
เฮงเค็ล ประเทศไทยเร่งปั้มรายได้ช่องทางดิจิตอล
เฮงเค็ล เปิดยุทธศาสตร์ฉลอง 45 ปี ชูไทยเรือธง เดินหน้าพัฒนาองค์กรก้าวสู่ยุค 4.0 เน้นสร้างความสัมพันธ์คู่ค้า และผู้บริโภคดันยอดขายช่องทางดิจิตอลพุ่งทะลุ 1.47 แสนล้านภายในปี 2563
นายอีริค อีเดลแมน ประธาน บริษัท เฮงเค็ล (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่าประเทศไทยถือเป็นตลาดเกิดใหม่ที่มีความสำคัญต่อเฮงเค็ลมาก นโยบายของบริษัทจึงมุ่งให้ความสำคัญกับคู่ค้าและผู้บริโภค ด้วยการเพิ่มนวัตกรรม ความคล่องตัว และการปรับธุรกิจเข้าสู่ยุคดิจิตอล โดยปัจจุบันเฮงเค็ลมีธุรกิจใน 2 ส่วน ได้แก่ ธุรกิจเทคโนโลยีกาว อาทิ Loctite, Technomelt, Bonderite, Teroson และ Aquence ฯลฯ ,ธุรกิจบิวตี้แคร์และธุรกิจค้าปลีกด้านเส้นผม อาทิ ชวาร์สคอฟ (Schwarzkopf) และไซออส (Syoss) เป็นต้น
โดยภายในปี 2563 เฮงเค็ล ประเทศไทย จะเปลี่ยนโฉมองค์กรด้วยการผลักดันธุรกิจให้เข้าสู่ยุคดิจิตอลของระบบอุตสาหกรรม 4.0 อย่างสมบูรณ์แบบ เช่น การนำระบบการจัดการ POD ที่สามารถให้ข้อมูลและบริการด้านกาวได้แบบเรียลไทม์แก่ลูกค้าและช่องทางต่างๆ ขณะเดียวกันได้พัฒนาแอพพลิเคชั่น ‘House of Color บนระบบ Android และ iOS สำหรับรองรับธุรกิจบิวตี้แคร์ ที่จะขยายตัวในอนาคต โดยออกแบบมาเพื่อช่วยสร้างแรงบันดาลใจให้กับเหล่าแฮร์สไตล์ลิสต์ด้วยเทรนด์ผมล่าสุด รวมทั้งให้คำปรึกษาแบบตัวต่อตัวกับผู้บริโภคด้วย
“เฮงเค็ลเดินหน้าพัฒนาด้านดิจิตอลสำหรับบริการและธุรกิจทั้งระบบ เพื่อส่งเสริมการเปลี่ยนแปลงสู่ยุคดิจิตอลภายในองค์กร ผ่านโปรแกรมการพัฒนาฝึกฝนให้แก่พนักงาน ซึ่งจะช่วยกระชับความสัมพันธ์ระหว่างคู่ค้าและลูกค้า เพิ่มประสิทธิภาพด้านกระบวนการ และช่วยขับเคลื่อนการเติบโตให้เกิดแก่ธุรกิจในระยะยาว โดยเฮงเค็ลทั่วโลกตั้งเป้าที่จะมียอดขายที่เกิดจากช่องทางดิจิตอลเพิ่มเท่าตัว โดยคาดว่าจะทำยอดขายเฉพาะช่องทางดิจิตอลนี้ได้ราว 4 พันล้านยูโร หรือประมาณ 1.47 แสนล้านบาท ภายในปี 2563 จากปีก่อนที่มีรายได้รวมทั้งหมด 6.91 แสนล้านบาท”
นายอีริค อีเดลแมน ประธาน บริษัท เฮงเค็ล (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่าประเทศไทยถือเป็นตลาดเกิดใหม่ที่มีความสำคัญต่อเฮงเค็ลมาก นโยบายของบริษัทจึงมุ่งให้ความสำคัญกับคู่ค้าและผู้บริโภค ด้วยการเพิ่มนวัตกรรม ความคล่องตัว และการปรับธุรกิจเข้าสู่ยุคดิจิตอล โดยปัจจุบันเฮงเค็ลมีธุรกิจใน 2 ส่วน ได้แก่ ธุรกิจเทคโนโลยีกาว อาทิ Loctite, Technomelt, Bonderite, Teroson และ Aquence ฯลฯ ,ธุรกิจบิวตี้แคร์และธุรกิจค้าปลีกด้านเส้นผม อาทิ ชวาร์สคอฟ (Schwarzkopf) และไซออส (Syoss) เป็นต้น
โดยภายในปี 2563 เฮงเค็ล ประเทศไทย จะเปลี่ยนโฉมองค์กรด้วยการผลักดันธุรกิจให้เข้าสู่ยุคดิจิตอลของระบบอุตสาหกรรม 4.0 อย่างสมบูรณ์แบบ เช่น การนำระบบการจัดการ POD ที่สามารถให้ข้อมูลและบริการด้านกาวได้แบบเรียลไทม์แก่ลูกค้าและช่องทางต่างๆ ขณะเดียวกันได้พัฒนาแอพพลิเคชั่น ‘House of Color บนระบบ Android และ iOS สำหรับรองรับธุรกิจบิวตี้แคร์ ที่จะขยายตัวในอนาคต โดยออกแบบมาเพื่อช่วยสร้างแรงบันดาลใจให้กับเหล่าแฮร์สไตล์ลิสต์ด้วยเทรนด์ผมล่าสุด รวมทั้งให้คำปรึกษาแบบตัวต่อตัวกับผู้บริโภคด้วย
“เฮงเค็ลเดินหน้าพัฒนาด้านดิจิตอลสำหรับบริการและธุรกิจทั้งระบบ เพื่อส่งเสริมการเปลี่ยนแปลงสู่ยุคดิจิตอลภายในองค์กร ผ่านโปรแกรมการพัฒนาฝึกฝนให้แก่พนักงาน ซึ่งจะช่วยกระชับความสัมพันธ์ระหว่างคู่ค้าและลูกค้า เพิ่มประสิทธิภาพด้านกระบวนการ และช่วยขับเคลื่อนการเติบโตให้เกิดแก่ธุรกิจในระยะยาว โดยเฮงเค็ลทั่วโลกตั้งเป้าที่จะมียอดขายที่เกิดจากช่องทางดิจิตอลเพิ่มเท่าตัว โดยคาดว่าจะทำยอดขายเฉพาะช่องทางดิจิตอลนี้ได้ราว 4 พันล้านยูโร หรือประมาณ 1.47 แสนล้านบาท ภายในปี 2563 จากปีก่อนที่มีรายได้รวมทั้งหมด 6.91 แสนล้านบาท”






