thansettakij
thansettakij
บล.KTBST ประเมินหุ้นไทยสัปดาห์นี้ ตลาดยังมีปัจจัยบวกแต่มีความผันผวน

บล.KTBST ประเมินหุ้นไทยสัปดาห์นี้ ตลาดยังมีปัจจัยบวกแต่มีความผันผวน

04 ม.ค. 60 | 03:15 น.
อัปเดตล่าสุด :04 ม.ค. 60 | 10:15 น.
บล.KTBST ประเมินหุ้นไทยสัปดาห์นี้ (4-6 ม.ค.) ตลาดยังมีปัจจัยบวกแต่มีความผันผวนจากแรงขายทำกำไรแต่ก็จะมีแรงซื้อกลับมา มองกรอบดัชนีฯสัปดาห์นี้ที่ 1,521 - 1,566 จุด

ดร.วิน อุดมรัชตวนิชย์ ประธานกรรมการบริหาร บริษัทหลักทรัพย์ เคทีบี (ประเทศไทย) จำกัด หรือ KTBST ประเมินแนวโน้มตลาดหุ้นไทยสัปดาห์นี้ (4-6 ม.ค.) ว่า แรงซื้อของกองทุน RMF-LTF ที่น่าจะลดลงไปมากจะได้แรงซื้อของนักลงทุนต่างประเทศเข้ามาแทน ตามภาวะตลาดต่างประเทศที่ยังดี ซึ่งจะหนุนให้นักลงทุนกลับเข้ามาซื้อหุ้นกันต่อ แต่ตลาดจะมีความผันผวนสูง จากการขายทำกำไรช่วงสั้นของนักลงทุนที่ซื้อหุ้นไว้เมื่อปลายปี โดยมีปัจจัยที่เป็นตัวแปรของตลาดคือรายงานประชุม FOMC ในวันที่ 5 ม.ค รวมถึงราคาน้ำมัน และการตอบรับของตลาดต่อนโยบายบริหารประเทศของนายทรัมป์

โดยกลยุทธ์ลงทุนที่แนะนำ คือ แม้เราจะมองทิศทางตลาดไปในทางบวกจากปัจจัยในฝั่งบวกที่มีมากกว่า แต่สำหรับนักลงทุนที่ไม่ต้องการเสี่ยงมาก ควรรอให้ดัชนีฯ ผ่าน 1,550 ขึ้นไปก่อนค่อยเข้าซื้อ อย่างไรก็ตามมองว่าถ้ามีการขายหุ้นออกมา โดยไม่ได้มีข่าวในเชิงลบของตลาด เชื่อว่าน่าจะมีแรงซื้อกลับเข้ามาในที่สุด ซึ่งจะเป็นจังหวะของการซื้อหุ้น  โดยคาดว่าหุ้นกลุ่มที่มีแนวโน้มดีจะเป็นหุ้นบางตัวในกลุ่มสินค้าโภคภัณฑ์ , หุ้นที่ได้ประโยชน์จากการอ่อนค่าของเงินบาท , หุ้นที่มีการคาดการณ์ผลประกอบการ 4Q ว่าจะออกมาดี หุ้นที่ถูกนำเข้าคำนวณ SET100-50 และหุ้นขนาดใหญ่บางกลุ่ม ที่ราคายังขึ้นมาไม่มาก เช่น หุ้นกลุ่มธนาคาร บล.KTBST มองดัชนีฯสัปดาห์นี้ จะผันผวนในกรอบ 1,521 - 1,566 จุด

ทั้งนี้ปัจจัยสำคัญที่มีผลต่อตลาดนั้นได้แก่ 1.) นโยบายทรัมป์ Trump ต่อตลาดต่างประเทศ เพราะจะเริ่มมีความชัดเจนแล้วว่า นโยบายในการบริหารประเทศหลังตนเองขึ้นดำรงตำแหน่งอย่างเป็นทางการ 20 ม.ค. นี้ จะเป็นแบบใด การตีข่าวในเรื่องนโยบายนี้ น่าจะเข้มข้นมากในช่วงสัปดาห์ที่ 2 และ 3 ของเดือน ม.ค. รวมถึงค่าเงินดอลล่าร์ที่จะสอดคล้องกับทิศทางดอกเบี้ยสหรัฐฯและทิศทางเศรษฐกิจของสหรัฐฯเอง การเผยรายงานประชุม FOMC 13-14 ธ.ค. ในวันที่ 5 ม.ค. อาจมีผลต่อตลาดด้วย และรายงานตัวเลข PMI ของจีนและยุโรป ที่เพิ่งออกมาในช่วงวันหยุด ส่วนใหญ่จะออกมาดี เป็นบวกต่อตลาด

2.) ราคาน้ำมัน & สินค้าโภคภัณฑ์หลายตัว มีแนวโน้มเดินหน้าต่อ บล.KTBST มองว่า ตลาดยังเชื่อว่าการลดกำลังการผลิตของผู้ผลิตน้ำมันจะสามารถทำได้จริง (ใกล้เคียงกับ 1.8 ล้านบาร์เรลต่อวัน) การประกาศลดการส่งมอบน้ำมันของประเทศในกลุ่ม OPEC เป็นสัญญาณบวก และหนุนให้ราคาน้ำมันดิบจากแหล่ง Brent สูงขึ้นด้วย เป็นผลให้ราคาน้ำมันดิบในเดือน ธ.ค. หลังจากที่ผู้ผลิตน้ำมันตกลงลดกำลังการผลิตอย่างเป็นทางการ นั้นขยับตัวสูงขึ้น นอกจากนี้ ในวันที่ 13 ม.ค. กลุ่มผู้ผลิตน้ำมัน จะมีการประชุมในเรื่องแผนการลดกำลังการผลิตของแต่ละราย หากผู้ผลิตมีแผนลดการผลิตรวมกันในเดือน ม.ค.-ก.พ. ในจำนวนที่มีนัยยะ จะเป็นบวกต่อราคาน้ำมันดิบ แต่หากเป็นในทางตรงกันข้าม คือยังไม่ลดกำลังการผลิต หรือลดน้อยกว่าเป้าหมายมาก จะเป็นลบต่อราคาน้ำมัน

3.) การเก็งงบไตรมาส 4 และเงินปันผลงวดครึ่งปีหลัง ประเมินกำไรไตรมาสที่ 4/59 ไว้ที่ 1.6 – 1.7 แสนล้านบาท เพิ่มขึ้นประมาณ 9-13% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน ซึ่งจะดีกว่าที่คาดการณ์ไว้ เหตุผลหลักๆ ที่ทำให้กำไรของบริษัทในตลาดดีขึ้น มาจากราคาน้ำมันและสินค้าโภคภัณฑ์ที่ปรับตัวสูงขึ้น ค่าเงินบาทอ่อนค่าลง มูลค่าส่งออกของไทยที่สูงขึ้น และมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาล ที่เข้ามาในช่วง 1-2 เดือนสุดท้าย หากกำไรของบริษัทในตลาดออกมาตามที่ประเมินไว้ ค่า P/E ของตลาด จะอยู่ที่ 17.8 เท่า (SET Index = 1542.94) และ Forward P/E ของกำไรปี 2559 ที่เราประมาณการไว้ ที่ 16.9 เท่า ทั้งนี้ หุ้นที่คาดว่า ผลประกอบการ 4Q จะออกมาดี จะเป็นธุรกิจ กลุ่มน้ำมัน (ผู้ผลิต+โรงกลั่นน้ำมัน) ธุรกิจส่งออก (อีเล็คทรอนิกส์-ชิ้นส่วนรถยนต์-อาหารแช่แข็ง-เกษตรแปรรูป ฯลฯ) และกลุ่มค้าปลีก เป็นต้น