thansettakij
thansettakij
1 ปีบริษัทประชารัฐ สร้างรายได้ 400 ล้าน

1 ปีบริษัทประชารัฐ สร้างรายได้ 400 ล้าน

18 พ.ค. 60 | 05:00 น.
อัปเดตล่าสุด :18 พ.ค. 60 | 09:04 น.
รัฐบาลได้ประกาศใช้โครงการ "สานพลังประชารัฐ" เป็นยุทธศาสตร์ใหม่ในการขับเคลื่อนประเทศ โดยในส่วนของคณะทำงานการพัฒนาเศรษฐกิจฐานรากและประชารัฐ(E3) มีพล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นหัวหน้าทีมภาครัฐ และ "ฐาปน สิริวัฒนภักดี " กรรมการผู้อำนวยการใหญ่ บริษัท ไทยเบฟเวอเรจ จำกัด (มหาชน) เป็นหัวหน้าทีมภาคเอกชน ซึ่งหลังประกาศโครงการออกมาตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2559 มีเสียงวิพากษ์วิจารณ์มากมายทั้งด้านบวกและลบ ปัจจุบันการดำเนินงานผ่านมาครบ 1 ปีแล้ว "ฐานเศรษฐกิจ" สัมภาษณ์พิเศษ "อภิชาติ โตดิลกเวชช์" อธิบดีกรมพัฒนาชุมชน ในฐานะเลขานุการร่วมภาครัฐถึงผลการดำเนินงานและเป้าหมายในอีก 2 ปีที่จะขับเคลื่อนต่อไปในอนาคต

-1 ปีสำเร็จเกินคาด
"อภิชาติ" กล่าวว่า ในรอบ 1 ปีกว่า ผลการดำเนินงาน (ต.ค.59 –พ.ค.60) ความสำเร็จภายในบริษัทประชารัฐรักสามัคคีจังหวัด 76 จังหวัด มีกลุ่มเป้าคัดเลือกเพื่อส่งเสริมและพัฒนาจำนวนทั้งสิ้น 1,886 กลุ่ม แบ่งเป็นด้านการเกษตร 588 กลุ่ม ด้านการแปรรูป 827 กลุ่ม และด้านการท่องเที่ยวโดยชุมชุม 471 กลุ่ม มีกลุ่มเป้าหมายที่มีรายได้เพิ่มขึ้น จำนวน 828 กลุ่ม เป็นเงินกว่า 354 ล้านบาท และมีผู้ที่ได้รับประโยชน์กว่า 2 แสนราย "ผลสัมฤทธิ์นี้เกินคาด เพราะเป็นเรื่องใหม่ ไม่มีสูตรสำเร็จ เพราะฉะนั้นสิ่งที่คณะทำงานดำเนินการในแต่ละจังหวัดก็คือ สร้างกลไกให้แก่จังหวัด ผ่านบริษัทประชารัฐรักสามัคคี จังหวัด.... ซึ่งพื้นที่แต่ละแห่งทำไม่เหมือนกันเลย วิธีทำมี 3 เรื่องใหญ่ๆ ได้แก่ 1.ชุมชนเป็นตัวตั้ง 2.เอกชนเป็นตัวขับเคลื่อน และ 3.รัฐสนับสนุน กล่าวคือ หากชุมชนไม่เอาด้วย เลิก เพราะทำไปก็เจ๊ง ต้องเริ่มโดยที่ชุมชนเป็นคนอยากทำ บริษัทจะเป็นที่ปรึกษา เพราะสิ่งที่ชุมชนขาดมากคือ เงิน ความรู้ และโอกาส"

ที่ผ่านมาปัญหาคือชุมชนอยากมีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นแต่ไม่รู้จะทำอย่างไร หน่วยงานรัฐก็ทำได้ระดับหนึ่งแต่ไม่มีช่องทางการตลาด ดังนั้นรัฐบาลโดยแนวคิดของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีจึงได้เติมโอกาสผ่านบริษัทประชารัฐรักสามัคคีลงไปให้เอกชนขับเคลื่อน เพราะมีจุดแข็ง ทันสมัย บริหารจัดการเก่ง มีเงินและพันธมิตรเครือข่าย นอกจากนี้ดึงกลุ่มภาคประชาชน หรือองค์กรพัฒนาเอกชน(เอ็นจีโอ) เข้าร่วมคณะทำงานด้วย เพราะทำงานเชิงลึกและมีความเข้าใจประชาชนได้ดีก็เข้ามาอยู่ในบริษัทประชารัฐด้วย โดยตัววัดความสำเร็จของบริษัทต้องมีผลกำไร หากขาดทุนก็เปลี่ยนตัวกรรมการผู้จัดการคนใหม่หรือเอ็มดีเข้ามา

-สร้างรายได้-ปชช.มีสุข
เลขานุการร่วมภาครัฐ กล่าวว่า ปัจจุบันคณะทำงานการพัฒนาเศรษฐกิจฐานรากและประชารัฐ มี 13 คณะ จากเดิม 12 คณะ เพิ่มคณะประชารัฐเพื่อสังคม ในคณะทำงานฯ จะมีรหัสลับการทำงานคือ 1 – 3 – 5 – 76 ได้แก่ รหัส 1 คือ เป้าหมายสร้างรายได้ให้ชุมชน ประชาชนมีความสุข รหัส 3 คือ กลุ่มงานได้แก่ เกษตร แปรรูป และท่องเที่ยวโดยชุมชน รหัส 5 คือ กระบวนการในการดำเนินงาน 76 จังหวัด ผ่านบริษัทประชารัฐรักสามัคคีจังหวัด (วิสาหกิจเพื่อสังคม) จำกัด" ทั้ง 76 จังหวัดขับเคลื่อนภายใต้แนวคิด"วิสาหกิจเพื่อสังคม"

"สาเหตุที่ต้องขับเคลื่อนพัฒนาเศรษฐกิจฐานรากและประชารัฐ เพราะการเสียสมดุลทางเศรษฐกิจในพื้นที่คนจนมากกว่า 10 ล้านคน มีรายได้ไม่เพียงพอรายจ่ายไม่สามารถดำรงชีพได้ตามมาตรฐานขั้นต่ำ ที่สำคัญชาวชนบทกว่า 80% เป็นผู้ประกอบการเกษตร มองว่าเกษตรในเมืองไทยแค่ 1.0 จะปรับทันทีให้เป็น 4.0 ยากและปัญหาสินค้าเกษตรก็คือ อายุและการถูกกดราคา เพราะฉะนั้นต้องไปแปรรูป เพิ่มมูลค่า กำลังซื้อในตำบลหมู่บ้านไม่เพียงพอ อาจจะดึงนักท่องเที่ยวเข้ามาเพื่อให้เกิดกำลังซื้อนี่คือตัวอย่างแนวคิดที่ลงไปแต่ละจังหวัด ทั้งนี้กลไกในการขับเคลื่อน เป็นรูปบริษัท ที่จดทะเบียนกับกระทรวงพาณิชย์ หากบริษัทมีกำไร ก็ให้ปันผล โดยการไปลงทุนทำในชุมชนใหม่ขยายผลออกไป "

จุดเด่นของการช่วยแบบนี้ได้ชี้ให้บริษัทใหญ่เห็นเหมือนกับการทำซีเอสอาร์ แต่ลงครั้งเดียว เงินไม่ได้หายไปไหน ต่างจากอดีตที่แต่ละบริษัทต่างคนต่างทำ เงินก็ต้องให้ทุกปี แต่สิ่งที่เกษตรกรและคนในชุมชนจะได้มากกว่าก็คือช่องทางการตลาดที่รัฐไม่มี นั่นคือบริษัทแม่ คือ โฮลดิ้ง โดยคัดเลือกบริษัทรายใหญ่ 24 บริษัทมาถือหุ้นร่วมกับ 76 จังหวัด คนละ 1 ล้านบาท (24+76) เงินลงขันทั้งหมด 100 ล้านบาท

-ตัวอย่างความสำเร็จ
"ตัวอย่างความสำเร็จในการแก้ปัญหาที่ผ่านมา อาทิ จังหวัดสุรินทร์แก้ปัญหาราคาข้าวหอมมะลิตกต่ำเหลือตันละ 6 พันบาท มติบอร์ดให้แก้ไขปัญหาโดยใช้เงินไปซื้อข้าวมาบรรจุถุงแล้วนำไปจำหน่ายที่กรุงเทพฯ ปรากฎว่าได้ต้นทุนคืนยังได้กำไรอีก 5 แสนบาท หรือการแก้ไขปัญหาลำไย ที่เชียงใหม่ ลำไยเหลือกิโลกรัมละ 18 บาท ทางเอ็มดีของบริษัท โทรไปหาเซ็นทรัล เพื่อขอไปวางจำหน่ายที่ท็อปส์ซุปเปอร์มาร์เก็ต แต่เงื่อนไขต้องมีกิ่งและใบด้วยโดยให้ราคาที่กิโลกรัมละ 38 บาท เป็นต้น"

-อัดงบจังหวัดละหมื่นล.
"อภิชาติ" กล่าวอีกว่า ล่าสุดเมื่อวันที่ 4 พฤษภาคม 2560 ที่ผ่านมานายกรัฐมนตรีได้ลงนามแต่งตั้งคณะกรรมการประสานและขับเคลื่อนนโยบายสานพลังประชารัฐประจำจังหวัด(คสป.) มีผู้ว่าราชการจังหวัดเป็นประธาน ร่วมกับเอกชน ภาคประชาสังคมและมหาวิทยาลัยต่างๆ ในบอร์ดนี้จะมีประมาณ 50 คน โดยให้งบประมาณจังหวัดละ 1 หมื่นล้านบาท (งบประมาณของประเทศ 2.77 ล้านล้านบาท) จะทำงานควบคู่กับบริษัทประชารัฐรักสามัคคีจังหวัดฯ มีแนวทาง ชี้เป้า กระจายงาน และสนับสนุนตั้งแต่เกษตรกร ธุรกิจสตาร์ตอัพ เอสเอ็มอี และนวัตกรรมใหม่ มีปัญหาอะไรจะใช้งบประมาณตรงนี้ได้ทันท่วงที

"เรื่องนี้เป็นเรื่องใหม่ที่ไม่เคยขึ้น ทางคณะทำงานได้มีการร่าง พ.ร.บ.วิสาหกิจเพื่อสังคม พ.ศ. ....กำลังถูกพิจารณาอยู่ในชั้นกฤษฎีกา หลังจากนั้นจะผ่านประชุมรัฐมนตรีเพื่อเห็นชอบต่อไป เพื่อให้มีกฎหมายออกมารับรอง"

-อีก2ปีภาพยิ่งชัด
"อภิชาติ" กล่าวย้ำว่า 24 บริษัทที่มาถือหุ้นในครั้งนี้ถือว่าเสียสละมาก มีการโหวตตามจำนวนหุ้นซึ่งทางรัฐบาลก็ได้มีการแบ่งจำนวนหุ้นไว้แล้วแบ่งออกเป็น 5 ส่วน เพราะฉะนั้นคะแนนโหวตกรรมการหุ้นละ 1 ล้านบาท ก็โหวตได้ 25% เท่ากับคนที่ถือหุ้น 3,000 บาท นี่คือความสำเร็จ ที่ให้ทุกกลุ่มร่วมกันคิดและสามารถทำประโยชน์แก่ประเทศได้ และในแผนธุรกิจในอีก 2 ปี (ปี 2560-2561)จะเน้นเป็นรายชนิดสินค้า มีแผนธุรกิจ แผนการตลาด เจาะกลุ่มเป้าหมายที่ชัดเจนนี่คือข้อดีของการทำงานร่วมกับเอกชน"

จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 37 ฉบับที่ 3,262 วันที่ 18 - 20 พฤษภาคม พ.ศ. 2560