
ฟิลลิปมอร์ริสโชว์แผนปีหน้า 7 ปีซื้อใบยาสูบเกือบ6พันล.
"ฟิลลิปมอร์ริส" โชว์แผนปีหน้า เน้นสร้างความยั่งยืนให้กับเกษตรกรผู้ปลูกใบยาสูบ เร่งยกระดับคุณภาพให้แข่งกับพืชเศรษฐกิจอื่นได้ เผย 7 ปีบริษัทรับซื้อใบยาสูบจากเกษตรกรแล้วเกือบ 6,000 ล้าน สมาคมผู้บ่ม ผู้เพาะปลูกและผู้ค้าใบยาสูบ จ.น่าน รับกังวลมีพืชคู่แข่งแย่งพื้นที่ปลูก แต่ยังมั่นใจมีราคาประกันไม่ทิ้งอาชีพ
นายพงศธร อังศุสิงห์ ผู้อำนวยการฝ่ายบรรษัทสัมพันธ์และผู้บริหารฟิลลิปมอร์ริส (ไทยแลนด์) ลิมิเต็ด กล่าวว่า ตลอดระยะเวลา 25 ปีในการทำธุรกิจในไทย บริษัทได้ทำงานใกล้ชิดกับภาคเกษตรยาสูบไทยกว่า 3.4 หมื่นครอบครัว ซึ่งบริษัทในเครือเป็นผู้รับซื้อใบยาสูบจากเกษตรกรไทยผ่านบริษัทผู้จัดหาใบยาสูบเพื่อการส่งออกอย่างต่อเนื่องมาเกือบสามทศวรรษ และยังเป็นผู้ซื้อใบยาสูบรายใหญ่ที่สุดในประเทศไทย
นอกจากรับซื้อใบยาสูบแล้ว บริษัทได้ให้ความสำคัญกับการสร้างความยั่งยืนให้กับเกษตรกรผู้ปลูกใบยาสูบไทยโดยมีแผนงานสร้างความยั่งยืนให้กับพืชยาสูบ ตั้งแต่ต้นทาง คือ ไร่ยาสูบ ไปจนถึงกระบวนการในโรงงานเพื่อยกระดับคุณภาพใบยาไทยให้ได้ตามมาตรฐานของโลกและมีความสามารถในการแข่งขันได้เมื่อเทียบกับพืชเศรษฐกิจอื่น รวมถึงให้ความสำคัญกับหลักปฏิบัติที่ดีด้านแรงงานในไร่นาและที่สำคัญคือการลดผลกระทบที่เกิดกับสิ่งแวดล้อมให้น้อยที่สุด
ทั้งนี้มูลค่าในการรับซื้อใบยาสูบ 6 ปีย้อนหลังของบริษัทโดยรวมอยู่ที่ 5,200 ล้านบาท และในปี 2559 มีมูลค่าในการรับซื้อแล้ว 717 ล้านบาทหรือรับซื้อแล้วเกือบ 6,000 ล้านบาท นอกจากนี้บริษัทได้ทำงานร่วมกับผู้จัดหาใบยาสูบและชาวไร่ยาสูบไทยด้วย เช่น การกำจัดบรรจุภัณฑ์เคมีเกษตร ประมาณ 9.74 แสนชิ้นจากชาวไร่ยาสูบ แนวคิดแปลงเพาะกล้ากึ่งท่วมน้ำที่ช่วยลดเวลาทำงานชาวไร่ยาสูบได้ 23% และการจัดเตรียมกล้าไม้กว่า 6 หมื่นต้นให้กับชาวไร่เพื่อปลูกทดแทนไม้ที่ใช้ในโรงเรือนบ่มใบยาสูบ เป็นต้น
ด้านนางสกาวรัตน์ โลหะโชติ นายกสมาคมผู้บ่ม ผู้เพาะปลูกและผู้ค้าใบยาสูบ จังหวัดน่าน เปิดเผยว่า ในจังหวัดน่านมีเกษตรกรผู้ปลูกในยาสูบพันธุ์เวอร์จีเนีย 500-600 ครัวเรือน มีแรงงานที่เกี่ยวข้อง 1,200-1,300 คน มีผลผลิตเป็นใบยาแห้ง 1 ล้านกิโลกรัมต่อปี มีพื้นที่ปลูก 3,000ไร่ และมีโรงบ่ม 10 โรง ทั้งนี้โรงบ่มจะรับซื้อใบยาสูบจากเกษตรกรทุกใบ เนื่องจากได้มีการการันตีกับเกษตรกรไว้ เพื่อสร้างความมั่นใจให้กับผู้ปลูกในยาสูบว่าจะมีการรับซื้อ โดยราคาประกันที่รับซื้อจากเกษตรกรอยู่ที่ 6.5-7 บาทต่อกิโลกรัม ซึ่งเกษตรกรจะมีรายได้ประมาณ 1 หมื่นบาทต่อไร่ มีต้นทุนในการผลิต 7,000-8,000บาทต่อไร่
ทั้งนี้สิ่งที่โรงบ่มกังวลคือ พืชคู่แข่งอย่างข้าวโพด พริก ถั่วเหลือง ที่อาจจะทำให้เกษตรกรผู้ปลูกใบยาสูบหันไปปลูกทดแทนมากขึ้นเพราะได้ราคาดีกว่า รวมไปถึงความเสี่ยงทางด้านภัยธรรมชาติ เป็นต้น ขณะที่มีคู่แข่งสำคัญของยาสูบคือ ยาเส้น ที่มีต้นทุนต่ำกว่า และจำหน่ายได้ดีกว่า ส่งผลให้รายได้ของโรงงานยาสูบลดลง โดยในแต่ละปีโรงบ่มจะได้รับโควตาในการส่งใบยาสูบไปยังโรงงานยาสูบประมาณ 8.7 แสนกิโลกรัม และเพิ่มขึ้นปีละ10-15% ทั้งนี้ใบยาสูบ 90% จะส่งให้กับโรงานยาสูบ ที่เหลือให้กับบริษัทผู้ส่งออกไปยังญี่ปุ่น ส่วนการขอให้ภาครัฐช่วยสนับสนุนเกษตรกรผู้ปลูกใบยาสูบนั้นคงไม่เรียกร้องเพราะใบยาสูบเองไม่ได้เป็นพืชเศรษฐกิจที่ต้องมีมาตรการมาช่วยเหลือหรือดูแลมาก
ด้านนายวีระชัย ไชยสุวรรณ เจ้าของโรงบ่มใบยาสูบ ในจังหวัดน่าน กล่าวว่า แนวโน้มเกษตรกรผู้ปลูกใบยาสูบในพื้นที่ลดลง เพราะมีพืชคู่แข่งหลายตัว แต่อย่างไรก็ตามด้วยราคาที่ประกันไว้ทำให้ยังมีผู้ปลูกใบยาสูบอยู่ แต่การเพาะปลูกของเกษตรกรเองก็ทำเป็นช่วงๆ ช่วงไหนราคาพืชผักดีก็หันไปปลูก เป็นธรรมชาติของเกษตรกร
จากข้อมูลของเอซี นีลเส็นเผยถึง ขนาดของอุตสาหกรรมยาสูบในประเทศไทยในปี2558 ว่า อยู่ที่ราว 3.48 หมื่นล้านมวน โดยมีโรงงานยาสูบ รัฐวิสาหกิจของกระทรวงการคลังเป็นผู้นำตลาดและมีส่วนแบ่งตลาดอยู่ที่ 70-75% นอกนั้นเป็นส่วนแบ่งของผู้นำเข้าที่มีอยู่ในตลาดประมาณ 15 ราย(รวมถึงฟิลลิปมอร์ริส (ไทยแลนด์) ลิมิเต็ดด้วย)
ขณะที่ผลจากการขึ้นภาษีสรรพสามิตยาสูบเต็มเพดานที่ 90% ล่าสุดเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 2559 ส่งผลให้ปีงบประมาณ 2559 รัฐสามารถจัดเก็บภาษีสรรพสามิตยาสูบได้ 6.48 หมื่นล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปีงบประมาณ 2558 อีก 2,163 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้น 3.4% เนื่องจากผู้บริโภคส่วนใหญ่หันไปบริโภคบุหรี่ราคาถูก
จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 36 ฉบับที่ 3,220 วันที่ 22-24 ธันวาคม 2559
นายพงศธร อังศุสิงห์ ผู้อำนวยการฝ่ายบรรษัทสัมพันธ์และผู้บริหารฟิลลิปมอร์ริส (ไทยแลนด์) ลิมิเต็ด กล่าวว่า ตลอดระยะเวลา 25 ปีในการทำธุรกิจในไทย บริษัทได้ทำงานใกล้ชิดกับภาคเกษตรยาสูบไทยกว่า 3.4 หมื่นครอบครัว ซึ่งบริษัทในเครือเป็นผู้รับซื้อใบยาสูบจากเกษตรกรไทยผ่านบริษัทผู้จัดหาใบยาสูบเพื่อการส่งออกอย่างต่อเนื่องมาเกือบสามทศวรรษ และยังเป็นผู้ซื้อใบยาสูบรายใหญ่ที่สุดในประเทศไทย
นอกจากรับซื้อใบยาสูบแล้ว บริษัทได้ให้ความสำคัญกับการสร้างความยั่งยืนให้กับเกษตรกรผู้ปลูกใบยาสูบไทยโดยมีแผนงานสร้างความยั่งยืนให้กับพืชยาสูบ ตั้งแต่ต้นทาง คือ ไร่ยาสูบ ไปจนถึงกระบวนการในโรงงานเพื่อยกระดับคุณภาพใบยาไทยให้ได้ตามมาตรฐานของโลกและมีความสามารถในการแข่งขันได้เมื่อเทียบกับพืชเศรษฐกิจอื่น รวมถึงให้ความสำคัญกับหลักปฏิบัติที่ดีด้านแรงงานในไร่นาและที่สำคัญคือการลดผลกระทบที่เกิดกับสิ่งแวดล้อมให้น้อยที่สุด
ทั้งนี้มูลค่าในการรับซื้อใบยาสูบ 6 ปีย้อนหลังของบริษัทโดยรวมอยู่ที่ 5,200 ล้านบาท และในปี 2559 มีมูลค่าในการรับซื้อแล้ว 717 ล้านบาทหรือรับซื้อแล้วเกือบ 6,000 ล้านบาท นอกจากนี้บริษัทได้ทำงานร่วมกับผู้จัดหาใบยาสูบและชาวไร่ยาสูบไทยด้วย เช่น การกำจัดบรรจุภัณฑ์เคมีเกษตร ประมาณ 9.74 แสนชิ้นจากชาวไร่ยาสูบ แนวคิดแปลงเพาะกล้ากึ่งท่วมน้ำที่ช่วยลดเวลาทำงานชาวไร่ยาสูบได้ 23% และการจัดเตรียมกล้าไม้กว่า 6 หมื่นต้นให้กับชาวไร่เพื่อปลูกทดแทนไม้ที่ใช้ในโรงเรือนบ่มใบยาสูบ เป็นต้น
ด้านนางสกาวรัตน์ โลหะโชติ นายกสมาคมผู้บ่ม ผู้เพาะปลูกและผู้ค้าใบยาสูบ จังหวัดน่าน เปิดเผยว่า ในจังหวัดน่านมีเกษตรกรผู้ปลูกในยาสูบพันธุ์เวอร์จีเนีย 500-600 ครัวเรือน มีแรงงานที่เกี่ยวข้อง 1,200-1,300 คน มีผลผลิตเป็นใบยาแห้ง 1 ล้านกิโลกรัมต่อปี มีพื้นที่ปลูก 3,000ไร่ และมีโรงบ่ม 10 โรง ทั้งนี้โรงบ่มจะรับซื้อใบยาสูบจากเกษตรกรทุกใบ เนื่องจากได้มีการการันตีกับเกษตรกรไว้ เพื่อสร้างความมั่นใจให้กับผู้ปลูกในยาสูบว่าจะมีการรับซื้อ โดยราคาประกันที่รับซื้อจากเกษตรกรอยู่ที่ 6.5-7 บาทต่อกิโลกรัม ซึ่งเกษตรกรจะมีรายได้ประมาณ 1 หมื่นบาทต่อไร่ มีต้นทุนในการผลิต 7,000-8,000บาทต่อไร่
ทั้งนี้สิ่งที่โรงบ่มกังวลคือ พืชคู่แข่งอย่างข้าวโพด พริก ถั่วเหลือง ที่อาจจะทำให้เกษตรกรผู้ปลูกใบยาสูบหันไปปลูกทดแทนมากขึ้นเพราะได้ราคาดีกว่า รวมไปถึงความเสี่ยงทางด้านภัยธรรมชาติ เป็นต้น ขณะที่มีคู่แข่งสำคัญของยาสูบคือ ยาเส้น ที่มีต้นทุนต่ำกว่า และจำหน่ายได้ดีกว่า ส่งผลให้รายได้ของโรงงานยาสูบลดลง โดยในแต่ละปีโรงบ่มจะได้รับโควตาในการส่งใบยาสูบไปยังโรงงานยาสูบประมาณ 8.7 แสนกิโลกรัม และเพิ่มขึ้นปีละ10-15% ทั้งนี้ใบยาสูบ 90% จะส่งให้กับโรงานยาสูบ ที่เหลือให้กับบริษัทผู้ส่งออกไปยังญี่ปุ่น ส่วนการขอให้ภาครัฐช่วยสนับสนุนเกษตรกรผู้ปลูกใบยาสูบนั้นคงไม่เรียกร้องเพราะใบยาสูบเองไม่ได้เป็นพืชเศรษฐกิจที่ต้องมีมาตรการมาช่วยเหลือหรือดูแลมาก
ด้านนายวีระชัย ไชยสุวรรณ เจ้าของโรงบ่มใบยาสูบ ในจังหวัดน่าน กล่าวว่า แนวโน้มเกษตรกรผู้ปลูกใบยาสูบในพื้นที่ลดลง เพราะมีพืชคู่แข่งหลายตัว แต่อย่างไรก็ตามด้วยราคาที่ประกันไว้ทำให้ยังมีผู้ปลูกใบยาสูบอยู่ แต่การเพาะปลูกของเกษตรกรเองก็ทำเป็นช่วงๆ ช่วงไหนราคาพืชผักดีก็หันไปปลูก เป็นธรรมชาติของเกษตรกร
จากข้อมูลของเอซี นีลเส็นเผยถึง ขนาดของอุตสาหกรรมยาสูบในประเทศไทยในปี2558 ว่า อยู่ที่ราว 3.48 หมื่นล้านมวน โดยมีโรงงานยาสูบ รัฐวิสาหกิจของกระทรวงการคลังเป็นผู้นำตลาดและมีส่วนแบ่งตลาดอยู่ที่ 70-75% นอกนั้นเป็นส่วนแบ่งของผู้นำเข้าที่มีอยู่ในตลาดประมาณ 15 ราย(รวมถึงฟิลลิปมอร์ริส (ไทยแลนด์) ลิมิเต็ดด้วย)
ขณะที่ผลจากการขึ้นภาษีสรรพสามิตยาสูบเต็มเพดานที่ 90% ล่าสุดเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 2559 ส่งผลให้ปีงบประมาณ 2559 รัฐสามารถจัดเก็บภาษีสรรพสามิตยาสูบได้ 6.48 หมื่นล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปีงบประมาณ 2558 อีก 2,163 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้น 3.4% เนื่องจากผู้บริโภคส่วนใหญ่หันไปบริโภคบุหรี่ราคาถูก
จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 36 ฉบับที่ 3,220 วันที่ 22-24 ธันวาคม 2559






