
กรมเชื้อเพลิงธรรมชาติเตรียมชงร่างทีโออาร์การเปิดประมูลแหล่งเอราวัณและบงกช
นายวีระศักดิ์ พึ่งรัศมี อธิบดีกรมเชื้อเพลิงธรรมชาติ กระทรวงพลังงาน เปิดเผยว่า กรมฯเตรียมนำร่างทีโออาร์การเปิดผระมูลแหล่งเอราวัณและบงกช ซึ่งจะหมดอายุสัญญาในปี 2565-2566 เข้าที่ประชุมคณะกรรมการปิโตรเลียมสิ้นเดือนเมษายนนี้ จากนั้นจะเสนอคณะรัฐมนตรี(ครม.) ในเดือนมิถุนายนนี้ โดยคาดว่าจะสามารถเปิดประมูลในช่วงต้นเดือนกรกฎาคมนี้ ซึ่งกรมฯจะคัดเลือกบริษัทที่คุณสมบัติ โดยจะต้องมีประสบการณ์ด้านการผลิตปิโตรเลียม เพราะเน้นว่าการผลิตที่ต่อเนื่องหรือกลับมาผลิตให้เร็วที่สุด เนื่องจากกำลังการผลิตแหล่งเอราวัณและบงกช คิดเป็น 2 ใน 3 ของการผลิตก๊าซในอ่าวไทย หากลดลงจะกระทบต่อความมั่นคงด้านการผลิตไฟฟ้าของประเทศ ทั้งนี้ภายหลังจากทีโออาร์ผ่านความเห็นชอบจาก ครม. แล้ว จะมีการชี้แจงอีกครั้งภายในสิ้นเดือนมิถุนายน-ต้นเดือนกรกฎาคมนี้ อย่างไรก็ตามคาดจะได้ผู้ชนะการประมูลในเดือนธันวาคมนี้
โดยกรมฯยืนยันว่าร่างมทีโออาร์ไม่ได้เอื้อประโยชน์ให้ผู้รับสัมปทานรายเดิม ทั้งเชฟรอนและ ปตท.สผ. เนื่องจากเป็นการแจ้งทั่วไปทั้งในและต่างประเทศ แต่ต้องการให้แหล่งเอราวัณและบงกชกลับมาผลิตให้เร็วที่สุดหลังหมดอายุสัญญาในปี 2565-2566 โดยคาดว่าหากเป็นผู้รับสัมปทาทนรายเดิมชนะการประมูล จะเริ่มกลับมาผลิตได้ตามปกติภายในปี 2567-2568 แต่หากเป็นผู้รับสัมปทานรายใหม่ คงต้องใช้ระยะเวลา คาดว่าจะเป็นปี 2570-2571
ปัจจุบันกำลังการผลิตแหล่งเอราวัณและบงกช กำลังการผลิตรวมอยู่ที่ 2,160 ล้านลูกบาศก์ฟุตต่อวัน แบ่งเป็นเอราวัณ กำลังการผลิต 1,280 ล้านลูกบาศก์ฟุตต่อวัน และบงกช 880 ล้านลูกบาศก์ฟุตต่อวัน ดังนั้นจึงต้องการให้ทั้งสองแหล่งกลับมาผลิตให้เร็วที่สุดภายหลังหมดอายุสัญญา ซึ่งมีความกังวลว่าภายหลังปี 2564-2565 กำลังการผลิตจาก 2 แหล่งจะเริ่มลดลงมาก แต่กรมฯเตรียมความพร้อมเพื่อนำแอลเอ็นจีเข้ามาทดแทน
“กรมฯได้เจรจากับผู้รับสัมปทานแหล่งบงกชแล้ว เพื่อคงกำลังการผลิตไปจนถึงปี 2563 หลังจากนั้นจะลดลง ขณะที่แหล่งเอราวัณ ทางเชฟรอนแจ้งว่าต้องการทราบผลประมูลก่อน เบื้องต้นบริษัทแจ้งว่ากำลังการผลิตลดลง 2% ต่อปี ซึ่งน้อยกว่าแผนเดิมที่คาดว่ากำลังการผลิตจากทั้งสองแหล่งจะลดลง 40% ต่อปี”
นายวีระศักดิ์ กล่าวเพิ่มเติมว่า ในวันที่ 5 เมษายนนี้ กรมฯจะประชุมกลุ่มย่อย(โฟกัส กรุ๊ป) ระหว่างผู้รับสัมปทานรายเดิม และอาจารย์หรือผู้เชี่ยวชาญที่เกี่ยวข้องกับปิโตรเลียม เพื่อศึกษาคัดเลือกแปลงปิโตรเลียมในแต่ละพื้นที่จะใช้ระบบใด จากนั้นจะเสนอรายละเอียดยังรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน และเสนอเข้าที่ประชุมคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ(กพช.) ต่อไป ดังนั้นแหล่งเอรารัณและบงกชจะใช้ระบบใดนั้น จะต้องรอข้อสรุปดังกล่าวก่อน ซึ่งอาจมีโอกาสเป็นไปได้ทั้ง 3 ระบบ ทั้งระบบสัมปทาน พีเอสซี และเอสซี เพราะหากในช่วงแรกเลือกระบบพีเอสซี แต่สุดท้ายแล้วไม่มีผู้เข้าร่วมประมูล ก็อาจต้องเปลี่ยนระบบได้
สำหรับความคืบหน้าการเปิดสัมปทานปิโตรเลียม รอบใหม่ 29 แปลง คงต้องรอการเปิดประมูล 2 แปลงให้แล้วเสร็จก่อน คาดว่าจะสามารถดำเนินการได้ภายในปี 2561
โดยกรมฯยืนยันว่าร่างมทีโออาร์ไม่ได้เอื้อประโยชน์ให้ผู้รับสัมปทานรายเดิม ทั้งเชฟรอนและ ปตท.สผ. เนื่องจากเป็นการแจ้งทั่วไปทั้งในและต่างประเทศ แต่ต้องการให้แหล่งเอราวัณและบงกชกลับมาผลิตให้เร็วที่สุดหลังหมดอายุสัญญาในปี 2565-2566 โดยคาดว่าหากเป็นผู้รับสัมปทาทนรายเดิมชนะการประมูล จะเริ่มกลับมาผลิตได้ตามปกติภายในปี 2567-2568 แต่หากเป็นผู้รับสัมปทานรายใหม่ คงต้องใช้ระยะเวลา คาดว่าจะเป็นปี 2570-2571
ปัจจุบันกำลังการผลิตแหล่งเอราวัณและบงกช กำลังการผลิตรวมอยู่ที่ 2,160 ล้านลูกบาศก์ฟุตต่อวัน แบ่งเป็นเอราวัณ กำลังการผลิต 1,280 ล้านลูกบาศก์ฟุตต่อวัน และบงกช 880 ล้านลูกบาศก์ฟุตต่อวัน ดังนั้นจึงต้องการให้ทั้งสองแหล่งกลับมาผลิตให้เร็วที่สุดภายหลังหมดอายุสัญญา ซึ่งมีความกังวลว่าภายหลังปี 2564-2565 กำลังการผลิตจาก 2 แหล่งจะเริ่มลดลงมาก แต่กรมฯเตรียมความพร้อมเพื่อนำแอลเอ็นจีเข้ามาทดแทน
“กรมฯได้เจรจากับผู้รับสัมปทานแหล่งบงกชแล้ว เพื่อคงกำลังการผลิตไปจนถึงปี 2563 หลังจากนั้นจะลดลง ขณะที่แหล่งเอราวัณ ทางเชฟรอนแจ้งว่าต้องการทราบผลประมูลก่อน เบื้องต้นบริษัทแจ้งว่ากำลังการผลิตลดลง 2% ต่อปี ซึ่งน้อยกว่าแผนเดิมที่คาดว่ากำลังการผลิตจากทั้งสองแหล่งจะลดลง 40% ต่อปี”
นายวีระศักดิ์ กล่าวเพิ่มเติมว่า ในวันที่ 5 เมษายนนี้ กรมฯจะประชุมกลุ่มย่อย(โฟกัส กรุ๊ป) ระหว่างผู้รับสัมปทานรายเดิม และอาจารย์หรือผู้เชี่ยวชาญที่เกี่ยวข้องกับปิโตรเลียม เพื่อศึกษาคัดเลือกแปลงปิโตรเลียมในแต่ละพื้นที่จะใช้ระบบใด จากนั้นจะเสนอรายละเอียดยังรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน และเสนอเข้าที่ประชุมคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ(กพช.) ต่อไป ดังนั้นแหล่งเอรารัณและบงกชจะใช้ระบบใดนั้น จะต้องรอข้อสรุปดังกล่าวก่อน ซึ่งอาจมีโอกาสเป็นไปได้ทั้ง 3 ระบบ ทั้งระบบสัมปทาน พีเอสซี และเอสซี เพราะหากในช่วงแรกเลือกระบบพีเอสซี แต่สุดท้ายแล้วไม่มีผู้เข้าร่วมประมูล ก็อาจต้องเปลี่ยนระบบได้
สำหรับความคืบหน้าการเปิดสัมปทานปิโตรเลียม รอบใหม่ 29 แปลง คงต้องรอการเปิดประมูล 2 แปลงให้แล้วเสร็จก่อน คาดว่าจะสามารถดำเนินการได้ภายในปี 2561






