thansettakij
thansettakij
มติ ครม.วันที่ 4 มกราคม 2560

มติ ครม.วันที่ 4 มกราคม 2560

04 ม.ค. 60 | 10:30 น.
อัปเดตล่าสุด :04 ม.ค. 60 | 17:32 น.
วันนี้ (4 มกราคม 2560) เวลา 09.00 น. ณ ห้องประชุม 501 ตึกบัญชาการ 1 ทำเนียบรัฐบาล พลเอก ประยุทธ์  จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เป็นประธานการประชุมคณะรัฐมนตรี(ครม.) ภายหลังเสร็จสิ้นการประชุม พลโท สรรเสริญ แก้วกำเนิด โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี   พร้อมด้วย พันเอก อธิสิทธิ์ ไชยนุวัติ ผู้ช่วยโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี  ได้ร่วมแถลงผลการประชุมคณะรัฐมนตรี  ซึ่งสรุปสาระสำคัญดังนี้

-เห็นชอบร่าง พ.ร.บ.จราจรทางบก เพิ่มโทษเมาแล้วขับ

ที่ประชุมคณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบร่าง พ.ร.บ.จราจรทางบก ซึ่งได้มีการศึกษาเปรียบเทียบอัตราโทษปรับให้มีความเหมาะสมมากขึ้น รวมทั้งศึกษากฎหมายจากต่างประเทศเพื่อนำมาเป็นแนวทางในการพิจารณาแก้ไขกฎหมายจราจรทางบกของประเทศไทย ซึ่งได้มีการเพิ่มอัตราโทษในกรณีการชำระค่าปรับล่าช้า หรืออายุความของคดีจราจร เป็นต้น

โดยประเด็นการปรับปรุงแก้ไข พ.ร.บ.จราจรทางบก มี 5 ประเด็นสำคัญ คือ 1.เมาแล้วขับ 2.การขับรถเร็วเกินกว่ากฎหมายกำหนด 3.ใบอนุญาตขับขี่ 4.รถโดยสารสาธารณะ 5.การคาดเข็มขัดนิรภัย เช่น มาตรการบังคับสำหรับผู้ขับขี่เมื่อได้รับใบสั่งแล้ว แต่ไม่ชำระค่าปรับตามใบสั่ง มาตรการสำหรับผู้ขับขี่ที่กระทำความผิดซ้ำ มาตรการเพื่อความปลอดภัยของผู้ใช้รถใช้ถนนให้สอดคล้องกับสภาพสังคมในปัจจุบัน

"สาระสำคัญ จะมีการแก้ไขเพิ่มเติมน้ำหนักของรถยนต์บรรทุกส่วนบุคคลจากเดิม 1,600 กก. เป็น 2,200 กก., กำหนดให้ผู้ขับขี่มีหน้าที่ต้องจัดให้ผู้โดยสารที่นั่งมาด้วยคาดเข็มขัดนิรภัย, การแก้ไขเพิ่มเติมมาตรการบังคับสำหรับผู้ขับขี่ที่ไม่ชำระค่าปรับตามใบสั่ง คือ ให้ตำรวจจราจรออกหนังสือแจ้งเตือนให้ผู้ขับขี่หรือเจ้าของรถที่ไม่ชำระค่าปรับตามใบสั่งภายใน 15 วัน และหลังจากนั้นถ้ายังไม่มีการชำระค่าปรับ ก็จะให้พนักงานเจ้าหน้าที่แจ้งไปยังนายทะเบียนตามกฎหมายให้สามารถยึดหรือพักใช้ใบอนุญาตขับขี่ของบุคคลนั้นได้, การเพิ่มโทษผู้ขับขี่ที่ทำความผิดซ้ำเดิมภายใน 1 ปี ต้องเพิ่มค่าปรับอีกไม่น้อยกว่า 2 เท่า, เพิ่มโทษความผิดในการขับรถขณะเมาสุรา เป็นต้น" พ.อ.อธิสิทธิ์ กล่าว

ด้าน พล.ท.สรรเสริญ แก้วกำเนิด โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวเพิ่มเติมว่า เนื่องจากร่าง พ.ร.บ.จราจรทางบก อาจต้องมีขั้นตอนการดำเนินงานอีกระยะหนึ่งในส่วนของการผ่านความเห็นชอบจากสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ดังนั้นในส่วนที่เกี่ยวกับอัตราค่าปรับนั้น เพื่อจะบังคับให้ผู้ขับขี่ที่ทำผิดวินัยจราจรอยู่บ่อยครั้งเกิดความเกรงกลัว และสร้างความปลอดภัยต่อผู้ใช้รถใช้ถนนคนอื่นด้วย จะได้มีการดึงเรื่องนี้ออกมาเป็นมาตรา 44 เพื่อบังคับใช้ไปพลางก่อน จนกว่ากฎหมายฉบับจริงจะออกมา

"โดยจะให้คำสั่งตามมาตรา 44 ในกรณีการรับชำระค่าปรับ แต่ยังไม่จ่ายป้ายวงกลมให้ รวมทั้งการควบคุมวินัยจราจร การใช้รถใช้ถนนให้ถูกต้องตามกฎหมาย ให้มีผลใช้ทันภายในก่อนสงกรานต์สักระยะ เพื่อให้เกิดความคุ้นชินในเรื่องนี้" พล.ท.สรรเสริญ กล่าว

-เห็นชอบให้เปิดตลาดเสรีนำเข้าเมล็ดถั่วเหลืองภายใต้กรอบองค์การค้าโลก (WTO) คราวละ 3 ปี

ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เห็นชอบให้เปิดตลาดเสรีนำเข้าเมล็ดถั่วเหลืองภายใต้กรอบองค์การค้าโลก (WTO) คราวละ 3 ปี (2560-2562) อัตราภาษีนำเข้า 0% โดยมีการบริหารการนำเข้าปีต่อปี และให้เปิดตลาดเสรีนำเข้าเมล็ดถั่วเหลืองภายใต้กรอบการค้าอื่น ได้แก่ AFTA, FTA และ ACMECS ให้เป็นไปตามข้อผูกพัน และให้มีการบริหารการนำเข้าเช่นเดียวกับกรอบ WTO โดยมีคณะกรรมการพืชน้ำมันและน้ำมันพืชเป็นผู้กำหนดแนวทางและมาตรการบริหารการนำเข้า

นอกจากนี้ยังเห็นชอบให้เปิดตลาดน้ำมันถั่วเหลือง มะพร้าว เนื้อมะพร้าวแห้ง และน้ำมันมะพร้าว คราวละ 3 ปี (2560-2562) จากเดิมที่ให้เปิดตลาดคราวละ 1 ปี ภายใต้กรอบ WTO และกรอบการค้าอื่น ได้แก่ AFTA และ FTA ให้เป็นไปตามข้อผูกพัน และมีการบริหารการนำเข้าปีต่อปี โดยมีคณะกรรมการพืชน้ำมันและน้ำมันพืช เป็นผู้กำหนดแนวทางและมาตรการบริหารการนำเข้าเช่นกัน

ทั้งนี้ เพื่อให้กระทรวงพาณิชย์สามารถดำเนินการออกประกาศที่เกี่ยวข้องกับพืชน้ำมันได้ต่อเนื่อง ซึ่งจะช่วยให้ผู้ประกอบการสามารถวางแผนการผลิตและการตลาดล่วงหน้าที่เกิดประโยชน์ต่ออุตสาหกรรมในภาพรวม โดยจะกำหนดราคารับซื้อผลผลิตเมล็ดถั่วเหลืองในประเทศเพิ่มขึ้นอีกกิโลกรัม (กก.) ละ 2 บาท คือ ถั่วเหลืองชนิดสกัดน้ำมันราคารับซื้อ ณ ไร่นา 17.50 บาท/กก., ถั่วเหลืองอาหารสัตว์ 17.75 บาท/กก. และถั่วเหลืองแปรรูปเป็นอาหาร 19.75 บาท/กก.

สำหรับมติ ครม.เรื่องนี้จะสอดรับกับนโยบายส่งเสริมเกษตรแปลงใหญ่ที่ร่วมมือกับภาคเอกชน 5 ราย ดำเนินการในปี 2559-2560 ใน 5 จังหวัด เนื้อที่ 1,900 ไร่

อย่างไรก็ตาม ถึงแม้การปลูกถั่วเหลืองจะให้ผลผลิตไม่ดีเท่ากับการปลูกในประเทศสหรัฐฯ บราซิล แต่มีข้อดีในเรื่องของผลผลิตที่ไม่ได้เป็นจีเอ็มโอ ซึ่งเป็นที่ต้องการของตลาด

-เห็นชอบโครงการดำเนินงานโฆษณา ประชาสัมพันธ์ และจัดกิจกรรมเพื่อพลิกโฉมประเทศสู่ “Thailand 4.0”

คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบโครงการดำเนินงานโฆษณา ประชาสัมพันธ์ และจัดกิจกรรมเพื่อพลิกโฉมประเทศสู่ “Thailand 4.0” โดยใช้งบกลาง รายการเงินสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็น ตามที่คณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (สกท.) เสนอ

สาระสำคัญของเรื่อง  1. การพัฒนาเศรษฐกิจของไทยมุ่งการปรับเปลี่ยนโครงสร้างเศรษฐกิจของประเทศไปสู่ “Thailand 4.0” ซึ่งมีการปรับเปลี่ยนใน 3 มิติสำคัญ คือ 1) เปลี่ยนจากการผลิตสินค้า “โภคภัณฑ์” ไปสู่สินค้าเชิง “นวัตกรรม” 2) เปลี่ยนจากการขับเคลื่อนประเทศด้วยภาคอุตสาหกรรมไปสู่การขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยี ความคิดสร้างสรรค์ และนวัตกรรม และ 3) เปลี่ยนจากการเน้นภาคการผลิตไปสู่การเน้นภาคบริการมากขึ้น โดยรัฐบาลได้เตรียมความพร้อมในด้านต่าง ๆ เพื่อพัฒนาประเทศสู่ “Thailand 4.0” ด้วยการปรับเปลี่ยนโครงสร้างเศรษฐกิจไปสู่การเป็นเศรษฐกิจที่ขับเคลื่อนด้วยนวัตกรรม และเน้นการสร้างเครื่องยนต์เพื่อขับเคลื่อนการเติบโตทางเศรษฐกิจชุดใหม่ (New Engines of Growth) เป็นการนำความคิดสร้างสรรค์ นวัตกรรม วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และการวิจัยและพัฒนามาใช้เพื่อสร้างความได้เปรียบในการแข่งขัน พร้อมทั้งมีการพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจภาคตะวันออก (Eastern Economic Corridor) การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและระบบโลจิสติกส์ของประเทศให้เชื่อมโยงการขนส่งทั้งภายในและระหว่างประเทศ และการพัฒนาประเทศไทยให้เป็นศูนย์กลางในด้านต่าง ๆ เช่น ศูนย์กลางด้านการค้าการลงทุนของภูมิภาค ศูนย์กลางด้านการบินของอาเซียน เป็นต้น

2. คณะรัฐมนตรีได้มีมติเมื่อวันที่ 23 สิงหาคม 2559 เห็นชอบร่างพระราชบัญญัติส่งเสริมการลงทุนฉบับแก้ไข และร่างพระราชบัญญัติการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศสำหรับอุตสาหกรรมเป้าหมาย ทำให้ประเทศไทยมีเครื่องมือที่มีประสิทธิภาพสูงในการดึงดูดโครงการลงทุนที่มีคุณค่าสูงให้เข้ามาในประเทศมากขึ้น จึงต้องเร่งสร้างความเชื่อมั่นแก่นักลงทุนทั้งไทยและต่างชาติ และแสดงให้เห็นถึงศักยภาพของประเทศไทยโดยการโฆษณาประชาสัมพันธ์ผ่านสื่อกระแสหลักประเภทต่าง ๆ ทั้งในและต่างประเทศ ได้แก่ สื่อโทรทัศน์ สิ่งพิมพ์          สื่อออนไลน์ โซเชียลมีเดีย และสื่อวิทยุ และผู้สื่อข่าวจากต่างประเทศให้มารับทราบโอกาสการลงทุนในประเทศไทย รวมทั้งการจัดกิจกรรมนิทรรศการและงานสัมมนาระดับนานาชาติ ภายใต้ชื่อ “Opportunity Thailand”

3. การพัฒนาประเทศไปสู่ “Thailand 4.0” นับเป็นการปฏิรูปประเทศไทยเป็นวาระเร่งด่วนของรัฐบาลชุดปัจจุบัน การสร้างความตระหนักและรับรู้ต่อทิศทางการปรับเปลี่ยนแนวการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศต่อสาธารณชน จึงเป็นสิ่งที่ต้องเร่งดำเนินการ นอกจากนั้น ยังมีความจำเป็นที่จะต้องเร่งประชาสัมพันธ์ทิศทางการพัฒนาประเทศ และมาตรการที่สำคัญของภาครัฐให้นักลงทุนทั้งไทยและต่างชาติรับทราบ เพื่อชี้ให้เห็นโอกาสของการลงทุนใหม่ ๆ ที่จะเกิดขึ้น และชักชวนให้มาร่วมเป็นหุ้นส่วนในการเปลี่ยนแปลงประเทศไทยไปสู่อนาคต

4. แนวทางในการประชาสัมพันธ์ที่ทำให้นักลงทุนทั้งไทยและต่างชาติเห็นถึงศักยภาพและความพร้อมของประเทศไทย โดยกำหนดกลยุทธ์ ดังนี้  4.1 การจัดนิทรรศการและงานสัมมนาระดับนานาชาติในประเทศภายใต้ชื่อ “Opportunity Thailand” ในวันพุธที่ 15 กุมภาพันธ์ 2560 เพื่อแสดงศักยภาพและความพร้อมของประเทศในการเป็นศูนย์กลางของภูมิภาค (Gateway of ASEAN) และเป็นแหล่งรองรับการลงทุนชั้นนำของโลก โดยประกอบด้วยกิจกรรมที่สำคัญ 2 กิจกรรม ได้แก่ 1. การจัดกิจกรรมนิทรรศการที่แสดงให้เห็นภาพจำลองของประเทศไทยใน 10 ปีข้างหน้า 2. การจัดงานสัมมนาโดยเชิญนักธุรกิจที่มีชื่อเสียงระดับโลกในหลายภูมิภาคขึ้นเวทีเสวนา เพื่อบรรยายเรื่องศักยภาพ โอกาสการลงทุนและความพร้อมของประเทศไทยในอนาคต 4.2 การโฆษณาและประชาสัมพันธ์ทั้งในและต่างประเทศ ประกอบด้วย การโฆษณาและประชาสัมพันธ์งาน “Opportunity Thailand” ทั้งในช่วงก่อนและระหว่างการจัดงาน เพื่อกระตุ้นการรับรู้ของกลุ่มเป้าหมาย และนำไปสู่การเข้าร่วมงาน รวมทั้งจะมีการโฆษณาประชาสัมพันธ์หลังการจัดงานเพื่อขยายผลจากการจัดงาน พร้อทั้งตอกย้ำถึงศักยภาพและความพร้อมในด้านต่าง ๆ ของประเทศไทยในการพัฒนาสู่ “Thailand 4.0”