ชอบใช้เมลามีน ก่อนที่จะตัดสินใจเข้าไปลงทุนก็เข้าไปทำตลาดเมลามีนที่อินเดียมาแล้วร่วม 40 ปี โดยตั้งบริษัทศรีไทยซุปเปอร์แวร์ อินเดีย เพื่อขายตรง และขยายช่องทางจำหน่ายเมลามีน โดยมีออฟฟิต 4 แห่ง
[caption id="attachment_152088" align="aligncenter" width="503"]
โรงงานที่อินเดียถือว่าเป็นโอกาสที่ดีในระยะยาว เนื่องจากเวลานี้ใครนำเข้าเมลามีนจะยากขึ้น เนื่องจากอินเดียดำเนินมาตรการตอบโตการทุ่มตลาดหรือเอดีกับประเทศไทย จีน เวียดนาม ต่อไปจะส่งไปขายยังตลาดอินเดียยากขึ้น ทำให้โรงงานที่ตั้งในอินเดียกลายเป็นโอกาส แม้ว่าปัจจุบัน ยังมีปัญหาโลจิสติกส์ ต้นทุนการผลิตที่สูง แต่ละรัฐ เก็บภาษีการค้าไม่เหมือนกัน ซึ่งรัฐบาลอินเดียกำลังแก้ไขเก็บให้เท่ากัน แต่แยกประเภทสินค้า
นอกจากนี้การเรียกเก็บเงินในอินเดียยังมีประเภทเบี้ยว ในขณะที่กฏหมายแรงงานก็ยุ่งยากมาก อีกทั้งรัฐบาลท้องถิ่นเรียกเก็บค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวกับการดูแลสิ่งแวดล้อม ที่แต่ละรัฐมีมาตรฐานไม่เหมือนกัน เพราะต่างเป็นรัฐอิสระ แรงงานมีการเข้า-ออกถี่ ยอมรับว่าเราขาดทุนมากจากการไปลงทุนในเวียดนาม แต่ถือเสมือนว่าเราจ่ายค่าเล่าเรียนในการเรียนรู้การทำธุรกิจในประเทศดังกล่าว
ส่วนที่อินโดนีเซียกำลังไปได้สวย ลงทุนที่สุราบายามา 20 กว่าปีแล้ว ซึ่งปัจจุบันมีคู่พาร์ทเนอร์ดี มองว่าต่อไปจะใช้โมเดลที่อินโดนีเซียไปลงทุนในเมียนมา ซึ่งล่าสุดมีการเซ็นเอ็มโอยูแล้ว เป็นโรงงานฉีดพลาสติกรายใหญ่ในเมียนมา มีอายุกว่า30 ปีอยู่ที่ย่างกุ้ง เราเข้าไปถือหุ้น40% ถ้าไม่รีบเข้าไปเดี๋ยวตกขบวน
นอกจากนี้ที่อินโดนีเซีย กำลังศึกษาความเป็นไปได้ในการขยายธุรกิจพลาสติก และเพิ่มโรงงานผลิตเมลามีนด้วย เช่นเดียวกับที่ฟิลิปปินส์ จะต่อยอดจากที่ส่งออกไปแล้วมามีโรงงานผลิตเมลามีนและพลาสติก เอง รับกำลังซื้อกว่า 100 ล้านคน
ทั้งนี้ศรีไทยฯ ตั้งเป้ายอดขายรวมปี2560 จะมีมูลค่ารวมทั้งในประเทศและต่างประเทศอยู่ที่10,500 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปี 2559 ที่มียอดขายรวม 9,300 ล้านบาท
สุดท้ายนายสนั่น ย้ำว่าการออกไปลงทุนในตลาด CLMV กลุ่มศรีไทยฯจะยึดหลัก 3 ประการคือ 1.วัน มาเก็ต คือแชร์เทคโนโลยีโดยมีองค์ความรู้แบบเดียวกัน 2.วัน โพรดักส์-เบท คือผลิตได้คุณภาพมาตรฐานแบบเดียวกันหมด 3.วันแฟมิลี่ ต้องเข้าให้ถึงวัฒนธรรมในประเทศต่างๆ
จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 37 ฉบับที่ 3,263 วันที่ 21 - 24 พฤษภาคม พ.ศ. 2560






