
สิ่งพิมพ์ ต้องปรับ-เปลี่ยน พลิก ‘วิกฤติ’ เป็น ‘โอกาส’
การเติบโตของเทคโนโลยีดิจิตอล ได้นำมาซึ่งความสะดวกสบายและการเข้าถึงข้อมูลข่าวสารแต่อีกมุมหนึ่งก็เป็นแรงกดดันที่มีต่อสื่อรูปแบบดั้งเดิม โดยเฉพาะสื่อสิ่งพิมพ์ ที่หมายถึงหนังสือพิมพ์ นิตยสาร และหนังสือเล่ม ที่ได้รับผลจากความทันสมัยของเทคโนโลยี และพฤติกรรมการบริโภคสื่อที่เปลี่ยนแปลงไป กองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์ ได้จัดเสวนา “สิ่งพิมพ์ : วิกฤต คือ โอกาส” และบทบาทของกองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์ ที่ได้นำเอากูรูทั้งผู้อยู่ในวงการและนักวิชาการมาสะท้อนมุมมองและแนวคิดเพื่อการ “ปรับ-เปลี่ยน” ของสื่อสิ่งพิมพ์เพื่อให้อยู่รอดบนเวทีสื่อไทยต่อไป
เปลี่ยนรูปแบบเพื่ออยู่รอด
ในฐานะผู้นำระดับต้นๆ ของวงการนิตยสาร อย่าง "ปกรณ์ พงศ์วราภา" ประธานกรรมการ บริษัท จีเอ็ม มัลติมีเดีย จำกัด (มหาชน) หรือ จีเอ็มกรุ๊ป ได้ย้ำว่า สื่อสิ่งพิมพ์ที่ไม่จำกัดเฉพาะนิตยสาร แต่หมายความรวมถึงหนังสือพิมพ์ และหนังสือเล่มต่างๆ ยังคงอยู่ได้ในสถานการณ์ปัจจุบัน แต่จำนวนจะลดลงและจะเปลี่ยนแปลงไปสู่รูปแบบอื่น เพื่อความอยู่รอด การอ่านอาจจะไม่ได้มาจากกระดาษ อาจจะอ่านบนอากาศเหมือนหนังไซไฟ โดยยังคงเชื่อว่า "สิ่งพิมพ์ไม่มีวันตาย แต่กำลังสร้างโอกาสใหม่ๆ ให้กับเรา"
[caption id="attachment_115806" align="aligncenter" width="503"]
ปกรณ์ พงศ์วราภา[/caption]
นอกจากนี้ จากประสบการณ์การทำงานในธุรกิจสื่อสิ่งพิมพ์มากว่า 30-40 ปี เห็นการเปลี่ยนแปลงที่รุนแรงมากในช่วง 2-3ปีที่ผ่านมา จากพฤติกรรมผู้บริโภค ที่หันไปใช้สื่อออนไลน์มากขึ้นและเทคโนโลยีที่ทำให้เกิดแพลตฟอร์มใหม่เป็น"ตัวเลือก"ในการเสพสื่อและคอนเทนต์ส่งผลกระทบต่อยอด ขายลดลงของสื่อสิ่งพิมพ์ทุกรูปแบบ ทั้งหนังสือพิมพ์ นิตยสารและหนังสือเล่ม
ในช่วง 10-20 ปีที่ผ่านมามีนิตยสารมากถึง 500 หัว ทั้งหนังสือแบรนด์ไทยและต่างชาติ แต่ช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา มีอัตราการ ลดลงเกือบเท่าตัว เหลือประมาณ 300 หัวในปัจจุบัน และยังมีแนวโน้มลดลงในช่วง 3-5 ปีจากนี้ จะเหลือ 50-60 หัวเท่านั้น ซึ่งกลุ่มเหล่านี้จะยังปรับตัวอยู่รอดได้ โดยจะเป็นกลุ่มผู้นำท็อป 3 ของนิตยสารแต่ละกลุ่ม
ปัจจัยที่ส่งผลกระทบต่อภาพรวมนิตยสาร มาจากจำนวนผู้ซื้อลดลงในอัตรา 20-30% และปัญหาหลักคือโฆษณาลดลงระดับ 40-50% แม้ผู้ประกอบการได้ปรับตัวสู่รูปแบบอี-แม็กกาซีนเพื่อเพิ่มช่องทางการขายและยอดดาวน์โหลดมีแล้วแนวโน้มเติบโต แต่ยังไม่สามารถทดแทนเม็ดเงินโฆษณาที่ลดลงในอัตราสูงจากนิตยสารเล่มได้ และเม็ดเงินโฆษณาที่ลดลงจากรูปเล่มไม่ได้ย้ายไปที่อี-แม็กกาซีน ขณะที่รายได้หลักของนิตยสารมาจากโฆษณากว่า 50% สถานการณ์ดังกล่าวจึงส่งผลให้นิตยสารที่มีต้นทุนสูงกว่ารายได้ต้องทยอยปิดตัวอย่างต่อเนื่อง
อย่างไรก็ตาม แนวทางการปรับตัวของสื่อสิ่งพิมพ์ที่เห็นชัดเจน คือ การเข้าสู่โลกออนไลน์ควบคู่กัน พร้อมกับการลดต้นทุนการผลิต ด้วยการลดจำนวนหน้ากระดาษลง
ปรับตัวสู่ดิจิตอลคอนเทนต์
ส่วนสื่อสิ่งพิมพ์ที่จับกลุ่มเป้าหมายวัยรุ่น ที่ได้ปรับเปลี่ยนจากโลกออฟไลน์สู่โลกออนไลน์มาก่อนที่หน้านับ 10 ปี อย่างหนังสือเซเว่นทีน ที่มี "เซรินา อูเบรอย บาจาชจ์" รองผู้อำนวยการ บริษัท มีเดียทรานส์เอเชีย ไทยแลนด์ จำกัด เป็นผู้บริหาร ได้ให้มุมมองต่อประเด็นโอกาสทองของนิตยสารในยุคปัจจุบันว่า ยังมีอยู่ เพียงแต่จะต้องปรับตัวสู่การเป็นผู้ผลิตคอนเทนต์ ไม่ใช่คนผลิตสื่อสิ่งพิมพ์ แม้ว่าสื่อสิ่งพิมพ์จะไม่ได้หายไปจากเวทีของสื่อก็ตาม แต่การปรับตัวดังกล่าวจะเป็นการสร้างโอกาสของการเข้าไปมีส่วนร่วมกับโลกออนไลน์ในยุคปัจจุบัน
[caption id="attachment_115807" align="aligncenter" width="503"]
เซรินา อูเบรอย บาจาชจ์[/caption]
หนังสือเซเว่นทีนได้เปิดตัวเข้าสู่โลกออนไลน์ด้วยการเปิดเว็บไซต์ของตนเองตั้งแต่ปี 2550 ซึ่งมีรูปแบบการนำเสนอเนื้อหาที่กลุ่มวัยรุ่นชื่นชอบ ทั้งเรื่องไลฟ์สไตล์ ความงาม สินค้าและแฟชั่น ซึ่งช่วงที่ผ่านมาอาจจะยังไม่ได้มุ่งเน้นและให้ความสำคัญเท่ากับหนังสือเล่ม จนมาในปีนี้ที่มุ่งเน้นและให้ความสำคัญกับสื่อในช่องทางออนไลน์ การถึงเวลาปิดตัวหนังสือในเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา
การปรับตัวและหันมาโฟกัสกับสื่อออนไลน์ ที่ครอบคลุมทั้งเว็บไซต์ เฟซบุ๊ก ยูทูบ และอินสตาแกรมของเซเว่นทีน นอกจากการให้ความสำคัญกับคอนเทนต์ที่น่าสนใจ รวดเร็ว และแปลกใหม่ ประกอบกับการทำตลาดออนไลน์ส่งผลให้สื่อออนไลน์ของเซเว่นทีน เกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างชัดเจน ตัวอย่างเช่น การเพิ่มขึ้นของจำนวนเพจวิวเข้าเยี่ยมชมเว็บไซต์จาก 1 แสนเพจวิว เป็น 3.4 แสนเพจวิว การเพิ่มขึ้นของการจัดอันดับเว็บไซต์ทั่วโลกถึง 2 ล้านอันดับ และการทำ SEO เพิ่มการเข้าถึงเว็บไซต์ การสร้างการมีส่วนร่วมของผู้อ่านกับเว็บไซต์ การจัดกิจกรรมออนไลน์ เป็นต้น ซึ่งแนวทางเหล่านี้เป็นแนวทางการทำตลาดดิจิตอลคอนเทนต์ นอกเหนือจากการโฟกัสกับเนื้อหาสาระเป็นหลักอยู่แล้ว
17 บริษัทนิตยสารขาดทุน
ด้าน "นายสิขเรศ ศิรากานต์" นักวิชาการด้านสื่อสารมวลชน สะท้อนให้เห็นถึงการลดลงของสื่อสิ่งพิมพ์และการเพิ่มขึ้นของสื่อดิจิตอล ผ่านข้อมูลที่น่าสนใจ ไม่ว่าจะเป็นจำนวนผู้ใช้โซเชียลมีเดียในประเทศไทย ณ พฤษภาคม 2559 ที่ผ่านมา เฟซบุ๊กมี 7 แสนแฟนเพจ จำนวนผู้ใช้งาน 41 ล้านเฟซบุ๊ก เพิ่มขึ้น 17% ยูทูบ 26.2 ล้าน ไลน์ 33 ล้านราย อินสตาแกรม 7.8 ล้านราย เพิ่มขึ้น 74% มี 1 ล้านรายที่เข้าใช้ต่อวัน และทวิตเตอร์ 5.3 ล้านราย เพิ่มขึ้น 18% มีจำนวน 1.2 ล้านรายที่เข้าใช้ต่อวัน (ข้อมูลจาก AIS, Zocial Inc. และ DATT–Digital Advertising Association of Thailand)
[caption id="attachment_115808" align="aligncenter" width="503"]
สิขเรศ ศิรากานต์[/caption]
ขณะที่กูเกิลประเทศไทย ได้ร่วมกับ ทีเอ็นเอสในการทำผลวิจัยพฤติกรรมการชมยูทูบของคนไทย จากกลุ่มตัวอย่างมากกว่า 1,000 คน ตั้งแต่เดือนมกราคม-พฤษภาคมที่ผ่านมา พบว่า 61% ของกลุ่มตัวอย่าง บอกว่าเลือกดูยูทูบมากกว่าโทรทัศน์ ในระหว่างสัปดาห์จะดูยูทูบมากกว่าโทรทัศน์ คิดเป็นจำนวน 14 ชั่วโมง จาก 24 ชั่วโมง ในจำนวนนี้มีเพียง 11% ที่บอกว่าชอบดูโทรทัศน์มากกว่า
หากดูกำไรสุทธิของ 20 ธุรกิจสื่อไทยในตลาดหลักทรัพย์ฯ ตั้งแต่ปี 2556 ถึงไตรมาส 3 ของปีนี้ จะพบว่ามีตัวเลขที่ขาดทุนต่อเนื่อง ได้แก่ แกรมมี่ (GRAMMY) นิวส์ (NEWS) เอ็มพิคเจอร์ส (MPIC) ส่วนบริษัทที่ผลการดำเนินงาน ณ ไตรมาส 3 ปีนี้ที่ขาดทุนก็พบว่ามีจำนวนมากถึง 13 บริษัท ซึ่งที่ขาดทุนมากที่สุดได้แก่ ทรู (TRUE) รองลงมาเป็นเนชั่น (NMG) และอมรินทร์ (AMARIN)
สำหรับเม็ดเงินโฆษณาในธุรกิจหนังสือพิมพ์ ลดลงอย่างต่อเนื่อง จากมูลค่า 1.54 หมื่นล้านบาท ในปี 2549 ลดลงเหลือเพียง 1.23 ล้านบาท ในปีที่ผ่านมา หรือคิดเป็นอัตราการลดลง 20% ในระยะเวลา 10 ปี ขณะที่ข้อมูล ณ ไตรมาส3 มีมูลค่า 7,413 ล้านบาท ซึ่งไตรมาสสุดท้ายจะต้องมีเม็ดเงิน 4,919 ล้านบาทหรือเดือนละกว่า 1,600 ล้านบาท เพื่อรักษาระดับให้เท่ากับปีที่ผ่านมา ส่วนสื่อนิตยสารมีเม็ดเงินลดลง 14% จากมูลค่า6,140 ล้านบาท ในปี 2549 เหลือ 4,227 ล้านบาท นำมาสู่การปิดตัวลงของนิตยสารหลายเล่ม และจากการรวบรวมรายรับของ 33 บริษัทนิตยสารในปี 2558 พบว่า 52% หรือ 17 บริษัท ที่ประสบภาวะขาดทุน โดยรายได้ของ 33 บริษัทนิตยสารปี 2556 มีมูลค่า 6,878 ล้านบาท เหลือ 5,484 ล้านบาทในปีที่ผ่านมา
ในทางตรงกันข้ามเม็ดเงินโฆษณาผ่านสื่อดิจิตอลกลับเติบโตเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง จากมูลค่า 2,783 ล้านบาท ในปี 2555 เพิ่มขึ้นเป็น 8,084 ล้านบาท และคาดว่าปีนี้จะเพิ่มขึ้นเป็น 9,883 ล้านบาทหรือเติบโตถึง 22% จากปีที่ผ่านมา
จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 36 ฉบับที่ 3,213 วันที่ 27 - 30 พฤศจิกายน 2559
เปลี่ยนรูปแบบเพื่ออยู่รอด
ในฐานะผู้นำระดับต้นๆ ของวงการนิตยสาร อย่าง "ปกรณ์ พงศ์วราภา" ประธานกรรมการ บริษัท จีเอ็ม มัลติมีเดีย จำกัด (มหาชน) หรือ จีเอ็มกรุ๊ป ได้ย้ำว่า สื่อสิ่งพิมพ์ที่ไม่จำกัดเฉพาะนิตยสาร แต่หมายความรวมถึงหนังสือพิมพ์ และหนังสือเล่มต่างๆ ยังคงอยู่ได้ในสถานการณ์ปัจจุบัน แต่จำนวนจะลดลงและจะเปลี่ยนแปลงไปสู่รูปแบบอื่น เพื่อความอยู่รอด การอ่านอาจจะไม่ได้มาจากกระดาษ อาจจะอ่านบนอากาศเหมือนหนังไซไฟ โดยยังคงเชื่อว่า "สิ่งพิมพ์ไม่มีวันตาย แต่กำลังสร้างโอกาสใหม่ๆ ให้กับเรา"
[caption id="attachment_115806" align="aligncenter" width="503"]
นอกจากนี้ จากประสบการณ์การทำงานในธุรกิจสื่อสิ่งพิมพ์มากว่า 30-40 ปี เห็นการเปลี่ยนแปลงที่รุนแรงมากในช่วง 2-3ปีที่ผ่านมา จากพฤติกรรมผู้บริโภค ที่หันไปใช้สื่อออนไลน์มากขึ้นและเทคโนโลยีที่ทำให้เกิดแพลตฟอร์มใหม่เป็น"ตัวเลือก"ในการเสพสื่อและคอนเทนต์ส่งผลกระทบต่อยอด ขายลดลงของสื่อสิ่งพิมพ์ทุกรูปแบบ ทั้งหนังสือพิมพ์ นิตยสารและหนังสือเล่ม
ในช่วง 10-20 ปีที่ผ่านมามีนิตยสารมากถึง 500 หัว ทั้งหนังสือแบรนด์ไทยและต่างชาติ แต่ช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา มีอัตราการ ลดลงเกือบเท่าตัว เหลือประมาณ 300 หัวในปัจจุบัน และยังมีแนวโน้มลดลงในช่วง 3-5 ปีจากนี้ จะเหลือ 50-60 หัวเท่านั้น ซึ่งกลุ่มเหล่านี้จะยังปรับตัวอยู่รอดได้ โดยจะเป็นกลุ่มผู้นำท็อป 3 ของนิตยสารแต่ละกลุ่ม
ปัจจัยที่ส่งผลกระทบต่อภาพรวมนิตยสาร มาจากจำนวนผู้ซื้อลดลงในอัตรา 20-30% และปัญหาหลักคือโฆษณาลดลงระดับ 40-50% แม้ผู้ประกอบการได้ปรับตัวสู่รูปแบบอี-แม็กกาซีนเพื่อเพิ่มช่องทางการขายและยอดดาวน์โหลดมีแล้วแนวโน้มเติบโต แต่ยังไม่สามารถทดแทนเม็ดเงินโฆษณาที่ลดลงในอัตราสูงจากนิตยสารเล่มได้ และเม็ดเงินโฆษณาที่ลดลงจากรูปเล่มไม่ได้ย้ายไปที่อี-แม็กกาซีน ขณะที่รายได้หลักของนิตยสารมาจากโฆษณากว่า 50% สถานการณ์ดังกล่าวจึงส่งผลให้นิตยสารที่มีต้นทุนสูงกว่ารายได้ต้องทยอยปิดตัวอย่างต่อเนื่อง
อย่างไรก็ตาม แนวทางการปรับตัวของสื่อสิ่งพิมพ์ที่เห็นชัดเจน คือ การเข้าสู่โลกออนไลน์ควบคู่กัน พร้อมกับการลดต้นทุนการผลิต ด้วยการลดจำนวนหน้ากระดาษลง
ปรับตัวสู่ดิจิตอลคอนเทนต์
ส่วนสื่อสิ่งพิมพ์ที่จับกลุ่มเป้าหมายวัยรุ่น ที่ได้ปรับเปลี่ยนจากโลกออฟไลน์สู่โลกออนไลน์มาก่อนที่หน้านับ 10 ปี อย่างหนังสือเซเว่นทีน ที่มี "เซรินา อูเบรอย บาจาชจ์" รองผู้อำนวยการ บริษัท มีเดียทรานส์เอเชีย ไทยแลนด์ จำกัด เป็นผู้บริหาร ได้ให้มุมมองต่อประเด็นโอกาสทองของนิตยสารในยุคปัจจุบันว่า ยังมีอยู่ เพียงแต่จะต้องปรับตัวสู่การเป็นผู้ผลิตคอนเทนต์ ไม่ใช่คนผลิตสื่อสิ่งพิมพ์ แม้ว่าสื่อสิ่งพิมพ์จะไม่ได้หายไปจากเวทีของสื่อก็ตาม แต่การปรับตัวดังกล่าวจะเป็นการสร้างโอกาสของการเข้าไปมีส่วนร่วมกับโลกออนไลน์ในยุคปัจจุบัน
[caption id="attachment_115807" align="aligncenter" width="503"]
หนังสือเซเว่นทีนได้เปิดตัวเข้าสู่โลกออนไลน์ด้วยการเปิดเว็บไซต์ของตนเองตั้งแต่ปี 2550 ซึ่งมีรูปแบบการนำเสนอเนื้อหาที่กลุ่มวัยรุ่นชื่นชอบ ทั้งเรื่องไลฟ์สไตล์ ความงาม สินค้าและแฟชั่น ซึ่งช่วงที่ผ่านมาอาจจะยังไม่ได้มุ่งเน้นและให้ความสำคัญเท่ากับหนังสือเล่ม จนมาในปีนี้ที่มุ่งเน้นและให้ความสำคัญกับสื่อในช่องทางออนไลน์ การถึงเวลาปิดตัวหนังสือในเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา
การปรับตัวและหันมาโฟกัสกับสื่อออนไลน์ ที่ครอบคลุมทั้งเว็บไซต์ เฟซบุ๊ก ยูทูบ และอินสตาแกรมของเซเว่นทีน นอกจากการให้ความสำคัญกับคอนเทนต์ที่น่าสนใจ รวดเร็ว และแปลกใหม่ ประกอบกับการทำตลาดออนไลน์ส่งผลให้สื่อออนไลน์ของเซเว่นทีน เกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างชัดเจน ตัวอย่างเช่น การเพิ่มขึ้นของจำนวนเพจวิวเข้าเยี่ยมชมเว็บไซต์จาก 1 แสนเพจวิว เป็น 3.4 แสนเพจวิว การเพิ่มขึ้นของการจัดอันดับเว็บไซต์ทั่วโลกถึง 2 ล้านอันดับ และการทำ SEO เพิ่มการเข้าถึงเว็บไซต์ การสร้างการมีส่วนร่วมของผู้อ่านกับเว็บไซต์ การจัดกิจกรรมออนไลน์ เป็นต้น ซึ่งแนวทางเหล่านี้เป็นแนวทางการทำตลาดดิจิตอลคอนเทนต์ นอกเหนือจากการโฟกัสกับเนื้อหาสาระเป็นหลักอยู่แล้ว
17 บริษัทนิตยสารขาดทุน
ด้าน "นายสิขเรศ ศิรากานต์" นักวิชาการด้านสื่อสารมวลชน สะท้อนให้เห็นถึงการลดลงของสื่อสิ่งพิมพ์และการเพิ่มขึ้นของสื่อดิจิตอล ผ่านข้อมูลที่น่าสนใจ ไม่ว่าจะเป็นจำนวนผู้ใช้โซเชียลมีเดียในประเทศไทย ณ พฤษภาคม 2559 ที่ผ่านมา เฟซบุ๊กมี 7 แสนแฟนเพจ จำนวนผู้ใช้งาน 41 ล้านเฟซบุ๊ก เพิ่มขึ้น 17% ยูทูบ 26.2 ล้าน ไลน์ 33 ล้านราย อินสตาแกรม 7.8 ล้านราย เพิ่มขึ้น 74% มี 1 ล้านรายที่เข้าใช้ต่อวัน และทวิตเตอร์ 5.3 ล้านราย เพิ่มขึ้น 18% มีจำนวน 1.2 ล้านรายที่เข้าใช้ต่อวัน (ข้อมูลจาก AIS, Zocial Inc. และ DATT–Digital Advertising Association of Thailand)
[caption id="attachment_115808" align="aligncenter" width="503"]
ขณะที่กูเกิลประเทศไทย ได้ร่วมกับ ทีเอ็นเอสในการทำผลวิจัยพฤติกรรมการชมยูทูบของคนไทย จากกลุ่มตัวอย่างมากกว่า 1,000 คน ตั้งแต่เดือนมกราคม-พฤษภาคมที่ผ่านมา พบว่า 61% ของกลุ่มตัวอย่าง บอกว่าเลือกดูยูทูบมากกว่าโทรทัศน์ ในระหว่างสัปดาห์จะดูยูทูบมากกว่าโทรทัศน์ คิดเป็นจำนวน 14 ชั่วโมง จาก 24 ชั่วโมง ในจำนวนนี้มีเพียง 11% ที่บอกว่าชอบดูโทรทัศน์มากกว่า
หากดูกำไรสุทธิของ 20 ธุรกิจสื่อไทยในตลาดหลักทรัพย์ฯ ตั้งแต่ปี 2556 ถึงไตรมาส 3 ของปีนี้ จะพบว่ามีตัวเลขที่ขาดทุนต่อเนื่อง ได้แก่ แกรมมี่ (GRAMMY) นิวส์ (NEWS) เอ็มพิคเจอร์ส (MPIC) ส่วนบริษัทที่ผลการดำเนินงาน ณ ไตรมาส 3 ปีนี้ที่ขาดทุนก็พบว่ามีจำนวนมากถึง 13 บริษัท ซึ่งที่ขาดทุนมากที่สุดได้แก่ ทรู (TRUE) รองลงมาเป็นเนชั่น (NMG) และอมรินทร์ (AMARIN)
สำหรับเม็ดเงินโฆษณาในธุรกิจหนังสือพิมพ์ ลดลงอย่างต่อเนื่อง จากมูลค่า 1.54 หมื่นล้านบาท ในปี 2549 ลดลงเหลือเพียง 1.23 ล้านบาท ในปีที่ผ่านมา หรือคิดเป็นอัตราการลดลง 20% ในระยะเวลา 10 ปี ขณะที่ข้อมูล ณ ไตรมาส3 มีมูลค่า 7,413 ล้านบาท ซึ่งไตรมาสสุดท้ายจะต้องมีเม็ดเงิน 4,919 ล้านบาทหรือเดือนละกว่า 1,600 ล้านบาท เพื่อรักษาระดับให้เท่ากับปีที่ผ่านมา ส่วนสื่อนิตยสารมีเม็ดเงินลดลง 14% จากมูลค่า6,140 ล้านบาท ในปี 2549 เหลือ 4,227 ล้านบาท นำมาสู่การปิดตัวลงของนิตยสารหลายเล่ม และจากการรวบรวมรายรับของ 33 บริษัทนิตยสารในปี 2558 พบว่า 52% หรือ 17 บริษัท ที่ประสบภาวะขาดทุน โดยรายได้ของ 33 บริษัทนิตยสารปี 2556 มีมูลค่า 6,878 ล้านบาท เหลือ 5,484 ล้านบาทในปีที่ผ่านมา
ในทางตรงกันข้ามเม็ดเงินโฆษณาผ่านสื่อดิจิตอลกลับเติบโตเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง จากมูลค่า 2,783 ล้านบาท ในปี 2555 เพิ่มขึ้นเป็น 8,084 ล้านบาท และคาดว่าปีนี้จะเพิ่มขึ้นเป็น 9,883 ล้านบาทหรือเติบโตถึง 22% จากปีที่ผ่านมา
จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 36 ฉบับที่ 3,213 วันที่ 27 - 30 พฤศจิกายน 2559






