
แนวโน้มราคาทองคำสัปดาห์หน้า(6 ต.ค.59)
สรุปสภาวะตลาดทองคำแท่ง วันที่ 2 ธันวาคม 2559
สภาวะตลาดวันที่ 2 ธันวาคม 2559 ราคาทองคำแกว่งตัวในกรอบที่ระดับ 1,171.01-1,177.94 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ขณะที่ราคาทองคำแท่ง 96.5% ภายในประเทศขายออกอยู่ที่ 19,850 บาทต่อบาททองคำ โดยราคาปรับตัวเพิ่มขึ้น 50 บาท จากวันก่อนหน้าที่ระดับ 19,800 บาทต่อบาททองคำ
(หมายเหตุ: ข้อมูลนี้จัดทำขึ้น ณ เวลา 16.24 น.ของวันที่ 02/12/16)
แนวโน้มวันที่ 6 ธันวาคม 2559
รอยเตอร์จัดทำโพลล์ล่าสุดจากการสอบถามนักเศรษฐศาสตร์กว่า 70 คน โดยผลโพลล์คาดว่า อัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจของยูโรโซนอาจจะอยู่ที่ 1.6% ในปีนี้ ก่อนจะชะลอตัวลงสู่ 1.4% ในปีหน้า และโพลล์รอยเตอร์อีกอันคาดว่า ยูโรต่อดอลลาร์มีแนวโน้มร่วงลงต่อไปหลังจากร่วงลงมานานสองเดือนแล้ว และดิ่งลงอย่างรุนแรงยิ่งขึ้น นับตั้งแต่นายโดนัลด์ ทรัมป์ชนะการเลือกตั้ง แนวโน้มดังกล่าวส่งผลเชิงลบต่อราคาทองคำที่มีการเคลื่อนไหวเป็นไปในทิศทางเดียวกับสกุลเงินยูโร ขณะที่มีการคาดว่าธนาคารกลางยุโรป (อีซีบี) จะประกาศต่ออายุมาตรการผ่อนคลายเชิงปริมาณ (QE) ออกไปอีก 6 เดือนในการประชุมวันที่ 8 ธันวาคมและคาดว่าอีซีบีจะตรึงขนาดการเข้าซื้อสินทรัพย์ในอัตรา 8 หมื่นล้านยูโรต่อเดือนไว้ตามเดิมก่อนมาตรการดังกล่าวจะหมดอายุลงในเดือนมีนาคม 2560 ทั้งนี้ ทองคำได้รับแรงกดดันเพิ่มขึ้นเมื่อมีการประเมินว่าปริมาณการนำเข้าทองคำของอินเดียอาจร่วงลงสู่ระดับต่ำกว่า 50 ตันในเดือนธันวาคม หลังจากพุ่งขึ้นแตะระดับสูงสุดในรอบ 11 เดือนสู่ระดับราว 100 ตันในเดือนพฤศจิกายน เพราะว่าอุปสงค์จากลูกค้ารายย่อยลดลง โดยเป็นผลจากมาตรการของรัฐบาลอินเดียในการยกเลิกธนบัตรมูลค่าสูง ส่งผลให้โอกาสที่จะมีแรงซื้อดันให้ราคาดีดตัวขึ้นอีกครั้งลดลงตามไปด้วย นอกจากนี้นักลงทุนยังคงมุ่งความสนใจไปที่ตัวเลขเศรษฐกิจสหรัฐเพื่อใช้คาดการณ์ทิศทางราคาทองคำ และบ่งชี้สัญญาณการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) เบื้องต้นประเมินว่าราคาทองคำเคลื่อนไหวในทิศทางขาลง หากราคาทองคำไม่สามารถทะลุผ่านกรอบบนที่ 1,189 ดอลลาร์ต่อออนซ์ไปได้ อาจเห็นการย่อตัวของราคากลับลงมาบริเวณโซน 1,161-1,153 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ทั้งนี้หลายครั้งที่ราคาอ่อนตัวลงก็มีแรงซื้อกลับในระยะสั้น
กลยุทธ์การลงทุน ทางวายแอลจีมีมุมมองว่า ราคาทองคำยังมีการเคลื่อนไหวในทิศทางอ่อนตัวลงโดยความผันผวนของราคาและการแกว่งตัวของราคาอาจลดลงจากช่วงที่ผ่านมา นักลงทุนสามารถลงทุนระยะสั้นโดยเข้าซื้อหากราคาย่อตัวไม่หลุดแนวรับบริเวณ 1,161-1,153 ดอลลาร์ต่อออนซ์ โดยไม่แนะนำให้เข้าซื้อทั้งหมดบริเวณแนวรับใดแนวรับหนึ่ง ควรเหลือเงินทุนเพื่อซื้อเฉลี่ยหากราคาหลุดแนวรับแรกซึ่งราคาอาจจะปรับตัวลงไปบริเวณแนวรับถัดไป และให้ขายทำกำไรเมื่อราคาดีดตัวขึ้นบริเวณแนวต้าน 1,189-1,198 ดอลลาร์ต่อออนซ์ หากไม่สามารถผ่านไปได้อาจเห็นการย่อตัวของราคาทองคำอีกครั้ง เบื้องต้นวายแอลจียังมองว่าการลงทุนยังเน้นการลงทุนระยะสั้น เพราะแม้ว่าราคาทองคำจะดีดตัวขึ้นได้บ้าง ก็ยังคงมีแรงขายทองคำออกมาเช่นกัน ซึ่งนักลงทุนควรตั้งจุดตัดขาดทุนเพื่อควบคุมความเสี่ยง
ทองคำแท่ง (96.50%)
แนวรับ 1,161 (19,550บาท) 1,153 (19,420บาท) 1,142 (19,230บาท)
แนวต้าน 1,189 (20,030บาท) 1,198 (20,180บาท) 1,213 (20,430บาท)
ที่มา:บริษัท วายแอลจี บูลเลี่ยน อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด
กราฟราคาทองคำ
สภาวะตลาดวันที่ 2 ธันวาคม 2559 ราคาทองคำแกว่งตัวในกรอบที่ระดับ 1,171.01-1,177.94 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ขณะที่ราคาทองคำแท่ง 96.5% ภายในประเทศขายออกอยู่ที่ 19,850 บาทต่อบาททองคำ โดยราคาปรับตัวเพิ่มขึ้น 50 บาท จากวันก่อนหน้าที่ระดับ 19,800 บาทต่อบาททองคำ
(หมายเหตุ: ข้อมูลนี้จัดทำขึ้น ณ เวลา 16.24 น.ของวันที่ 02/12/16)
แนวโน้มวันที่ 6 ธันวาคม 2559
รอยเตอร์จัดทำโพลล์ล่าสุดจากการสอบถามนักเศรษฐศาสตร์กว่า 70 คน โดยผลโพลล์คาดว่า อัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจของยูโรโซนอาจจะอยู่ที่ 1.6% ในปีนี้ ก่อนจะชะลอตัวลงสู่ 1.4% ในปีหน้า และโพลล์รอยเตอร์อีกอันคาดว่า ยูโรต่อดอลลาร์มีแนวโน้มร่วงลงต่อไปหลังจากร่วงลงมานานสองเดือนแล้ว และดิ่งลงอย่างรุนแรงยิ่งขึ้น นับตั้งแต่นายโดนัลด์ ทรัมป์ชนะการเลือกตั้ง แนวโน้มดังกล่าวส่งผลเชิงลบต่อราคาทองคำที่มีการเคลื่อนไหวเป็นไปในทิศทางเดียวกับสกุลเงินยูโร ขณะที่มีการคาดว่าธนาคารกลางยุโรป (อีซีบี) จะประกาศต่ออายุมาตรการผ่อนคลายเชิงปริมาณ (QE) ออกไปอีก 6 เดือนในการประชุมวันที่ 8 ธันวาคมและคาดว่าอีซีบีจะตรึงขนาดการเข้าซื้อสินทรัพย์ในอัตรา 8 หมื่นล้านยูโรต่อเดือนไว้ตามเดิมก่อนมาตรการดังกล่าวจะหมดอายุลงในเดือนมีนาคม 2560 ทั้งนี้ ทองคำได้รับแรงกดดันเพิ่มขึ้นเมื่อมีการประเมินว่าปริมาณการนำเข้าทองคำของอินเดียอาจร่วงลงสู่ระดับต่ำกว่า 50 ตันในเดือนธันวาคม หลังจากพุ่งขึ้นแตะระดับสูงสุดในรอบ 11 เดือนสู่ระดับราว 100 ตันในเดือนพฤศจิกายน เพราะว่าอุปสงค์จากลูกค้ารายย่อยลดลง โดยเป็นผลจากมาตรการของรัฐบาลอินเดียในการยกเลิกธนบัตรมูลค่าสูง ส่งผลให้โอกาสที่จะมีแรงซื้อดันให้ราคาดีดตัวขึ้นอีกครั้งลดลงตามไปด้วย นอกจากนี้นักลงทุนยังคงมุ่งความสนใจไปที่ตัวเลขเศรษฐกิจสหรัฐเพื่อใช้คาดการณ์ทิศทางราคาทองคำ และบ่งชี้สัญญาณการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) เบื้องต้นประเมินว่าราคาทองคำเคลื่อนไหวในทิศทางขาลง หากราคาทองคำไม่สามารถทะลุผ่านกรอบบนที่ 1,189 ดอลลาร์ต่อออนซ์ไปได้ อาจเห็นการย่อตัวของราคากลับลงมาบริเวณโซน 1,161-1,153 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ทั้งนี้หลายครั้งที่ราคาอ่อนตัวลงก็มีแรงซื้อกลับในระยะสั้น
กลยุทธ์การลงทุน ทางวายแอลจีมีมุมมองว่า ราคาทองคำยังมีการเคลื่อนไหวในทิศทางอ่อนตัวลงโดยความผันผวนของราคาและการแกว่งตัวของราคาอาจลดลงจากช่วงที่ผ่านมา นักลงทุนสามารถลงทุนระยะสั้นโดยเข้าซื้อหากราคาย่อตัวไม่หลุดแนวรับบริเวณ 1,161-1,153 ดอลลาร์ต่อออนซ์ โดยไม่แนะนำให้เข้าซื้อทั้งหมดบริเวณแนวรับใดแนวรับหนึ่ง ควรเหลือเงินทุนเพื่อซื้อเฉลี่ยหากราคาหลุดแนวรับแรกซึ่งราคาอาจจะปรับตัวลงไปบริเวณแนวรับถัดไป และให้ขายทำกำไรเมื่อราคาดีดตัวขึ้นบริเวณแนวต้าน 1,189-1,198 ดอลลาร์ต่อออนซ์ หากไม่สามารถผ่านไปได้อาจเห็นการย่อตัวของราคาทองคำอีกครั้ง เบื้องต้นวายแอลจียังมองว่าการลงทุนยังเน้นการลงทุนระยะสั้น เพราะแม้ว่าราคาทองคำจะดีดตัวขึ้นได้บ้าง ก็ยังคงมีแรงขายทองคำออกมาเช่นกัน ซึ่งนักลงทุนควรตั้งจุดตัดขาดทุนเพื่อควบคุมความเสี่ยง
ทองคำแท่ง (96.50%)
แนวรับ 1,161 (19,550บาท) 1,153 (19,420บาท) 1,142 (19,230บาท)
แนวต้าน 1,189 (20,030บาท) 1,198 (20,180บาท) 1,213 (20,430บาท)
ที่มา:บริษัท วายแอลจี บูลเลี่ยน อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด
กราฟราคาทองคำ






