
ลุ้น! คมนาคมคาด “เบสท์ริน” ส่งมอบรถเมล์ NGV ครบปลายเดือน ก.พ.นี้
คมนาคมยังตามลุ้น “เบสท์ริน กรุ๊ป” ส่งมอบรถทันครบ 489 คัน คาดปลายเดือน ก.พ. นี้ ส่งมอบทัน หากกระบวนการผ่านพิธีศุลกากรไม่ติดปัญหาให้ล่าช้า ส่วนปมปัญหาจัดระเบียบรถตู้ บขส. ยันไม่ใช้ ม.44 ดำเนินการ
วันที่ 11 ม.ค. 60 — นายพิชิต อัคราทิตย์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม กล่าวว่า กรณีรถเมล์เอ็นจีวีนั้น เป็นกรณีระหว่างองค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ (ขสมก.) กับ บริษัท เบสท์ริน กรุ๊ป จำกัด โดยได้เน้นย้ำให้ ขสมก. ดำเนินการอย่างถูกต้องตามกฎหมาย ส่วนเรื่องการตรวจรับ ได้รับรายงานว่า นำรถออกมาได้แล้ว 1 คัน ผ่านการจดทะเบียนเรียบร้อยแล้ว และภายใน 1-2 วันนี้ จะมีอีกล็อต จำนวน 291 คัน ผ่านพิธีการทางศุลกากรได้อีก ก่อนที่จะเร่งนำไปจดทะเบียนให้เรียบร้อยต่อไป
นอกจากนั้น ยังมีอีกจำนวน 98 คัน อยู่ระหว่างการเดินทางถึงท่าเรือแหลมฉบัง คาดว่า จะมาถึงท่าเรือในวันพรุ่งนี้ (12 ม.ค.) โดยกระบวนการจดทะเบียนและตรวจรับจะดำเนินการต่อเนื่องกันไป เบื้องต้นนั้น ขสมก. จะพยายามนำรถออกมาให้บริการประชาชนโดยเร็วที่สุด ขึ้นอยู่กับว่า ขั้นตอนการตรวจรับนั้นจะใช้ระยะเวลาดำเนินการนานหรือไม่ คาดว่าจะอยู่ระหว่างกลางเดือนนี้ไปจนถึงปลายเดือน ก.พ. นี้
“คาดว่าภายในเร็ว ๆ นี้ จะสามารถนำรถผ่านพิธีการศุลกากรได้อย่างต่อเนื่อง ซึ่งยังเข้าใจว่าเป็นกรณีการวางเงินประกันของภาคเอกชน เพื่อการรับชำระภาษีกับกรมศุลกากรนั่นเอง โดยเป็นการค้ำประกันเอาไว้ก่อน กระบวนการตรวจรับจะต้องจดทะเบียนให้เรียบร้อย สภาพรถจะต้องเป็นไปตามสัญญา สมรรถนะตรงตามสเปคที่ระบุไว้หรือไม่ โดย ขสมก. อยากจะตรวจรับมอบครั้งเดียวทั้ง 489 คัน แต่ขณะนี้กระบวนการยังไม่แล้วเสร็จ จึงมีปัจจัยหลายอย่างทำให้ล่าช้าออกไปบ้าง ทั้งนี้ในส่วนจำนวนเงินที่เอกชนนำวางการันตีไว้แล้วจำนวน 300 ล้านบาทนั้น จำนวนเงินค่าปรับก็คงจะพิจารณาควบคู่กันไป ดังนั้น ทาง ขสมก. คงจะปล่อยให้ดำเนินการในทางที่ผิดกฎหมายไม่ได้”
ทั้งนี้ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคมยังกล่าวถึงเรื่องการจัดระเบียบรถตู้ว่า จะกำหนดไว้ในวันที่ 31 มี.ค. นี้ ภายในวันที่ 25 ม.ค. รถทุกคันจะต้องออกจากสถานีรับ-ส่งตามที่กรมการขนส่งทางบกกำหนดไว้สำหรับรถตู้โดยสารสาธารณะรับ-ส่งระหว่างกรุงเทพฯ-จังหวัดต่าง ๆ หรือรถหมวด 2 หมวด 3 ให้บริการกรุงเทพฯ กับจังหวัดต่าง ๆ
นอกจากนั้น กรณีดังกล่าวนี้เป็นเรื่องระหว่าง บขส. กับเอกชน กระบวนการนี้จะให้ บขส. จัดทำรายละเอียดเสนอกระทรวงคมนาคมพิจารณา ว่าจะดำเนินการอย่างไรต่อไป โดยคาดว่า ภายในสัปดาห์นี้จะเห็นภาพชัดเจนยิ่งขึ้น โดยขณะนี้อยู่ระหว่างการเจรจา เบื้องต้น จะยังไม่ใช้มาตรา 44 แต่จะเน้นการเจรจากันก่อน
วันที่ 11 ม.ค. 60 — นายพิชิต อัคราทิตย์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม กล่าวว่า กรณีรถเมล์เอ็นจีวีนั้น เป็นกรณีระหว่างองค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ (ขสมก.) กับ บริษัท เบสท์ริน กรุ๊ป จำกัด โดยได้เน้นย้ำให้ ขสมก. ดำเนินการอย่างถูกต้องตามกฎหมาย ส่วนเรื่องการตรวจรับ ได้รับรายงานว่า นำรถออกมาได้แล้ว 1 คัน ผ่านการจดทะเบียนเรียบร้อยแล้ว และภายใน 1-2 วันนี้ จะมีอีกล็อต จำนวน 291 คัน ผ่านพิธีการทางศุลกากรได้อีก ก่อนที่จะเร่งนำไปจดทะเบียนให้เรียบร้อยต่อไป
นอกจากนั้น ยังมีอีกจำนวน 98 คัน อยู่ระหว่างการเดินทางถึงท่าเรือแหลมฉบัง คาดว่า จะมาถึงท่าเรือในวันพรุ่งนี้ (12 ม.ค.) โดยกระบวนการจดทะเบียนและตรวจรับจะดำเนินการต่อเนื่องกันไป เบื้องต้นนั้น ขสมก. จะพยายามนำรถออกมาให้บริการประชาชนโดยเร็วที่สุด ขึ้นอยู่กับว่า ขั้นตอนการตรวจรับนั้นจะใช้ระยะเวลาดำเนินการนานหรือไม่ คาดว่าจะอยู่ระหว่างกลางเดือนนี้ไปจนถึงปลายเดือน ก.พ. นี้
“คาดว่าภายในเร็ว ๆ นี้ จะสามารถนำรถผ่านพิธีการศุลกากรได้อย่างต่อเนื่อง ซึ่งยังเข้าใจว่าเป็นกรณีการวางเงินประกันของภาคเอกชน เพื่อการรับชำระภาษีกับกรมศุลกากรนั่นเอง โดยเป็นการค้ำประกันเอาไว้ก่อน กระบวนการตรวจรับจะต้องจดทะเบียนให้เรียบร้อย สภาพรถจะต้องเป็นไปตามสัญญา สมรรถนะตรงตามสเปคที่ระบุไว้หรือไม่ โดย ขสมก. อยากจะตรวจรับมอบครั้งเดียวทั้ง 489 คัน แต่ขณะนี้กระบวนการยังไม่แล้วเสร็จ จึงมีปัจจัยหลายอย่างทำให้ล่าช้าออกไปบ้าง ทั้งนี้ในส่วนจำนวนเงินที่เอกชนนำวางการันตีไว้แล้วจำนวน 300 ล้านบาทนั้น จำนวนเงินค่าปรับก็คงจะพิจารณาควบคู่กันไป ดังนั้น ทาง ขสมก. คงจะปล่อยให้ดำเนินการในทางที่ผิดกฎหมายไม่ได้”
ทั้งนี้ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคมยังกล่าวถึงเรื่องการจัดระเบียบรถตู้ว่า จะกำหนดไว้ในวันที่ 31 มี.ค. นี้ ภายในวันที่ 25 ม.ค. รถทุกคันจะต้องออกจากสถานีรับ-ส่งตามที่กรมการขนส่งทางบกกำหนดไว้สำหรับรถตู้โดยสารสาธารณะรับ-ส่งระหว่างกรุงเทพฯ-จังหวัดต่าง ๆ หรือรถหมวด 2 หมวด 3 ให้บริการกรุงเทพฯ กับจังหวัดต่าง ๆ
นอกจากนั้น กรณีดังกล่าวนี้เป็นเรื่องระหว่าง บขส. กับเอกชน กระบวนการนี้จะให้ บขส. จัดทำรายละเอียดเสนอกระทรวงคมนาคมพิจารณา ว่าจะดำเนินการอย่างไรต่อไป โดยคาดว่า ภายในสัปดาห์นี้จะเห็นภาพชัดเจนยิ่งขึ้น โดยขณะนี้อยู่ระหว่างการเจรจา เบื้องต้น จะยังไม่ใช้มาตรา 44 แต่จะเน้นการเจรจากันก่อน






