
‘อมตะ’ผุดนิคมฯใหม่ย่างกุ้ง มากกว่าหมื่นไร่-ปรับกลยุทธ์เวียดนามรับญี่ปุ่น
อมตะ ยันไม่ทิ้งลงทุนทำนิคมอุตสาหกรรมในเมียนมา แต่เปลี่ยนพื้นที่จากชายแดน มาลงที่ย่างกุ้งแทน ในพื้นที่ไม่ตํ่ากว่า 1 หมื่นไร่ อยู่ระหว่างเจรจากับรัฐบาลท้องถิ่น คาดปลายปีได้เห็นรูปร่าง และยังศึกษาทำนิคมฯในสปป.ลาว พร้อมเร่งพัฒนานิคมฯในเวียดนาม รับทุนญี่ปุ่นย้ายฐานผลิตจากจีน
โครงการพัฒนาเขตเศรษฐกิจพิเศษทวาย ของเมียนมา ที่ขณะนี้ไม่ทราบว่าจะเกิดขึ้นได้หรือไม่ เนื่องจากยังติดปัญหาว่าทางรัฐบาลยอมที่จะกู้เงินจากญี่ปุ่นมาพัฒนาระบบสาธารณูปโภค เพื่อรองรับการลงทุนหรือไม่ จากความล่าช้าของโครงการดังกล่าวส่งผลให้ยักษ์ใหญ่ด้านการพัฒนานิคมอุตสาหกรรม อย่างบริษัท อมตะ คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) จำเป็นต้องล้มโครงการนิคมอุตสาหกรรมอมตะ ซิตี้ ทิกิ บนเนื้อที่เกือบ 1 หมื่นไร่ ที่อยู่ฝั่งเมียนมาตรงข้ามชายแดนไทย ห่างจากบ้านพุน้ำร้อน ประมาณ 3-4 กิโลเมตร จังหวัดกาญจนบุรี เพื่อเป็นฐานสนับสนุนด้านการลงทุนให้กับโครงการทวาย ใช้เงินลงทุนราว 1.2 หมื่นล้านบาท
โดยล่าสุดทางบริษัท อมตะฯ ได้เบนเข็มที่จะไปพัฒนานิคมฯในเมืองย่างกุ้งแทน มีพื้นที่ไม่น้อยกว่า 1 หมื่นไร่ เนื่องจากเห็นว่าเมียนมายังมีการเติบโตทางเศรษฐกิจปีละไม่ต่ำกว่า 10 % ประกอบกับยังมีความต้องการสินค้าอีกเป็นจำนวนมาก จึงเป็นโอกาสที่จะพัฒนาที่ดินขึ้นมารองรับการลงทุนได้
นางสมหทัย พานิชชีวะ ประธานคณะกรรมการการลงทุน บริษัท อมตะ คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) เปิดเผยกับ"ฐานเศรษฐกิจ"ว่า โครงการพัฒนานิคมอุตสาหกรรมในเมืองย่างกุ้ง ขณะนี้อยู่ระหว่างการเจรจากับรัฐบาลท้องถิ่น ที่จะให้อมตะฯเข้ามาพัฒนาพื้นที่ในรูปแบบการให้สัมปทาน ซึ่งคาดว่าภายในปลายปีนี้น่าจะได้ข้อสรุป และสามารถเริ่มเข้าดำเนินการได้ในปีหน้า
การที่บริษัทยังสนใจเมียนมาอยู่ เพราะเห็นว่าเมียนมายังมีการเติบโตทางเศรษฐกิจค่อนข้างสูง และเป็นที่สนใจของนักลงทุน อีกทั้ง การตั้งอยู่ในเมืองย่างกุ้ง ก็มีความได้เปรียบใกล้กับศูนย์กลางทางการค้าและพาณิชย์กรรม ดังนั้น นิคมฯที่จะตั้งขึ้นนี้จะสามารถรองรับการลงทุนของอุตสาหกรรมได้ทุกประเภทที่เมียนมายังมีความต้องการอยู่ และยังสามารถส่งออกสินค้าไปยังฝั่งตะวันตกได้สะดวก
ส่วนเม็ดเงินการลงทุนนั้น ขณะนี้ยังไม่มีการประเมินออกมา แต่หากต้องพัฒนาพื้นที่กว่า 1 หมื่นไร่ขึ้นไป ก็คงจะต้องใช้ไม่ต่ำกว่า 1 หมื่นล้านบาท ที่จะต้องค่อยๆ พัฒนาไปที่ระยะๆ
อย่างไรก็ตาม การพัฒนานิคมฯ ฝั่งตรงข้ามบ้านพุน้ำร้อนนั้น ทางอมตะจะยังไม่ทิ้ง หากโครงการเขตเศรษฐกิจพิเศษทวายเกิดขึ้นได้จริงในอนาคต ก็สามารถที่จะกลับเข้ามาพัฒนาได้
นางสมหทัย กล่าวอีกว่า นอกจากนี้ การที่ประเทศเพื่อนบ้านมีการขยายตัวของเศรษฐกิจค่อนข้างสูง ทางอมตะยังมีความสนใจที่จะเข้าไปพัฒนานิคมฯในสปป.ลาวด้วย ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างการศึกษาความเป็นไปได้ในการเข้าไปตั้งนิคมฯในพื้นที่ทางภาคเหนือของสปป.ลาว เนื่องจากเห็นว่าเป็นทำเลที่ดี และมีที่ดินจำนวนมากแต่ยังไม่มีการพัฒนา
อีกทั้ง เป็นพื้นที่ที่รับกับการเชื่อมโยงของรถไฟจากจีนที่มาถึงสปป.ลาว ทำให้มีข้อได้เปรียบด้านการขนส่งสินค้าไปจีนได้ เนื่องจากจีนเป็นประเทศมีการบริโภคค่อนข้างสูง ดังนั้น พื้นที่นี้จะเหมาะกับการตั้งนิคมฯและดึงการลงทุนด้านอุตสาหกรรมเกษตรเข้ามาตั้ง ป้อนความต้องการของจีนได้อย่างไม่จำกัด จึงมองว่า เป็นโอกาสที่จะเข้าไปตั้งนิคมฯรองรับการลงทุนได้
ส่วนการพัฒนานิคมฯที่เมืองฮาลอง อยู่ทางภาคเหนือของเวียนนาม บนเนื้อที่ 3.8 หมื่นไร่นั้น มีความคืบหน้าเป็นลำดับ คาดว่าในปี 2561 จะสามารถเริ่มพัฒนาพื้นที่ได้ราว 600 ไร่ เพื่อรองรับนักลงทุนที่จะย้ายฐานการผลิตจากจีนเข้ามาประมาณ 100 ราย ที่มีการประเมินกันว่า จะมีนักลงทุนย้ายออกมาประมาณ 1 หมื่นราย จากเหตุผลทางการเมือง ประกอบกับที่ดินมีราคาสูงขึ้น ค่าแรงแพงขึ้น จึงมองว่าเวียดนามเหนือเป็นแหล่งที่น่าลงทุน และอยู่ใกล้กับท่าเรือไฮฟอง ที่ญี่ปุ่นให้เงินมาลงทุน และจะแล้วเสร็จประมารเดือนพฤศจิกายนนี้
จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 37 ฉบับที่ 3,248
วันที่ 30 มีนาคม - 1 เมษายน พ.ศ. 2560
โครงการพัฒนาเขตเศรษฐกิจพิเศษทวาย ของเมียนมา ที่ขณะนี้ไม่ทราบว่าจะเกิดขึ้นได้หรือไม่ เนื่องจากยังติดปัญหาว่าทางรัฐบาลยอมที่จะกู้เงินจากญี่ปุ่นมาพัฒนาระบบสาธารณูปโภค เพื่อรองรับการลงทุนหรือไม่ จากความล่าช้าของโครงการดังกล่าวส่งผลให้ยักษ์ใหญ่ด้านการพัฒนานิคมอุตสาหกรรม อย่างบริษัท อมตะ คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) จำเป็นต้องล้มโครงการนิคมอุตสาหกรรมอมตะ ซิตี้ ทิกิ บนเนื้อที่เกือบ 1 หมื่นไร่ ที่อยู่ฝั่งเมียนมาตรงข้ามชายแดนไทย ห่างจากบ้านพุน้ำร้อน ประมาณ 3-4 กิโลเมตร จังหวัดกาญจนบุรี เพื่อเป็นฐานสนับสนุนด้านการลงทุนให้กับโครงการทวาย ใช้เงินลงทุนราว 1.2 หมื่นล้านบาท
โดยล่าสุดทางบริษัท อมตะฯ ได้เบนเข็มที่จะไปพัฒนานิคมฯในเมืองย่างกุ้งแทน มีพื้นที่ไม่น้อยกว่า 1 หมื่นไร่ เนื่องจากเห็นว่าเมียนมายังมีการเติบโตทางเศรษฐกิจปีละไม่ต่ำกว่า 10 % ประกอบกับยังมีความต้องการสินค้าอีกเป็นจำนวนมาก จึงเป็นโอกาสที่จะพัฒนาที่ดินขึ้นมารองรับการลงทุนได้
นางสมหทัย พานิชชีวะ ประธานคณะกรรมการการลงทุน บริษัท อมตะ คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) เปิดเผยกับ"ฐานเศรษฐกิจ"ว่า โครงการพัฒนานิคมอุตสาหกรรมในเมืองย่างกุ้ง ขณะนี้อยู่ระหว่างการเจรจากับรัฐบาลท้องถิ่น ที่จะให้อมตะฯเข้ามาพัฒนาพื้นที่ในรูปแบบการให้สัมปทาน ซึ่งคาดว่าภายในปลายปีนี้น่าจะได้ข้อสรุป และสามารถเริ่มเข้าดำเนินการได้ในปีหน้า
การที่บริษัทยังสนใจเมียนมาอยู่ เพราะเห็นว่าเมียนมายังมีการเติบโตทางเศรษฐกิจค่อนข้างสูง และเป็นที่สนใจของนักลงทุน อีกทั้ง การตั้งอยู่ในเมืองย่างกุ้ง ก็มีความได้เปรียบใกล้กับศูนย์กลางทางการค้าและพาณิชย์กรรม ดังนั้น นิคมฯที่จะตั้งขึ้นนี้จะสามารถรองรับการลงทุนของอุตสาหกรรมได้ทุกประเภทที่เมียนมายังมีความต้องการอยู่ และยังสามารถส่งออกสินค้าไปยังฝั่งตะวันตกได้สะดวก
ส่วนเม็ดเงินการลงทุนนั้น ขณะนี้ยังไม่มีการประเมินออกมา แต่หากต้องพัฒนาพื้นที่กว่า 1 หมื่นไร่ขึ้นไป ก็คงจะต้องใช้ไม่ต่ำกว่า 1 หมื่นล้านบาท ที่จะต้องค่อยๆ พัฒนาไปที่ระยะๆ
อย่างไรก็ตาม การพัฒนานิคมฯ ฝั่งตรงข้ามบ้านพุน้ำร้อนนั้น ทางอมตะจะยังไม่ทิ้ง หากโครงการเขตเศรษฐกิจพิเศษทวายเกิดขึ้นได้จริงในอนาคต ก็สามารถที่จะกลับเข้ามาพัฒนาได้
นางสมหทัย กล่าวอีกว่า นอกจากนี้ การที่ประเทศเพื่อนบ้านมีการขยายตัวของเศรษฐกิจค่อนข้างสูง ทางอมตะยังมีความสนใจที่จะเข้าไปพัฒนานิคมฯในสปป.ลาวด้วย ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างการศึกษาความเป็นไปได้ในการเข้าไปตั้งนิคมฯในพื้นที่ทางภาคเหนือของสปป.ลาว เนื่องจากเห็นว่าเป็นทำเลที่ดี และมีที่ดินจำนวนมากแต่ยังไม่มีการพัฒนา
อีกทั้ง เป็นพื้นที่ที่รับกับการเชื่อมโยงของรถไฟจากจีนที่มาถึงสปป.ลาว ทำให้มีข้อได้เปรียบด้านการขนส่งสินค้าไปจีนได้ เนื่องจากจีนเป็นประเทศมีการบริโภคค่อนข้างสูง ดังนั้น พื้นที่นี้จะเหมาะกับการตั้งนิคมฯและดึงการลงทุนด้านอุตสาหกรรมเกษตรเข้ามาตั้ง ป้อนความต้องการของจีนได้อย่างไม่จำกัด จึงมองว่า เป็นโอกาสที่จะเข้าไปตั้งนิคมฯรองรับการลงทุนได้
ส่วนการพัฒนานิคมฯที่เมืองฮาลอง อยู่ทางภาคเหนือของเวียนนาม บนเนื้อที่ 3.8 หมื่นไร่นั้น มีความคืบหน้าเป็นลำดับ คาดว่าในปี 2561 จะสามารถเริ่มพัฒนาพื้นที่ได้ราว 600 ไร่ เพื่อรองรับนักลงทุนที่จะย้ายฐานการผลิตจากจีนเข้ามาประมาณ 100 ราย ที่มีการประเมินกันว่า จะมีนักลงทุนย้ายออกมาประมาณ 1 หมื่นราย จากเหตุผลทางการเมือง ประกอบกับที่ดินมีราคาสูงขึ้น ค่าแรงแพงขึ้น จึงมองว่าเวียดนามเหนือเป็นแหล่งที่น่าลงทุน และอยู่ใกล้กับท่าเรือไฮฟอง ที่ญี่ปุ่นให้เงินมาลงทุน และจะแล้วเสร็จประมารเดือนพฤศจิกายนนี้
จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 37 ฉบับที่ 3,248
วันที่ 30 มีนาคม - 1 เมษายน พ.ศ. 2560






