thansettakij
thansettakij
กรมสุขภาพจิตเผย หนุ่มสาวยุคใหม่สนใจ“ฝึกสมาธิฝึกสติ ”คลายเครียด

กรมสุขภาพจิตเผย หนุ่มสาวยุคใหม่สนใจ“ฝึกสมาธิฝึกสติ ”คลายเครียด

07 พ.ค. 60 | 12:33 น.
อัปเดตล่าสุด :07 พ.ค. 60 | 19:33 น.
กรมสุขภาพจิต จัดทำคู่มือสร้างสุขด้วยสติในองค์กร ให้ความรู้ประชาชนในการฝึกปฏิบัติทำสมาธิฝึกสติ 3 ขั้นตอนง่ายๆ เพื่อขจัดความเครียดที่ถูกต้อง ไม่คั่งค้างในสมอง ได้ผลยั่งยืน และใช้การได้ตลอดชีวิตทุกคน เผยวิธีนี้กำลังได้รับความสนใจจากหนุ่มสาวสมัยใหม่แทนการหยุดพัก ไปเที่ยว ไปช็อปปิ้ง ใช้เวลาน้อยเพียงวันละ10-20 นาที ประชาชนสามารถดาวน์โหลดทางเวปไซต์ ไทยเอ็มไอโอดอทคอม ( thaimio.com )

นาวาอากาศตรีนายแพทย์บุญเรือง ไตรเรืองวรวัฒน์ อธิบดีกรมสุขภาพจิต กระทรวงสาธารณสุข ให้สัมภาษณ์ว่า กรมสุขภาพจิตได้จัดทำคู่มือสร้างสุขด้วยสติในองค์กร ( Mindfulness In Organization : MIO ) เพื่อเผยแพร่ความรู้และวิธีการขจัดความเครียดที่ถูกต้องให้แก่ประชาชนทุกคนด้วยการปฏิบัติฝึกสติและสมาธิง่ายๆ นำไปใช้ในชีวิตประจำวันได้ตลอดชีวิต ซึ่งมีผลการศึกษาวิจัยทั้งในและต่างประเทศยืนยันตรงกันว่าสามารถขจัดความเครียดออกจากจิตใต้สำนึกได้ผลที่สุดและยั่งยืน โดยเฉพาะกลุ่มวัยทำงาน ซึ่งใช้เวลา 1 ใน 3 แต่ละวันอยู่ที่ทำงาน เสี่ยงต่อการเกิดความเครียดได้ง่าย และมักแก้ความเครียดด้วยการหยุดพักผ่อน ไปเที่ยวหรือไปช็อปปิ้ง ซึ่งช่วยให้สภาพจิตใจดีขึ้นชั่วคราวเท่านั้นแต่ไม่ได้ช่วยให้ความเครียดสลายไป ยังคงสะสมอยู่ใต้จิตสำนึก เมื่อกลับมาทำงานจะเกิดความเครียดสะสมไปอีก หากสะสมมากจะส่งผลต่ออารมณ์ หงุดหงิดง่าย ซึ่งวิธีการคลายเครียดด้วยสติและสมาธินี้กำลังได้รับความนิยมจากหนุ่มสาวสมัยใหม่มากขึ้น โดยขณะนี้กรมสุขภาพจิตได้สนับสนุนให้องค์กรต่างๆทั้งภาครัฐและเอกชนนำวิธีการฝึกสติและสมาธิไปใช้ด้วย ประชาชนที่สนใจสามารถดาวน์โหลดคู่มือนี้ได้ที่เวปไซต์ ไทยเอ็มไอโอดอทคอม( www.thaimio.com ) โดยเลือกที่หมวดเมนูทั่วไป

ทางด้านนายแพทย์ยงยุทธ วงศ์ภิรมย์ศานติ์ นายแพทย์ทรงคุณวุฒิกรมสุขภาพจิต กล่าวว่า สติเป็นจิตที่มีคุณภาพในขณะทำงาน ส่วนสมาธิเป็นจิตที่มีคุณภาพขณะพัก ทั้ง 2 ส่วนนี้สัมพันธ์เกื้อหนุนกัน การนั่งสมาธิทุกวัน วันละ 10-20 นาที จะเกิดการเปลี่ยนแปลงที่ตัวบุคคล ทำให้การทำงานดีขึ้น ควบคุมอารมณ์ได้ดีขึ้น แสดงออกอย่างระมัดระวัง ตระหนักรู้ตัวเอง ทำให้คุณภาพจิตมีความรัก ความเมตตาเสียสละอดทน เนื่องจากจิตในขณะที่มีสติ จะทำงานโดยไม่วอกแวก ไม่ถูกสอดแทรกด้วยอารมณ์ ส่วนจิตขณะทำสมาธิจะหยุดคิดจนเกิดความสงบ เกิดการผ่อนคลายทั้งร่างกายและจิตใจ ซึ่งจะเป็นการคลายเครียดในระดับลึกตรงข้ามกับกระบวนการเกิดอารมณ์และความเครียดซึ่งจะเริ่มจากการสะสมความว้าวุ่น ความคิดลบจากแรงกดดันต่างๆและจบด้วยการเกิดอารมณ์และความเครียด การทำสมาธิทุกวันเท่ากับเป็นการปลดปล่อยความเครียดออกจากสมองทุกวัน สมองจะไม่มีความเครียดคั่งค้างอยู่ เมื่อมีความเครียดเข้ามาใหม่ ก็จะเผชิญกับสถานการณ์ได้ดี

นายแพทย์ยงยุทธกล่าวต่อว่า วิธีฝึกสมาธิมี 3 ขั้นตอนง่ายๆ ได้แก่ 1. ฝึกหยุดความคิด 2.ฝึกการจัดการความคิดที่มาจากจิตใต้สำนึก โดยรับรู้ แต่ไม่คิดตาม และ3.ฝึกการจัดการความง่วงจากจิตที่เริ่มสงบ โดยขั้นที่1 การฝึกหยุดความคิด ให้นั่งตัวตรง ศีรษะตรง หลับตาเบาๆ หายใจเข้าออกยาวๆสัก 5-6 ลมหายใจ และให้มุ่งการรับรู้ลมหายใจที่มาสัมผัสบริเวณปลายจมูกข้างที่รู้สึกชัดกว่า ซึ่งจะต้องใช้ความตั้งใจจับความรู้สึกลมหายใจที่เข้าออก เนื่องจากบริเวณปลายจมูกมีประสาทรับรู้น้อยกว่าที่อื่น การรู้ลมหายใจจึงทำให้หยุดคิด เมื่อรับรู้ได้แล้ว ให้หายใจตามปกติ ขั้นที่ 2 ฝึกการจัดการความคิดที่เกิดขึ้นมาในใจ โดยให้รู้ตัวว่ามีความคิดเกิดขึ้น แต่อย่าติดตาม ปลดปล่อยความคิดนั้นไป และกลับมาหยุดคิดโดยสนใจที่ลมหายใจที่ปลายจมูก อย่าสั่งตัวเองให้หยุดคิดหรือว้าวุ่นวกวนกับความคิดเพราะจะทำให้จิตไม่สงบ ด้วยวิธีนี้สมองจะค่อยๆปลดปล่อยความว้าวุ่นออกไปจากจิตใต้สึกนึกจนสงบ และขั้นที่ 3 การจัดการความง่วงซึ่งเกิดขึ้นจากจิตเริ่มสงบ ให้พยายามยืดตัวให้ตรง เพื่อให้ร่างกายตื่นตัว หายใจเข้าออกลึกๆ 5-6 ครั้ง เมื่อหายง่วงให้กลับมารับรู้ลมหายใจที่ปลายจมูกเช่นเดิม ช่วงเวลาการฝึกสมาธิที่ดีที่สุดคือเช้าตรู่หรือก่อนนอน เนื่องจากเป็นช่วงสงบ
ทั้งนี้การสะสมความเครียดทั้งจากบ้านที่ทำงานจากภาระหนี้สิน จะก่อความเครียดที่รุนแรงขึ้น ส่งผลกระทบร่างกายและจิตใจ ไม่มีความสุข ทำให้หมดไฟในการทำงาน ( Burn out) มีแนวโน้มกระทบกระทั่งกันง่าย รวมทั้งก่อให้เกิดโรค เช่น โรคหัวใจ โรคความดันโลหิตสูง โรคเบาหวาน โรคมะเร็ง โรคซึมเศร้า เป็นต้น