
‘ชายน้อย’ ปรับกลยุทธ์ต่อยอดธุรกิจเพิ่มรายได้
ชายน้อยฟู้ดเล็งต่อยอดผลิตภัณฑ์สู่กล้วยหอมทองอบเนยจำหน่ายเพิ่มเติมในเซเว่น พร้อมปรับกลยุทธ์ทางการบริหารต้นทุน เพิ่มปริมาณแครกเกอร์หน้าทุเรียนสร้างผลกำไร เดินหน้าลุยขยายตลาดต่างประเทศ แย้มแผนในอนาคตสร้างศูนย์จำหน่ายสินค้าแบบครบวงจร
นายสุรพงษ์ ณรงค์น้อย กรรมการผู้จัดการ บริษัท ชายน้อยฟู้ด จำกัด เจ้าของผลิตภัณฑ์ผลไม้แปรรูปแบรนด์ "ชายน้อย" เปิดเผยว่า ในปี 2560 บริษัทมีแผนที่จะต่อยอดผลิตภัณฑ์ไปสู่การจำหน่ายกล้วยหอมอบเนยในร้านเซเว่นอีเลฟเว่น เพื่อขยายฐานลูกค้าของบริษัทให้เพิ่มมากขึ้น จากเดิมที่ผลิตภัณฑ์ของบริษัทมีวางจำหน่ายอยู่แล้ว 4 ประเภท ได้แก่ 1.ทุเรียนทอด ,2.แครกเกอร์หน้าทุดเรียนขนาด50 กรัม ,3.แครกเกอร์หน้าทุเรียนทอดขนาด 18 กรัม และ4.กล้วยเล็บมือนางอบแห้ง
ทั้งนี้ ปัจจุบันอยู่ในขั้นตอนของการพัฒนา และตรวจสอบบรรจุภัณฑ์ ซึ่งคาดว่าภายใน 1-2 เดือนหลังจากนี้น่าจะเรียบร้อยพร้อมจำหน่ายนอกจากนี้ ยังเตรียมปรับกลยุทธ์ทางด้านการตลาด และการบริหารต้นทุนของบริษัท เพื่อให้สอดรับกับปริมาณของวัตถุดิบประเภททุเรียนที่เริ่มมีจำนวนจำกัด โดยจะมีการมุ่งเน้นการทำผลิตภัณฑ์แครกเกอร์หน้าทุเรียนเข้ามาจำหน่ายเพิ่มมากขึ้น เนื่องจากมีต้นทุนที่ถูกกว่าทุเรียนทอด จากเดิมที่บริษัทจะจำหน่ายทุเรียนทอดในปริมาณ 80% และเป็นกล้วยเล็บมือนางอบแห้งอีก 20%โดยจะปรับเปลี่ยนมาเป็นทุเรียนทอด 50% แครกเกอร์หน้าทุเรียน 40% กล้วยเล็บมือนางอบแห้งและกล้วยหอมอบเนย 10%
"ทุเรียนทอดจะมีกำไรอยู่ที่ประมาณ 20-30% แต่หากเป็นแบบแครกเกอร์หน้าทุเรียนจะมีกำไรถึง 50% เนื่องจากวัตถุดิบที่นำมาใช้ในการแปรรูปมีความแตกต่างกัน"
อย่างไรก็ดี ในส่วนของตลาดต่างประเทศนั้น ปีนี้บริษัทก็จะดำเนินการขยายตลาดออกไปเพิ่มเติมที่ประเทศเวียดนาม จีนเมืองอื่นและฟิลิปปินส์ที่เกาะกวม และมัลดีฟส์ เนื่องจากเป็นเมืองแห่งการท่องเที่ยว ซึ่งผลิตภัณฑ์ของบริษัทน่าจะตอบโจทย์ความต้องการได้เป็นอย่างดี จากเดิมที่บริษัทมีตัวแทนจำหน่ายจำหน่ายที่ประเทศพม่าเมืองย่างกุ้ง และจีนที่เมืองสิบสองปันนา และยูนนาน ขณะที่ในส่วนของอบหอมอบเนยเอง ล่าสุดมีลูกค้าจากประเทศเกลาหลีติดต่อเข้ามาเพื่อให้บริษัทรับจ้างผลิตให้ (OEM) เพื่อไปวางจำหน่ายในประเทศ
สำหรับการต่อยอดผลิตภัณฑ์ รวมถึงการปรับกลยุทธ์ในการบริหารงาน และขยายตลาดต่างประเทศนั้น คาดว่าจะทำให้ปีนี้บริษัทมีรายได้อยู่ที่ประมาณ 130 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปีที่ผ่านมาซึ่งบริษัทมีรายได้อยู่ที่ 115 ล้านบาท (ดูตารางสัดส่วนรายได้)
"บริษัทมีการพัฒนาและวิจัยเรื่องการแปรรูปผลไม้อย่างต่อเนื่อง เพื่อเป็นการขยายฐานลูกค้า โดยขณะนี้มีการพัฒนานำลองกอง และสละมาแปรรูปเป็นเยลลี่ ซึ่งคาดว่าจะได้รับการตอบรับที่ดีจากลูกค้าชาวจีน โดยการแปรรูปผลไม้เป็นการเพิ่มมูลค่าของผลิตภัณฑ์ให้จำหน่ายได้มากกว่าในรูปแบบของผลไม้สด อีกทั้งยังสามารถเก็บรักษาไว้รับประทานได้ระยะเวลานาน"
ด้านแผนการดำเนินงานในอนาคตนั้น ในอีก 2-3 ปีบริษัทเตรียมดำเนินการลงทุนสร้างร้านจำหน่ายสินค้าแบบครบวงจร ซึ่งจะมีสินค้าวางจำหน่ายทั้งที่เป็นของฝาก ขนมจีนสูตรชุมพร ก๋วยเตี๋ยวต้มยำสูตรชายน้อย กาแฟสด และสินค้าโอทอป (OTOP) โดยปัจจุบันได้จัดซื้อที่ดินริมถนนเพชรเกษมเอาไว้เรียบร้อยแล้ว นอกจากนี้ หากมีโอกาสก็อาจจะนำบริษัทเข้าสู่ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) เพื่อระดมทุนในการขยายธุรกิจ แต่เนื่องจากไม่มีความชำนาญในเรื่องดังกล่าว จึงต้องใช้ระยะเวลาในการศึกษาหาข้อมูลอีกพอสมควร
จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 37 ฉบับที่ 3,256 วันที่ 27 - 29 เมษายน พ.ศ. 2560
นายสุรพงษ์ ณรงค์น้อย กรรมการผู้จัดการ บริษัท ชายน้อยฟู้ด จำกัด เจ้าของผลิตภัณฑ์ผลไม้แปรรูปแบรนด์ "ชายน้อย" เปิดเผยว่า ในปี 2560 บริษัทมีแผนที่จะต่อยอดผลิตภัณฑ์ไปสู่การจำหน่ายกล้วยหอมอบเนยในร้านเซเว่นอีเลฟเว่น เพื่อขยายฐานลูกค้าของบริษัทให้เพิ่มมากขึ้น จากเดิมที่ผลิตภัณฑ์ของบริษัทมีวางจำหน่ายอยู่แล้ว 4 ประเภท ได้แก่ 1.ทุเรียนทอด ,2.แครกเกอร์หน้าทุดเรียนขนาด50 กรัม ,3.แครกเกอร์หน้าทุเรียนทอดขนาด 18 กรัม และ4.กล้วยเล็บมือนางอบแห้ง
ทั้งนี้ ปัจจุบันอยู่ในขั้นตอนของการพัฒนา และตรวจสอบบรรจุภัณฑ์ ซึ่งคาดว่าภายใน 1-2 เดือนหลังจากนี้น่าจะเรียบร้อยพร้อมจำหน่ายนอกจากนี้ ยังเตรียมปรับกลยุทธ์ทางด้านการตลาด และการบริหารต้นทุนของบริษัท เพื่อให้สอดรับกับปริมาณของวัตถุดิบประเภททุเรียนที่เริ่มมีจำนวนจำกัด โดยจะมีการมุ่งเน้นการทำผลิตภัณฑ์แครกเกอร์หน้าทุเรียนเข้ามาจำหน่ายเพิ่มมากขึ้น เนื่องจากมีต้นทุนที่ถูกกว่าทุเรียนทอด จากเดิมที่บริษัทจะจำหน่ายทุเรียนทอดในปริมาณ 80% และเป็นกล้วยเล็บมือนางอบแห้งอีก 20%โดยจะปรับเปลี่ยนมาเป็นทุเรียนทอด 50% แครกเกอร์หน้าทุเรียน 40% กล้วยเล็บมือนางอบแห้งและกล้วยหอมอบเนย 10%
"ทุเรียนทอดจะมีกำไรอยู่ที่ประมาณ 20-30% แต่หากเป็นแบบแครกเกอร์หน้าทุเรียนจะมีกำไรถึง 50% เนื่องจากวัตถุดิบที่นำมาใช้ในการแปรรูปมีความแตกต่างกัน"
อย่างไรก็ดี ในส่วนของตลาดต่างประเทศนั้น ปีนี้บริษัทก็จะดำเนินการขยายตลาดออกไปเพิ่มเติมที่ประเทศเวียดนาม จีนเมืองอื่นและฟิลิปปินส์ที่เกาะกวม และมัลดีฟส์ เนื่องจากเป็นเมืองแห่งการท่องเที่ยว ซึ่งผลิตภัณฑ์ของบริษัทน่าจะตอบโจทย์ความต้องการได้เป็นอย่างดี จากเดิมที่บริษัทมีตัวแทนจำหน่ายจำหน่ายที่ประเทศพม่าเมืองย่างกุ้ง และจีนที่เมืองสิบสองปันนา และยูนนาน ขณะที่ในส่วนของอบหอมอบเนยเอง ล่าสุดมีลูกค้าจากประเทศเกลาหลีติดต่อเข้ามาเพื่อให้บริษัทรับจ้างผลิตให้ (OEM) เพื่อไปวางจำหน่ายในประเทศ
สำหรับการต่อยอดผลิตภัณฑ์ รวมถึงการปรับกลยุทธ์ในการบริหารงาน และขยายตลาดต่างประเทศนั้น คาดว่าจะทำให้ปีนี้บริษัทมีรายได้อยู่ที่ประมาณ 130 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปีที่ผ่านมาซึ่งบริษัทมีรายได้อยู่ที่ 115 ล้านบาท (ดูตารางสัดส่วนรายได้)
"บริษัทมีการพัฒนาและวิจัยเรื่องการแปรรูปผลไม้อย่างต่อเนื่อง เพื่อเป็นการขยายฐานลูกค้า โดยขณะนี้มีการพัฒนานำลองกอง และสละมาแปรรูปเป็นเยลลี่ ซึ่งคาดว่าจะได้รับการตอบรับที่ดีจากลูกค้าชาวจีน โดยการแปรรูปผลไม้เป็นการเพิ่มมูลค่าของผลิตภัณฑ์ให้จำหน่ายได้มากกว่าในรูปแบบของผลไม้สด อีกทั้งยังสามารถเก็บรักษาไว้รับประทานได้ระยะเวลานาน"
ด้านแผนการดำเนินงานในอนาคตนั้น ในอีก 2-3 ปีบริษัทเตรียมดำเนินการลงทุนสร้างร้านจำหน่ายสินค้าแบบครบวงจร ซึ่งจะมีสินค้าวางจำหน่ายทั้งที่เป็นของฝาก ขนมจีนสูตรชุมพร ก๋วยเตี๋ยวต้มยำสูตรชายน้อย กาแฟสด และสินค้าโอทอป (OTOP) โดยปัจจุบันได้จัดซื้อที่ดินริมถนนเพชรเกษมเอาไว้เรียบร้อยแล้ว นอกจากนี้ หากมีโอกาสก็อาจจะนำบริษัทเข้าสู่ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) เพื่อระดมทุนในการขยายธุรกิจ แต่เนื่องจากไม่มีความชำนาญในเรื่องดังกล่าว จึงต้องใช้ระยะเวลาในการศึกษาหาข้อมูลอีกพอสมควร
จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 37 ฉบับที่ 3,256 วันที่ 27 - 29 เมษายน พ.ศ. 2560






