
แนวโน้มราคาทองคำวันพรุ่งนี้(15 พ.ย.59)
สรุปสภาวะตลาดทองคำแท่ง วันที่ 14 พฤศจิกายน 2559
สภาวะตลาดวันที่ 14 พฤศจิกายน 2559 ราคาทองคำแกว่งตัวในกรอบที่ระดับ 1,212.26-1,231.16 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ขณะที่ราคาทองคำแท่ง 96.5% ภายในประเทศขายออกอยู่ที่ 20,550 บาทต่อบาททองคำ โดยราคาปรับตัวลดลง 500 บาท จากวันก่อนหน้าที่ระดับ 21,050 บาทต่อบาททองคำ
(หมายเหตุ: ข้อมูลนี้จัดทำขึ้น ณ เวลา 16.26 น.ของวันที่ 14/11/16)
แนวโน้มวันที่ 15 พฤศจิกายน 2559
หลังจากเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐเป็นต้นมาการคาดการณ์ที่ว่าอัตราเงินเฟ้อและอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจของสหรัฐจะปรับสูงขึ้น นักลงทุนจึงได้โยกเงินลงทุนออกจากตลาดทองคำเข้าสู่ตลาดพันธบัตรและตลาดหุ้น ทั้งนี้ ธนาคารโกลด์แมน แซคส์ และ แบงก์ ออฟ อเมริกา เมอร์ริล ลินช์ (BAML) คาดว่า อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐประเภท 10 ปี อาจจะพุ่งขึ้นสู่ 2.50 % ในอนาคต จากระดับ 2.11 % ซึ่งอัตราผลตอบแทนพันธบัตรได้รับแรงหนุนเพิ่มเติมจากการที่เจ้าหน้าที่ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) บางคนเรียกร้องให้เฟดปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยก่อนสิ้นปีนี้ด้วย นอกจากนี้ นายสแตนลีย์ ฟิชเชอร์ รองประธานธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) กล่าวสนับสนุนการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยอย่างค่อยเป็นค่อยไป แม้ว่านายฟิชเชอร์ไม่ได้กล่าวถึงผลการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐโดยตรง แต่เขาแสดงความพึงพอใจต่อการดำเนินโยบายการคลังเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ ขณะที่ดัชนีดาวโจนส์ปิดวันศุกร์ ในรายสัปดาห์มากที่สุดนับตั้งแต่ปี 2011 และ ดัชนี S&P 500 พุ่งขึ้นในสัปดาห์ที่แล้วในอัตราที่แข็งแกร่งที่สุดนับตั้งแต่ปี 2014 เนื่องจากนักลงทุนคาดว่าเศรษฐกิจสหรัฐอาจจะได้รับแรงหนุนจากการปรับลดภาษี และการปรับเพิ่มงบใช้จ่ายของรัฐบาลกลาง หลังนายโดนัลด์ ทรัมป์ ชนะการเลือกตั้ง ปัจจัยดังกล่าวถือเป็นปัจจัยบวกต่อสกุลเงินดอลลาร์ซึ่งกดดันราคาทองดิ่งลงอย่างต่อเนื่อง อย่างไรก็ตามในช่วงก่อนหน้าราคาทองคำไปปรับตัวลงอย่างรวดเร็วแต่หากยังไม่สามารถทะลุแนวรับสำคัญในบริเวณ 1,208-1,200 ดอลลาร์ต่อออนซ์จึงอาจเกิดแรงซื้อเก็งกำไรเพื่อดีดตัวขึ้น แต่หากราคาทองคำไม่สามารถยืนเหนือแนวต้านโซน 1,233-1,241 ดอลลาร์ต่อออนซ์ได้อย่างแข็งแกร่งอาจเกิดแรงขายออกมาอีกครั้ง
กลยุทธ์การลงทุน ทางวายแอลจีมีมุมมองว่า สำหรับนักลงทุนที่รอซื้อทองแนะนำให้หาจังหวะเข้าซื้อเมื่อราคาย่อตัวลงมาบริเวณแนวรับต่างๆ โดยการย่อตัวลงของราคาไม่ควรหลุดแนวรับ 1,208 ดอลลาร์ต่อออนซ์ และขายทำกำไรตามบริเวณแนวต้าน 1,233-1,241 ดอลลาร์ต่อออนซ์ แต่หากราคาหลุดแนวรับดังกล่าวให้ชะลอการลงทุนออกไปก่อน โดยดูบริเวณแนวรับสำคัญถัดไปที่ 1,200 ดอลลาร์ต่อออนซ์ และนอกจากความผัวผวนของราคาแล้วแล้วนักลงทุนยังจำเป็นต้องประเมินขนาดการลงทุนในแต่ละรอบเพื่อที่จะสามารถคำนวณความเสี่ยงในการลงทุนในแต่ละครั้งให้อยู่ในขนาดที่พอร์ตการลงทุนสามารถแบกรับได้
ทองคำแท่ง (96.50%)
แนวรับ 1,208 (20,250บาท) 1,200 (20,110บาท) 1,194 (20,010บาท)
แนวต้าน 1,233 (20,670บาท) 1,241 (20,800บาท) 1,253 (21,000บาท)
ที่มา:บริษัท วายแอลจี บูลเลี่ยน อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด
กราฟราคาทองคำ
สภาวะตลาดวันที่ 14 พฤศจิกายน 2559 ราคาทองคำแกว่งตัวในกรอบที่ระดับ 1,212.26-1,231.16 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ขณะที่ราคาทองคำแท่ง 96.5% ภายในประเทศขายออกอยู่ที่ 20,550 บาทต่อบาททองคำ โดยราคาปรับตัวลดลง 500 บาท จากวันก่อนหน้าที่ระดับ 21,050 บาทต่อบาททองคำ
(หมายเหตุ: ข้อมูลนี้จัดทำขึ้น ณ เวลา 16.26 น.ของวันที่ 14/11/16)
แนวโน้มวันที่ 15 พฤศจิกายน 2559
หลังจากเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐเป็นต้นมาการคาดการณ์ที่ว่าอัตราเงินเฟ้อและอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจของสหรัฐจะปรับสูงขึ้น นักลงทุนจึงได้โยกเงินลงทุนออกจากตลาดทองคำเข้าสู่ตลาดพันธบัตรและตลาดหุ้น ทั้งนี้ ธนาคารโกลด์แมน แซคส์ และ แบงก์ ออฟ อเมริกา เมอร์ริล ลินช์ (BAML) คาดว่า อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐประเภท 10 ปี อาจจะพุ่งขึ้นสู่ 2.50 % ในอนาคต จากระดับ 2.11 % ซึ่งอัตราผลตอบแทนพันธบัตรได้รับแรงหนุนเพิ่มเติมจากการที่เจ้าหน้าที่ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) บางคนเรียกร้องให้เฟดปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยก่อนสิ้นปีนี้ด้วย นอกจากนี้ นายสแตนลีย์ ฟิชเชอร์ รองประธานธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) กล่าวสนับสนุนการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยอย่างค่อยเป็นค่อยไป แม้ว่านายฟิชเชอร์ไม่ได้กล่าวถึงผลการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐโดยตรง แต่เขาแสดงความพึงพอใจต่อการดำเนินโยบายการคลังเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ ขณะที่ดัชนีดาวโจนส์ปิดวันศุกร์ ในรายสัปดาห์มากที่สุดนับตั้งแต่ปี 2011 และ ดัชนี S&P 500 พุ่งขึ้นในสัปดาห์ที่แล้วในอัตราที่แข็งแกร่งที่สุดนับตั้งแต่ปี 2014 เนื่องจากนักลงทุนคาดว่าเศรษฐกิจสหรัฐอาจจะได้รับแรงหนุนจากการปรับลดภาษี และการปรับเพิ่มงบใช้จ่ายของรัฐบาลกลาง หลังนายโดนัลด์ ทรัมป์ ชนะการเลือกตั้ง ปัจจัยดังกล่าวถือเป็นปัจจัยบวกต่อสกุลเงินดอลลาร์ซึ่งกดดันราคาทองดิ่งลงอย่างต่อเนื่อง อย่างไรก็ตามในช่วงก่อนหน้าราคาทองคำไปปรับตัวลงอย่างรวดเร็วแต่หากยังไม่สามารถทะลุแนวรับสำคัญในบริเวณ 1,208-1,200 ดอลลาร์ต่อออนซ์จึงอาจเกิดแรงซื้อเก็งกำไรเพื่อดีดตัวขึ้น แต่หากราคาทองคำไม่สามารถยืนเหนือแนวต้านโซน 1,233-1,241 ดอลลาร์ต่อออนซ์ได้อย่างแข็งแกร่งอาจเกิดแรงขายออกมาอีกครั้ง
กลยุทธ์การลงทุน ทางวายแอลจีมีมุมมองว่า สำหรับนักลงทุนที่รอซื้อทองแนะนำให้หาจังหวะเข้าซื้อเมื่อราคาย่อตัวลงมาบริเวณแนวรับต่างๆ โดยการย่อตัวลงของราคาไม่ควรหลุดแนวรับ 1,208 ดอลลาร์ต่อออนซ์ และขายทำกำไรตามบริเวณแนวต้าน 1,233-1,241 ดอลลาร์ต่อออนซ์ แต่หากราคาหลุดแนวรับดังกล่าวให้ชะลอการลงทุนออกไปก่อน โดยดูบริเวณแนวรับสำคัญถัดไปที่ 1,200 ดอลลาร์ต่อออนซ์ และนอกจากความผัวผวนของราคาแล้วแล้วนักลงทุนยังจำเป็นต้องประเมินขนาดการลงทุนในแต่ละรอบเพื่อที่จะสามารถคำนวณความเสี่ยงในการลงทุนในแต่ละครั้งให้อยู่ในขนาดที่พอร์ตการลงทุนสามารถแบกรับได้
ทองคำแท่ง (96.50%)
แนวรับ 1,208 (20,250บาท) 1,200 (20,110บาท) 1,194 (20,010บาท)
แนวต้าน 1,233 (20,670บาท) 1,241 (20,800บาท) 1,253 (21,000บาท)
ที่มา:บริษัท วายแอลจี บูลเลี่ยน อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด
กราฟราคาทองคำ






