
“โกลเบล็ก”มองดัชนีหุ้นไทยได้แรงหนุนหุ้นพลังงงานแจ้งงบ
บล.โกลเบล็ก เผยหุ้นไทยได้แรงหนุนจากหุ้นกลุ่มพลังงานประกาศผลการดำเนินงานปี 59 ในสัปดาห์นี้ และ ทรัมป์เตรียมประกาศแผนปรับลดภาษีครั้งใหญ่ พร้อมแนะจับตาเฟดแถลงนโยบายการเงินต่อวุฒิสภา อาจส่งสัญญาณปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย ให้กรอบดัชนี 1,560 – 1,600 จุด แนะลงทุนหุ้นที่คาดว่ากำไรปี 59 จะเติบโตโดดเด่น กลุ่มที่มี Dividend yield สูง
น.ส.วิลาสินี บุญมาสูงทรง ผู้อำนวยการฝ่ายวิเคราะห์ บริษัทหลักทรัพย์ โกลเบล็ก จำกัด หรือ GBS ประเมินทิศทางตลาดหุ้นไทยได้รับปัจจัยบวกจากหุ้นกลุ่มพลังงานจะทยอยประกาศผลการดำเนินงานปี 59 ในสัปดาห์นี้ ซึ่งคาดว่ากำไรจะเติบโตดี รวมถึงในเดือนม.ค.60 กลุ่มประเทศผู้ส่งออกน้ำมัน (โอเปก) ลดกำลังการผลิตน้ำมันลง 890,000 บาร์เรล/วันเมื่อเทียบกับเดือนธ.ค. ส่งผลบวกเชิงจิตวิทยาต่อหุ้นกลุ่มพลังงาน
นอกจากนี้ การที่ประธานาธิดีทรัมป์เตรียมประกาศแผนการปรับลดภาษีครั้งใหญ่ในอีก 2-3 สัปดาห์ข้างหน้า ประกอบกับตัวเลขตลาดแรงงานสหรัฐฯที่แข็งแกร่งจากจำนวนผู้ขอรับสวัสดิการว่างงานครั้งแรกลดลงใกล้ระดับต่ำสุดในรอบ 43 ปี โดยลดลง 12,000 ราย สู่ 234,000 ราย และการเร่งเบิกจ่ายงบประมาณประจำปี 2560 ส่งผลให้หน่วยงานราชการต่างเร่งจัดหาผู้รับเหมาและลงนามสัญญาโครงการก่อสร้างภายในเดือนมี.ค.เพื่อให้เป็นไปตามเป้าที่ตั้งไว้ไม่ต่ำกว่า 95% ขณะที่รองนายกฯ สั่งให้ รฟม.เร่งเสนอรถไฟฟ้า 10 เส้นทางเสนอที่ประชุมครม.ภายในปีนี้ล้วนเป็นปัจจัยหนุนดัชนีตลาดหุ้นไทยในสัปดาห์นี้
โดยมีปัจจัยกดดันจากความผันผวนของ Fund Flow ต่างชาติจากนโยบายเศรษฐกิจการค้าระหว่างประเทศของสหรัฐฯ ประกอบกับความกังวลผลกระทบจาก BREXIT ซึ่งสอดคล้องกับที่ประธานคณะกรรมาธิการยุโรป (EC) กังวลว่าขั้นตอนการเจรจาอาจเป็นชนวนให้เกิดความแตกแยกขึ้นในกลุ่มประเทศที่เหลือในสหภาพยุโรป (EU) ส่วนปัจจัยลบภายในประเทศได้แก่การที่คณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) ประกาศเลื่อนกำหนดการซักซ้อมความเข้าใจยื่นคำร้องและข้อเสนอขายไฟฟ้าขยะชุมชน
อย่างไรก็ตาม ยังคงมีปัจจัยที่ต้องจับตา ได้แก่ วันที่ 14-15 ก.พ. ติดตามนางเจเน็ต เยลเลน ประธานธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) แถลงนโยบายการเงินต่อวุฒิสภา ซึ่งคาดว่าอาจจะมีการส่งสัญญาณการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย หลังจากมีการปรับเพิ่มการคาดการณ์เงินเฟ้อขึ้นใกล้ระดับเป้าหมายที่ 2% วันที่ 15 ก.พ. อียูจะเปิดเผยดุลการค้าเดือนธ.ค. ส่วนสหรัฐจะเปิดเผยดัชนีภาคการผลิตเดือนก.พ. ดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI) เดือนม.ค. ผลิตภาคอุตสาหกรรม-อัตราการใช้กำลังการผลิตเดือนม.ค. รวมทั้งสต็อกสินค้าคงคลังภาคธุรกิจเดือนเดือนธ.ค. และสต็อกน้ำมันรายสัปดาห์ และในวันที่ 20 ก.พ. สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) หรือสภาพัฒน์ฯมีกำหนดแถลงตัวเลข GDP ในช่วงไตรมาส 4/59
ด้านนายชัยยศ จิวางกูร ผู้อำนวยการฝ่ายวิเคราะห์ บล.โกลเบล็ก กล่าวว่า ภาวะตลาดหุ้นไทยในสัปดาห์นี้ถูกแรงกดดันจากความผันผวนของ Fund Flow ต่างชาติที่พลิกเป็น Net Sell รวมถึงแรงขายตามสัญญาณเทคนิคหลังดัชนีไม่สามารถผ่านแนวต้าน 1,600 จุดได้ อย่างไรก็ตามคาดจะมีแรงซื้อดักงบและเงินปันผลปี 2559 เข้ามาพยุงดัชนีในช่วงอ่อนตัว
ดังนั้นประเมินว่า SET จะแกว่งตัวในกรอบ 1,560 – 1,600 จุด ทั้งนี้แนะนำ ซื้อเก็งกำไรแบบ Selective Buy ในกลุ่มพลังงาน อานิสงส์ราคาน้ำมันทรงตัวระดับสูงและคาดว่างบ Q4/59 รวมถึงงบปี 59 จะมีกำไรเติบโตขึ้น กลุ่มที่มี Dividend yield สูง แนะนำ KTB LH และ PSH รวมทั้ง BANPU ที่คาดว่าจะได้อานิสงส์จากการที่ MSCI Rebalance ปรับเพิ่มน้ำหนักลงทุน มีผล 28 ก.พ. 60
น.ส.วิลาสินี บุญมาสูงทรง ผู้อำนวยการฝ่ายวิเคราะห์ บริษัทหลักทรัพย์ โกลเบล็ก จำกัด หรือ GBS ประเมินทิศทางตลาดหุ้นไทยได้รับปัจจัยบวกจากหุ้นกลุ่มพลังงานจะทยอยประกาศผลการดำเนินงานปี 59 ในสัปดาห์นี้ ซึ่งคาดว่ากำไรจะเติบโตดี รวมถึงในเดือนม.ค.60 กลุ่มประเทศผู้ส่งออกน้ำมัน (โอเปก) ลดกำลังการผลิตน้ำมันลง 890,000 บาร์เรล/วันเมื่อเทียบกับเดือนธ.ค. ส่งผลบวกเชิงจิตวิทยาต่อหุ้นกลุ่มพลังงาน
นอกจากนี้ การที่ประธานาธิดีทรัมป์เตรียมประกาศแผนการปรับลดภาษีครั้งใหญ่ในอีก 2-3 สัปดาห์ข้างหน้า ประกอบกับตัวเลขตลาดแรงงานสหรัฐฯที่แข็งแกร่งจากจำนวนผู้ขอรับสวัสดิการว่างงานครั้งแรกลดลงใกล้ระดับต่ำสุดในรอบ 43 ปี โดยลดลง 12,000 ราย สู่ 234,000 ราย และการเร่งเบิกจ่ายงบประมาณประจำปี 2560 ส่งผลให้หน่วยงานราชการต่างเร่งจัดหาผู้รับเหมาและลงนามสัญญาโครงการก่อสร้างภายในเดือนมี.ค.เพื่อให้เป็นไปตามเป้าที่ตั้งไว้ไม่ต่ำกว่า 95% ขณะที่รองนายกฯ สั่งให้ รฟม.เร่งเสนอรถไฟฟ้า 10 เส้นทางเสนอที่ประชุมครม.ภายในปีนี้ล้วนเป็นปัจจัยหนุนดัชนีตลาดหุ้นไทยในสัปดาห์นี้
โดยมีปัจจัยกดดันจากความผันผวนของ Fund Flow ต่างชาติจากนโยบายเศรษฐกิจการค้าระหว่างประเทศของสหรัฐฯ ประกอบกับความกังวลผลกระทบจาก BREXIT ซึ่งสอดคล้องกับที่ประธานคณะกรรมาธิการยุโรป (EC) กังวลว่าขั้นตอนการเจรจาอาจเป็นชนวนให้เกิดความแตกแยกขึ้นในกลุ่มประเทศที่เหลือในสหภาพยุโรป (EU) ส่วนปัจจัยลบภายในประเทศได้แก่การที่คณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) ประกาศเลื่อนกำหนดการซักซ้อมความเข้าใจยื่นคำร้องและข้อเสนอขายไฟฟ้าขยะชุมชน
อย่างไรก็ตาม ยังคงมีปัจจัยที่ต้องจับตา ได้แก่ วันที่ 14-15 ก.พ. ติดตามนางเจเน็ต เยลเลน ประธานธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) แถลงนโยบายการเงินต่อวุฒิสภา ซึ่งคาดว่าอาจจะมีการส่งสัญญาณการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย หลังจากมีการปรับเพิ่มการคาดการณ์เงินเฟ้อขึ้นใกล้ระดับเป้าหมายที่ 2% วันที่ 15 ก.พ. อียูจะเปิดเผยดุลการค้าเดือนธ.ค. ส่วนสหรัฐจะเปิดเผยดัชนีภาคการผลิตเดือนก.พ. ดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI) เดือนม.ค. ผลิตภาคอุตสาหกรรม-อัตราการใช้กำลังการผลิตเดือนม.ค. รวมทั้งสต็อกสินค้าคงคลังภาคธุรกิจเดือนเดือนธ.ค. และสต็อกน้ำมันรายสัปดาห์ และในวันที่ 20 ก.พ. สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) หรือสภาพัฒน์ฯมีกำหนดแถลงตัวเลข GDP ในช่วงไตรมาส 4/59
ด้านนายชัยยศ จิวางกูร ผู้อำนวยการฝ่ายวิเคราะห์ บล.โกลเบล็ก กล่าวว่า ภาวะตลาดหุ้นไทยในสัปดาห์นี้ถูกแรงกดดันจากความผันผวนของ Fund Flow ต่างชาติที่พลิกเป็น Net Sell รวมถึงแรงขายตามสัญญาณเทคนิคหลังดัชนีไม่สามารถผ่านแนวต้าน 1,600 จุดได้ อย่างไรก็ตามคาดจะมีแรงซื้อดักงบและเงินปันผลปี 2559 เข้ามาพยุงดัชนีในช่วงอ่อนตัว
ดังนั้นประเมินว่า SET จะแกว่งตัวในกรอบ 1,560 – 1,600 จุด ทั้งนี้แนะนำ ซื้อเก็งกำไรแบบ Selective Buy ในกลุ่มพลังงาน อานิสงส์ราคาน้ำมันทรงตัวระดับสูงและคาดว่างบ Q4/59 รวมถึงงบปี 59 จะมีกำไรเติบโตขึ้น กลุ่มที่มี Dividend yield สูง แนะนำ KTB LH และ PSH รวมทั้ง BANPU ที่คาดว่าจะได้อานิสงส์จากการที่ MSCI Rebalance ปรับเพิ่มน้ำหนักลงทุน มีผล 28 ก.พ. 60






