
ต่อยอด'อีลิทการ์ด' ผุดเรสิเดนซ์โปรแกรมในไทย
การดำเนินธุรกิจของอีลิทการ์ดวันนี้ ไม่เพียงจะเห็นความสามารถที่จะอยู่รอดได้ในทางธุรกิจ จากการปรับแผนการทำงานและการเปิดตัวบัตรใหม่ เพื่อสร้างรายได้จากการขายให้เพิ่มขึ้นต่อเนื่องรวมถึงการสร้างกำไรจากการดำเนินธุรกิจ และคาดว่าในอีก 4-5 ปีนี้น่าจะล้างการขาดทุนทางบัญชีกว่า 820 ล้านบาทได้หมดเท่านั้น แต่ทิศทางจากนี้ อีลิทการ์ดจะไม่ใช่แค่เพียงกลไกในการดึงกลุ่มพรีเมียม ทัวริสต์เข้าไทยเท่านั้น แต่ยังโฟกัสที่จะดึงกลุ่มไพรเวท อินเวสเมนต์ต่างชาติ รวมถึงการสร้างให้ไทยเป็นจุดหนึ่งของโลกสำหรับด้านการวางแผนที่อยู่อาศัยในไทย ที่จะมีเรสิเดนต์ โปรแกรมเกิดขึ้นเป็นสเต็ปต่อไป อ่านได้จากสัมภาษณ์นายพฤทธิ์ บุปผาคำ ผู้จัด
การใหญ่ บริษัท ไทยแลนด์ พริวิเลจ คาร์ด จำกัด หรือทีพีซี
เล็งเฮนลีย์สร้างโมเดลใหม่
ความที่ทีพีซี อยู่ภายใต้การถือหุ้นของการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย(ททท.) การทำงานของเราจึงต้องการยกระดับประเทศไทย ใน 2 เรื่อง เรื่องแรกเป็นเรื่องของการท่องเที่ยวที่เราทำอยู่แล้ว ที่จะดึงให้เกิดนักท่องเที่ยวกลุ่มพรีเมียม มาเที่ยวซ้ำ(รีพีตเตอร์) ดังนั้นการที่เราสร้างโปรดักต์ใหม่ ด้วยการเปิดตัวบัตรใหม่ 4 รูปแบบใหม่ ได้แก่ “อีลิทแฟมิลี เอ็กซ์เคอร์ชั่น(Elite Family Excursion) ” ราคา 8 แสนบาท อายุบัตร 5 ปี“อีลิทแฟมิลี่ อัลเทอร์เนทีฟ (Elite Family Alternative)” ราคา 8 แสนบาท อายุ 10 ปี “อีลิทพริวิเลจแอคเซส(Elite Privilege Access)” ราคา 1 ล้านบาท อายุบัตร 10 ปี “อีลิทซูพีเรียริตี้เอ็กซ์เทนชั่น (Elite Superiority Extension) ” ราคา 1 ล้านบาท อายุบัตร 20 ปี แต่ละบัตรจะมีสิทธิประโยชน์แตกต่างกันตามไลฟ์สไตล์ยุคปัจจุบัน ก็เพื่อหากลุ่มเป้าหมายใหม่ ซึ่งผมมั่นใจว่าเราเดินไปได้ตามเป้าหมายแน่นอนในเรื่องนี้
ส่วนอีกเรื่องเป็นการต่อยอดกระตุ้นให้เกิดการลงทุนในไทย ผมจะโฟกัสเป้าหมายที่จะดึงกลุ่มไพรเวต อินเวสเมนต์ต่างชาติ และการสร้างResidency โปรแกรมขึ้นมาในไทย เพื่อสร้างให้ไทยเป็นจุดหนึ่งของโลกสำหรับด้านการวางแผนที่อยู่อาศัยของชาวต่างชาติจุดนี้ทำให้เกิดการสร้างงานในไทยเพิ่มมากขึ้น ซึ่งเรากำลังเวิร์คอยู่กับกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอยู่ โดยมีพันธมิตร คือบริษัท เฮนลีย์ แอนด์ พาร์ทเนอร์สฯ (Henley & Partner)ซึ่งเป็นผู้นำระดับโลกด้านการวางแผนที่อยู่อาศัยและสัญชาติ (Residence & Citizenship)ที่ทีพีซีจะดึงมาเป็นตัวแทนจำหน่ายระดับโลกร่วมกันวางแผนในเรื่องนี้ที่จะเป็นรูปแบบใหม่ในการดึงเม็ดเงินลงเข้าประเทศ
[caption id="attachment_132574" align="aligncenter" width="427"]
ต่อยอด'อีลิทการ์ด' ผุดเรสิเดนซ์โปรแกรมในไทย[/caption]
โดยอาศัยความเชี่ยวชาญของบริษัทเฮนลีย์ฯ ที่มีสำนักงานมากกว่า 28 บริษัททั่วโลกและกลุ่มลูกค้าที่มาใช้บริการเฮนลีย์ ล้วนเป็นบุคคลและครอบครัวที่มีฐานะร่ำรวย และยังเป็นบริษัทให้บริการคำปรึกษาชั้นนำแก่รัฐบาลของหลายประเทศ อาทิ มอลตา , ออสเตรเลีย ในการดึงเงินลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ และมีส่วนร่วมในการให้คำปรึกษาและออกแบบเชิงยุทธศาสตร์ ด้านโครงการที่อยู่อาศัยและสัญชาติที่ประสบความสำเร็จเป็นอันดับต้นๆของโลก เห็นได้จากการการวางแผนที่อยู่อาศัยและสัญชาติของเฮนลีย์ ที่มีหลากหลายไม่ต่ำกว่า 20 โปรแกรม
ต่างชาติขายขั้นต่ำ 1 ล.ยูโร
เราขายบัตรอีลิทการ์ด ได้เงิน 2 ล้านบาท แต่โปรแกรมเรสิเดนต์ ที่เฮนลีย์ขายให้ประเทศต่างๆ อยู่ที่อย่างต่ำ 1 ล้านยูโรหรือ 1 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ดังนั้นหากเราสามารถสร้างโปรแกรมด้านการวางแผนที่อยู่อาศัยของชาวต่างชาติให้เกิดขึ้นได้ ยกตัวอย่างง่ายๆหากเราต้องการหาเงินเข้าประเทศ 1,000 ล้านบาท เอาแค่ 100 ครอบครัว ครอบครัวละ 2 คน ถ้ามาซื้อบัตรอีลิทการ์ด 2 ล้านล้านบาท ก็ได้ 200 ล้านบาทแล้ว หรือมาซื้ออสังหาริมทรัพย์ในไทย ราคาสัก 10 ล้านบาท 100 ครอบครัว ก็ได้พันล้านบาทแล้ว หากเราสร้างโปรแกรมนี้ขึ้นมาได้ เหมือนประเทศอื่นๆที่เขามีไม่ว่าจะเป็นมาเลเซีย สิงคโปร์ ฮ่องกง
ทั้งนี้รูปแบบการสร้างโปรแกรมดังกล่าวของไทย จะมีการหารือในสเต็ปต่อไป เพราะเป็นเรื่องใหม่สำหรับประเทศไทย ซึ่งที่ผ่านมาเรามีเฉพาะลองสเตย์วีซ่า กับทัวริสต์ วีซ่า เท่านั้น ตรงนี้จึงยังไม่ตอบโจทย์การดึงต่างชาติให้วางแผนที่อยู่อาศัยในไทย และหากเรามีตรงนี้ได้ก็จะดึงให้เกิดไพรเวต อินเวสเมนต์ในไทยตามมา ไม่ว่าจะเป็นการเช้ามาลงทุนดำเนินธุรกิจ แล้วสร้างงานในเมืองไทย หรือแม้แต่การลงทุนในเรื่องของอสังหาริมทรัพย์ ซึ่งจะเป็นการผลักดันให้เกิดการลงทุนในไทย เพิ่มเติมจากการทำงานของบีโอไอ ที่เป็นการสนับสนุนการลงทุนของกลุ่มคอร์ปอเรตจากต่างประเทศเป็นหลัก
ไทยมีศักยภาพการแข่งขัน
เขามั่นใจว่าหากไทยมีเรสิเดนต์ ชิพ โปรแกรมเกิดขึ้น ไทยจะมีศักยภาพดีกว่าประเทศคู่แข่งที่มีการขายโปรแกรมเหล่านี้อยู่แล้ว เพราะไทยมีจุดเด่น ซี แซน ซัน ช็อปปิ้ง กิน เที่ยวต่างๆ เรามีครบหมด ที่สามารถดึงมาเป็นจุดขายที่จะกลุ่มเหล่านี้ ซึ่งการสร้างโปรแกรม Residencyในไทย ก็คงต้องดูรูปแบบของต่างประเทศประกอบด้วย
โดย Residency ในต่างประเทศ โปรแกรมพวกนี้จะอยู่ที่ราว 5 ปี โดยคนที่เข้าร่วมโปรแกรม ก็จะได้พาสปอร์ตที่เป็น Residency โดยบางประเทศกำหนดว่าต้องเข้ามาฝากเงินที่ 1 ล้านยูโร หรือ 1 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯบางประเทศก็อาจะเป็นหลักแสนดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อปี แต่สำหรับในไทยเราคงต้องดูความเหมาะสม ซึ่งเราต้องการสร้างอีลิท เรสิเดนซี่ ให้เกิดขึ้นในอนาคต โดยจะเป็นโปรแกรม เพื่อรองรับเป้าหมายนี้โดยเฉพาะนั่นเอง
จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 37 ฉบับที่ 3,240 วันที่ 2 - 4 มีนาคม พ.ศ. 2560
การใหญ่ บริษัท ไทยแลนด์ พริวิเลจ คาร์ด จำกัด หรือทีพีซี
เล็งเฮนลีย์สร้างโมเดลใหม่
ความที่ทีพีซี อยู่ภายใต้การถือหุ้นของการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย(ททท.) การทำงานของเราจึงต้องการยกระดับประเทศไทย ใน 2 เรื่อง เรื่องแรกเป็นเรื่องของการท่องเที่ยวที่เราทำอยู่แล้ว ที่จะดึงให้เกิดนักท่องเที่ยวกลุ่มพรีเมียม มาเที่ยวซ้ำ(รีพีตเตอร์) ดังนั้นการที่เราสร้างโปรดักต์ใหม่ ด้วยการเปิดตัวบัตรใหม่ 4 รูปแบบใหม่ ได้แก่ “อีลิทแฟมิลี เอ็กซ์เคอร์ชั่น(Elite Family Excursion) ” ราคา 8 แสนบาท อายุบัตร 5 ปี“อีลิทแฟมิลี่ อัลเทอร์เนทีฟ (Elite Family Alternative)” ราคา 8 แสนบาท อายุ 10 ปี “อีลิทพริวิเลจแอคเซส(Elite Privilege Access)” ราคา 1 ล้านบาท อายุบัตร 10 ปี “อีลิทซูพีเรียริตี้เอ็กซ์เทนชั่น (Elite Superiority Extension) ” ราคา 1 ล้านบาท อายุบัตร 20 ปี แต่ละบัตรจะมีสิทธิประโยชน์แตกต่างกันตามไลฟ์สไตล์ยุคปัจจุบัน ก็เพื่อหากลุ่มเป้าหมายใหม่ ซึ่งผมมั่นใจว่าเราเดินไปได้ตามเป้าหมายแน่นอนในเรื่องนี้
ส่วนอีกเรื่องเป็นการต่อยอดกระตุ้นให้เกิดการลงทุนในไทย ผมจะโฟกัสเป้าหมายที่จะดึงกลุ่มไพรเวต อินเวสเมนต์ต่างชาติ และการสร้างResidency โปรแกรมขึ้นมาในไทย เพื่อสร้างให้ไทยเป็นจุดหนึ่งของโลกสำหรับด้านการวางแผนที่อยู่อาศัยของชาวต่างชาติจุดนี้ทำให้เกิดการสร้างงานในไทยเพิ่มมากขึ้น ซึ่งเรากำลังเวิร์คอยู่กับกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอยู่ โดยมีพันธมิตร คือบริษัท เฮนลีย์ แอนด์ พาร์ทเนอร์สฯ (Henley & Partner)ซึ่งเป็นผู้นำระดับโลกด้านการวางแผนที่อยู่อาศัยและสัญชาติ (Residence & Citizenship)ที่ทีพีซีจะดึงมาเป็นตัวแทนจำหน่ายระดับโลกร่วมกันวางแผนในเรื่องนี้ที่จะเป็นรูปแบบใหม่ในการดึงเม็ดเงินลงเข้าประเทศ
[caption id="attachment_132574" align="aligncenter" width="427"]
โดยอาศัยความเชี่ยวชาญของบริษัทเฮนลีย์ฯ ที่มีสำนักงานมากกว่า 28 บริษัททั่วโลกและกลุ่มลูกค้าที่มาใช้บริการเฮนลีย์ ล้วนเป็นบุคคลและครอบครัวที่มีฐานะร่ำรวย และยังเป็นบริษัทให้บริการคำปรึกษาชั้นนำแก่รัฐบาลของหลายประเทศ อาทิ มอลตา , ออสเตรเลีย ในการดึงเงินลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ และมีส่วนร่วมในการให้คำปรึกษาและออกแบบเชิงยุทธศาสตร์ ด้านโครงการที่อยู่อาศัยและสัญชาติที่ประสบความสำเร็จเป็นอันดับต้นๆของโลก เห็นได้จากการการวางแผนที่อยู่อาศัยและสัญชาติของเฮนลีย์ ที่มีหลากหลายไม่ต่ำกว่า 20 โปรแกรม
ต่างชาติขายขั้นต่ำ 1 ล.ยูโร
เราขายบัตรอีลิทการ์ด ได้เงิน 2 ล้านบาท แต่โปรแกรมเรสิเดนต์ ที่เฮนลีย์ขายให้ประเทศต่างๆ อยู่ที่อย่างต่ำ 1 ล้านยูโรหรือ 1 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ดังนั้นหากเราสามารถสร้างโปรแกรมด้านการวางแผนที่อยู่อาศัยของชาวต่างชาติให้เกิดขึ้นได้ ยกตัวอย่างง่ายๆหากเราต้องการหาเงินเข้าประเทศ 1,000 ล้านบาท เอาแค่ 100 ครอบครัว ครอบครัวละ 2 คน ถ้ามาซื้อบัตรอีลิทการ์ด 2 ล้านล้านบาท ก็ได้ 200 ล้านบาทแล้ว หรือมาซื้ออสังหาริมทรัพย์ในไทย ราคาสัก 10 ล้านบาท 100 ครอบครัว ก็ได้พันล้านบาทแล้ว หากเราสร้างโปรแกรมนี้ขึ้นมาได้ เหมือนประเทศอื่นๆที่เขามีไม่ว่าจะเป็นมาเลเซีย สิงคโปร์ ฮ่องกง
ทั้งนี้รูปแบบการสร้างโปรแกรมดังกล่าวของไทย จะมีการหารือในสเต็ปต่อไป เพราะเป็นเรื่องใหม่สำหรับประเทศไทย ซึ่งที่ผ่านมาเรามีเฉพาะลองสเตย์วีซ่า กับทัวริสต์ วีซ่า เท่านั้น ตรงนี้จึงยังไม่ตอบโจทย์การดึงต่างชาติให้วางแผนที่อยู่อาศัยในไทย และหากเรามีตรงนี้ได้ก็จะดึงให้เกิดไพรเวต อินเวสเมนต์ในไทยตามมา ไม่ว่าจะเป็นการเช้ามาลงทุนดำเนินธุรกิจ แล้วสร้างงานในเมืองไทย หรือแม้แต่การลงทุนในเรื่องของอสังหาริมทรัพย์ ซึ่งจะเป็นการผลักดันให้เกิดการลงทุนในไทย เพิ่มเติมจากการทำงานของบีโอไอ ที่เป็นการสนับสนุนการลงทุนของกลุ่มคอร์ปอเรตจากต่างประเทศเป็นหลัก
ไทยมีศักยภาพการแข่งขัน
เขามั่นใจว่าหากไทยมีเรสิเดนต์ ชิพ โปรแกรมเกิดขึ้น ไทยจะมีศักยภาพดีกว่าประเทศคู่แข่งที่มีการขายโปรแกรมเหล่านี้อยู่แล้ว เพราะไทยมีจุดเด่น ซี แซน ซัน ช็อปปิ้ง กิน เที่ยวต่างๆ เรามีครบหมด ที่สามารถดึงมาเป็นจุดขายที่จะกลุ่มเหล่านี้ ซึ่งการสร้างโปรแกรม Residencyในไทย ก็คงต้องดูรูปแบบของต่างประเทศประกอบด้วย
โดย Residency ในต่างประเทศ โปรแกรมพวกนี้จะอยู่ที่ราว 5 ปี โดยคนที่เข้าร่วมโปรแกรม ก็จะได้พาสปอร์ตที่เป็น Residency โดยบางประเทศกำหนดว่าต้องเข้ามาฝากเงินที่ 1 ล้านยูโร หรือ 1 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯบางประเทศก็อาจะเป็นหลักแสนดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อปี แต่สำหรับในไทยเราคงต้องดูความเหมาะสม ซึ่งเราต้องการสร้างอีลิท เรสิเดนซี่ ให้เกิดขึ้นในอนาคต โดยจะเป็นโปรแกรม เพื่อรองรับเป้าหมายนี้โดยเฉพาะนั่นเอง
จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 37 ฉบับที่ 3,240 วันที่ 2 - 4 มีนาคม พ.ศ. 2560






