
‘บุญรอดเอเชีย’จัดทัพบุกตลาดอาเซียน เปิด‘บิ๊ก บราเทอร์50’ปั้นเอสเอ็มอีไทย
บุญรอดเอเชียฯ เริ่มขยับตัวประเดิมนำเข้าสินค้าเวียดนามขายในไทย เผยหน้าที่หลักจัดทัพบุกตลาดภูมิภาคอาเซียนบวกสาธารณรัฐประชาชนจีนตอนใต้ วางเป้าโกยรายได้สิ้นปีเป็นตัวเลขสองหลัก ล่าสุดผนึก 14 บริษัทเอกชนเปิดโครงการ “บิ๊ก บราเทอร์50” ปั้นเอสเอ็มอีไทยดันเศรษฐกิจโต
นายพลิศร์ ภิรมย์ภักดี กรรมการรองเลขาธิการหาการค้าไทย และกรรมการรองกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท บุญรอด บริวเวอรี่ จำกัด ผู้ผลิตและจัดจำหน่ายเบียร์ผลิตและจำหน่ายเบียร์สิงห์ และลีโอ เปิดเผยว่า บุญรอดบริวเวอรี่ฯ จัดตั้งบริษัท บุญรอดเอเซีย จำกัดขึ้นเพื่อดูแลด้านการทำตลาดในภูมิอาเซียนบวกสาธารณรัฐประชาชนจีนตอนใต้ ซึ่งเพิ่งเริ่มเปิดทำการเมื่อช่วงต้นปีที่ผ่านมา ภายหลังการเข้าซื้อกิจการมาร์ซานกรุ๊ป ในเวียดนาม เบื้องต้นได้นำเข้าผลิตภัณฑ์จากเมซานกรุ๊ปเข้ามาทำตลาดบ้างแล้ว ทั้งนี้จากการเข้าซื้อกิจการดังกล่าวมองว่าจะเป็นส่วนสำคัญในการสร้างเครือข่ายของบริษัทสู่ความเป็นดิจิตอลแพลตฟอร์ม ในการรุกตลาดในภูมิภาคอาเซียนให้เกิดประโยชน์สูงสุด
ในภูมิภาคอื่น อาทิ กัมพูชาและเมียนมา บริษัทได้เข้าไปทำตลาดตั้งแต่เมื่อ 20 ปีก่อน ทั้งกลุ่มผลิตภัณฑ์แอลกอฮอล์และนอนแอลกอฮอล์ จนปัจจุบันถือเป็นอีกหนึ่งฐานสำคัญในการดำเนินธุรกิจของบริษัท ซึ่งทุกอย่างมีแผนการดำเนินงานอยู่แล้ว ขณะที่การมองหาธุรกิจอื่นๆในภูมิภาคนั้นมองว่าเป็นลักษณะทางโอกาสมากกว่า โดยวางเป้าหมายการเติบโตในภูมิภาคอาเซียนว่าจะสามารถสร้างการเติบโตในช่วงสิ้นปีได้เป็นตัวเลขสองหลัก
"ไม่สามารถให้คำตอบได้สำหรับการเข้าซื้อกิจการของแต่ละแห่ง โดยส่วนตัวมองว่าคำว่า "โอกาส" กับ "โอกาสที่ดี" นั้นต่างกัน โดยแนวทางการดำเนินธุรกิจของเครือบุญรอดฯ และมุมมองการลงทุนของคุณสันติ ภิรมย์ภักดี เน้นความเป็นพาร์ตเนอร์หรือเพื่อนทางธุรกิจมากกว่าที่จะเป็นการผูกขาดเพียงรายเดียว"
ล่าสุดบริษัทได้ร่วมกับ 14 บริษัทเอกชนชั้นนำ อาทิ โตโยต้า,ซีพี ออลล์,มาลีกรุ๊ป ,น้ำตาลมิตรผล ฯลฯ สำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) และหอการค้าไทย เปิดตัวโครงการ "บิ๊ก บราเทอร์ 50" เพื่อยกระดับเอสเอ็มอีไทยในการประกอบธุรกิจอย่างมืออาชีพ อีกทั้งยังเป็นการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันระดับสากล ทั้งนี้การร่วมมือดังกล่าวมีเป้าหมายเพื่อผลักดันให้ธุรกิจเอสเอ็มอีในประเทศไทย เป็นส่วนสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจและผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) เพิ่มเป็น 50% ในปี 2564 จากปัจจุบันมีสัดส่วนเพียง 42%
โครงการ "บิ๊ก บราเทอร์ 50" ประกอบไปด้วยกลุ่มบริษัทเอกชนจะเข้าไปช่วยพัฒนาศักยภาพผู้ดำเนินธุรกิจเอสเอ็มอี ด้วยการบ่มเพาะให้มีความพร้อมทุกด้าน เพื่อสร้างแผนธุรกิจ โดยในระยะแรกโครงการคัดเลือกผู้ดำเนินธุรกิจอาหาร เครื่องดื่ม ค้าปลีก 67 รายปีแรก จาก 400 ราย แบ่งเป็น ธุรกิจเครื่องดื่มและอาหาร 50% ธุรกิจค้าปลีก 50% โดยดึงความเชี่ยวชาญของแต่ละด้านมาเป็นพี่เลี้ยงหรือพี่ช่วยน้อง เพื่อให้ผู้ประกอบการเอสเอ็มอีสามารถมีทิศทางการบริหารจัดการธุรกิจให้ทันต่อสถานการณ์และสามารถดำเนินธุรกิจผ่านพ้นการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นด้านความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจโลกและเศรษฐกิจไทยได้อย่างราบรื่น
"สิ่งที่ผู้เข้าร่วมโครงการจะได้รับ คือ การเรียนรู้ จะได้เรียนรู้แนวคิดและกลยุทธ์ในการออกแบบบรรจุภัณฑ์เพื่อเพิ่มมูลค่าและสร้างเอกลักษณ์ให้กับสินค้า ,การเสนอไอเดียและรับคำปรึกษาใกล้ชิดด้านการออกแบบบรรจุภัณฑ์ให้คำปรึกษาและแนะนำการออกแบบแก่ผู้ประกอบการที่เข้าร่วมโครงการ จนได้แนวคิดและไอเดียในการออกแบบบรรจุภัณฑ์ใหม่ ซึ่งหากผู้ประกอบการมีแนวคิดที่ยอดเยี่ยมจะได้รับคัดเลือกให้ผลิตเป็นบรรจุภัณฑ์ต้นแบบสามารถนำไปประยุกต์ใช้ได้จริงหลังเสร็จสิ้นโครงการ"
สำหรับหลักสูตรสำคัญของการบ่มเพาะผู้ประกอบการครั้งนี้ ได้แก่ 1. เรื่องการพัฒนาสินค้าให้ตรงใจกลุ่มเป้าหมาย 2. กลยุทธ์การตลาดเพื่อเพิ่มยอดขาย 3. การบริหารสินค้าคงคลังและการวางแผนการจัดซื้อ 4.การเพิ่มประสิทธิภาพในการผลิต และ5. การบริหารจัดการบัญชีและการเงิน นอกจากนี้โครงการเตรียมความพร้อมผู้ประกอบการเพื่อรองรับประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน ด้วยการต่อยอดธุรกิจไปสู่ตลาดอาเซียนในกิจกรรม ความท้าทายของเอสเอ็มอีการแมชชิ่งทางธุรกิจ มุ่งเน้นการพัฒนาและสร้างเครือข่ายธุรกิจไทยกับประเทศเพื่อนบ้านที่มีศักยภาพ ได้แก่ กัมพูชา ลาว เมียนมา เป็นกลุ่มประเทศที่มีความสำคัญต่อการค้าระหว่างประเทศของไทยและเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างต่อเนื่อง ซึ่งเป้าหมายโครงการ เพื่อต้องการผลักดันให้กลุ่มเอสเอ็มอีกสร้างรายได้ทางเศรษฐกิจจาก 2,500 ล้านบาท เพิ่มเป็น 5,000 ล้านบาท ใน 1 ปีข้างหน้า
จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 36 ฉบับที่ 3,214 วันที่ 1 - 3 ธันวาคม 2559
นายพลิศร์ ภิรมย์ภักดี กรรมการรองเลขาธิการหาการค้าไทย และกรรมการรองกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท บุญรอด บริวเวอรี่ จำกัด ผู้ผลิตและจัดจำหน่ายเบียร์ผลิตและจำหน่ายเบียร์สิงห์ และลีโอ เปิดเผยว่า บุญรอดบริวเวอรี่ฯ จัดตั้งบริษัท บุญรอดเอเซีย จำกัดขึ้นเพื่อดูแลด้านการทำตลาดในภูมิอาเซียนบวกสาธารณรัฐประชาชนจีนตอนใต้ ซึ่งเพิ่งเริ่มเปิดทำการเมื่อช่วงต้นปีที่ผ่านมา ภายหลังการเข้าซื้อกิจการมาร์ซานกรุ๊ป ในเวียดนาม เบื้องต้นได้นำเข้าผลิตภัณฑ์จากเมซานกรุ๊ปเข้ามาทำตลาดบ้างแล้ว ทั้งนี้จากการเข้าซื้อกิจการดังกล่าวมองว่าจะเป็นส่วนสำคัญในการสร้างเครือข่ายของบริษัทสู่ความเป็นดิจิตอลแพลตฟอร์ม ในการรุกตลาดในภูมิภาคอาเซียนให้เกิดประโยชน์สูงสุด
ในภูมิภาคอื่น อาทิ กัมพูชาและเมียนมา บริษัทได้เข้าไปทำตลาดตั้งแต่เมื่อ 20 ปีก่อน ทั้งกลุ่มผลิตภัณฑ์แอลกอฮอล์และนอนแอลกอฮอล์ จนปัจจุบันถือเป็นอีกหนึ่งฐานสำคัญในการดำเนินธุรกิจของบริษัท ซึ่งทุกอย่างมีแผนการดำเนินงานอยู่แล้ว ขณะที่การมองหาธุรกิจอื่นๆในภูมิภาคนั้นมองว่าเป็นลักษณะทางโอกาสมากกว่า โดยวางเป้าหมายการเติบโตในภูมิภาคอาเซียนว่าจะสามารถสร้างการเติบโตในช่วงสิ้นปีได้เป็นตัวเลขสองหลัก
"ไม่สามารถให้คำตอบได้สำหรับการเข้าซื้อกิจการของแต่ละแห่ง โดยส่วนตัวมองว่าคำว่า "โอกาส" กับ "โอกาสที่ดี" นั้นต่างกัน โดยแนวทางการดำเนินธุรกิจของเครือบุญรอดฯ และมุมมองการลงทุนของคุณสันติ ภิรมย์ภักดี เน้นความเป็นพาร์ตเนอร์หรือเพื่อนทางธุรกิจมากกว่าที่จะเป็นการผูกขาดเพียงรายเดียว"
ล่าสุดบริษัทได้ร่วมกับ 14 บริษัทเอกชนชั้นนำ อาทิ โตโยต้า,ซีพี ออลล์,มาลีกรุ๊ป ,น้ำตาลมิตรผล ฯลฯ สำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) และหอการค้าไทย เปิดตัวโครงการ "บิ๊ก บราเทอร์ 50" เพื่อยกระดับเอสเอ็มอีไทยในการประกอบธุรกิจอย่างมืออาชีพ อีกทั้งยังเป็นการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันระดับสากล ทั้งนี้การร่วมมือดังกล่าวมีเป้าหมายเพื่อผลักดันให้ธุรกิจเอสเอ็มอีในประเทศไทย เป็นส่วนสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจและผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) เพิ่มเป็น 50% ในปี 2564 จากปัจจุบันมีสัดส่วนเพียง 42%
โครงการ "บิ๊ก บราเทอร์ 50" ประกอบไปด้วยกลุ่มบริษัทเอกชนจะเข้าไปช่วยพัฒนาศักยภาพผู้ดำเนินธุรกิจเอสเอ็มอี ด้วยการบ่มเพาะให้มีความพร้อมทุกด้าน เพื่อสร้างแผนธุรกิจ โดยในระยะแรกโครงการคัดเลือกผู้ดำเนินธุรกิจอาหาร เครื่องดื่ม ค้าปลีก 67 รายปีแรก จาก 400 ราย แบ่งเป็น ธุรกิจเครื่องดื่มและอาหาร 50% ธุรกิจค้าปลีก 50% โดยดึงความเชี่ยวชาญของแต่ละด้านมาเป็นพี่เลี้ยงหรือพี่ช่วยน้อง เพื่อให้ผู้ประกอบการเอสเอ็มอีสามารถมีทิศทางการบริหารจัดการธุรกิจให้ทันต่อสถานการณ์และสามารถดำเนินธุรกิจผ่านพ้นการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นด้านความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจโลกและเศรษฐกิจไทยได้อย่างราบรื่น
"สิ่งที่ผู้เข้าร่วมโครงการจะได้รับ คือ การเรียนรู้ จะได้เรียนรู้แนวคิดและกลยุทธ์ในการออกแบบบรรจุภัณฑ์เพื่อเพิ่มมูลค่าและสร้างเอกลักษณ์ให้กับสินค้า ,การเสนอไอเดียและรับคำปรึกษาใกล้ชิดด้านการออกแบบบรรจุภัณฑ์ให้คำปรึกษาและแนะนำการออกแบบแก่ผู้ประกอบการที่เข้าร่วมโครงการ จนได้แนวคิดและไอเดียในการออกแบบบรรจุภัณฑ์ใหม่ ซึ่งหากผู้ประกอบการมีแนวคิดที่ยอดเยี่ยมจะได้รับคัดเลือกให้ผลิตเป็นบรรจุภัณฑ์ต้นแบบสามารถนำไปประยุกต์ใช้ได้จริงหลังเสร็จสิ้นโครงการ"
สำหรับหลักสูตรสำคัญของการบ่มเพาะผู้ประกอบการครั้งนี้ ได้แก่ 1. เรื่องการพัฒนาสินค้าให้ตรงใจกลุ่มเป้าหมาย 2. กลยุทธ์การตลาดเพื่อเพิ่มยอดขาย 3. การบริหารสินค้าคงคลังและการวางแผนการจัดซื้อ 4.การเพิ่มประสิทธิภาพในการผลิต และ5. การบริหารจัดการบัญชีและการเงิน นอกจากนี้โครงการเตรียมความพร้อมผู้ประกอบการเพื่อรองรับประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน ด้วยการต่อยอดธุรกิจไปสู่ตลาดอาเซียนในกิจกรรม ความท้าทายของเอสเอ็มอีการแมชชิ่งทางธุรกิจ มุ่งเน้นการพัฒนาและสร้างเครือข่ายธุรกิจไทยกับประเทศเพื่อนบ้านที่มีศักยภาพ ได้แก่ กัมพูชา ลาว เมียนมา เป็นกลุ่มประเทศที่มีความสำคัญต่อการค้าระหว่างประเทศของไทยและเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างต่อเนื่อง ซึ่งเป้าหมายโครงการ เพื่อต้องการผลักดันให้กลุ่มเอสเอ็มอีกสร้างรายได้ทางเศรษฐกิจจาก 2,500 ล้านบาท เพิ่มเป็น 5,000 ล้านบาท ใน 1 ปีข้างหน้า
จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 36 ฉบับที่ 3,214 วันที่ 1 - 3 ธันวาคม 2559






