
ไทยเฮ‘ทรัมป์’สั่งล้มทีพีพี ลดเสียเปรียบเวียดนาม-มาเลย์/ห่วงส่งออกไปอียูแทน
“ทรัมป์” สั่งล้มทีพีพีที่เจรจากันมา 11 ปี เอกชนไทยเฮ ลดความเสียเปรียบเวียดนาม-มาเลเซีย สมาชิกทีพีพีในการส่งออกไปสหรัฐฯ และยังคาดหวังทุนต่างชาติจะแห่เข้าไทยมากขึ้น แต่อีกด้านห่วงส่งออกไปตลาดอียูยังเสียเปรียบ 3 ชาติอาเซียน จากเอฟทีเอไทย-อียูสะดุด ประธานหอการค้าฯสั่งจับตามาตรการทางการค้าของผู้นำสหรัฐฯคนใหม่ ทำใจดีไม่กระทบไทยมาก
จากที่นายโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกาคนใหม่ได้ประกาศ 10 ข้อสัญญาฉบับเร่งด่วนที่จะต้องลงมือทำทันทีในวันแรกที่ก้าวสู่ทำเนียบขาว ซึ่ง 1 ในนั้นคือการถอนตัวออกจากการเป็นสมาชิกความตกลงหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจภาคพื้นแปซิฟิก หรือ ทีพีพี ที่รัฐบาลโอบามาได้เป็นผู้นำการเจรจาจนบรรลุข้อตกลงไปแล้วนั้น
นายบัณฑูร วงศ์สีลโชติ รองประธานคณะกรรมการเจราจาการค้าระหว่างประเทศ สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย เปิดเผยกับ “ฐานเศรษฐกิจ” โดยระบุว่าประกาศดังกล่าวถือว่าทีพีพีล้มเลิกไปโดยปริยาย ในแง่บวกจะส่งผลดีกับประเทศไทนที่จะลดความเสียเปรียบการแข่งขันส่งออกสินค้าไปสหรัฐฯ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการแข่งขันกับสินค้าที่ผลิตในเวียดนาม และมาเลเซียที่เป็นสมาชิกทีพีพีที่จะได้รับการยกเว้นภาษีนำเข้าสหรัฐฯหากความตกลงมีผลบังคับใช้ นอกจากนี้การยกเลิกทีพีพีจะมีผลให้ทุนต่างชาติที่กำลังมีแผนจะไปลงทุนในเวียดนาม หรือมาเลเซียเพื่อใช้สิทธิประโยชน์จากความตกลงทีพีพีจะชะลอการตัดสินใจ และอาจหันเหมาลงทุนในไทยเพิ่มขึ้น
“เมื่อทีพีพีถูกยกเลิก การลงทุนที่จะไปเวียดนามจะชะลอตัวลง อย่างไรก็ดีเวียดนาม สิงคโปร์ และมาเลเซียก็ยังมีความได้เปรียบไทยในการส่งออกไปอีกหนึ่งตลาดใหญ่คือสหภาพยุโรป(อียู) เพราะเวลานี้เขาได้มีการเจรจาและจัดทำเขตการค้าเสรี หรือเอฟทีเอกับอียูแล้ว รอมีผลบังใช้เท่านั้น แต่เอฟทีเอไทย-อียูยังติดปัญหาการเมือง”
สอดคล้องกับนายวิศิษฐ์ ลิ้มลือชา นายกสมาคมผู้ผลิตอาหารสำเร็จรูป ที่กล่าวว่า จากนโยบายของทรัมป์ที่ไม่เอาทีพีพี จะส่งผลเชิงบวกกับการส่งออกของไทยที่จะเสียเปรียบเวียดนาม และมาเลเซียที่เป็นสมาชิกทีพีพีลดลง และในอนาคตการเจรจาการค้าไทย-สหรัฐฯ ภายใต้รัฐบาลโดนัลด์ ทรัมป์ อาจจะเปลี่ยนไปในรูปแบบอื่นที่อาจจะเป็นประโยชน์กับไทย
ขณะที่นายอิสระ ว่องกุศลกิจ ประธานกรรมการหอการค้าไทย และสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย กล่าวว่า แม้ทรัมป์ประกาศไม่สนับสนุนทีพีพี แต่การค้า และการส่งออกของไทยไปสหรัฐฯยังคงดำเนินการไปตามปกติ อีกทั้งมองว่าคงเป็นการยากที่สหรัฐฯจะไม่ซื้อสินค้าที่เคยนำเข้าจากไทย หรือปิดประตูขังตัวเอง ขณะเดียวกันในแต่ละปีที่ผ่านมาสัดส่วนการส่งออกของไทยไปยังสหรัฐฯมีสัดส่วนประมาณ 10% ของการส่งออกในภาพรวมเท่านั้น มองว่าหากรัฐบาลใหม่ของสหรัฐฯมีการออกมาตรการทางการค้าใหม่ๆ ที่ทำให้ไทยและทั่วโลกส่งเข้าไปสหรัฐฯยากขึ้น ก็คงไม่กระทบต่อการส่งออกของไทยมากนัก
ส่วนในมุมมองของนายบุณยฤทธิ์ กัลยาณมิตร อธิบดีกรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ กล่าวว่า กรณีผู้นำใหม่ของสหรัฐฯประกาศจะถอนตัวออกจากทีพีพีจะส่งผลต่อความเชื่อมั่นเศรษฐกิจ การค้า การลงทุนใน 4 ประเทศของอาเซียนที่เป็นสมาชิกของทีพีพี ได้แก่ เวียดนาม มาเลเซีย สิงคโปร์ และบรูไนที่อาจเปลี่ยนแปลงไป นอกจากนี้คงต้องจับตาว่าจีนจะใช้โอกาสนี้มาสร้างอิทธิพลทางเศรษฐกิจในภูมิภาคอาเซียนมากขึ้นหรือไม่
“ข้อตกลงทีพีพีที่ได้ข้อสรุป และมีการลงนามความตกลงไปแล้ว มีเงื่อนไขว่า หากมีสมาชิก 6 ประเทศที่มีจีดีพีรวมกันมูลค่าอย่างน้อย 85% ของมูลค่าทั้งหมดให้สัตยาบันข้อตกลงนี้ก็จะมีผลบังคับใช้ทันที แต่ในจำนวนนี้สหรัฐฯประเทศเดียวมีขนาดจีดีพีถึง 60% ของทีพีพี ดังนั้นหากไม่มีสหรัฐฯร่วมโอกาสแจ้งเกิดของทีพีพีก็เป็นไปได้ยาก”
อนึ่ง ทีพีพีได้ก่อกำเนิดขึ้นในปี 2548 หรือ 11 ปีที่แล้ว มีสมาชิก 12 ประเทศ ประกอบด้วย สหรัฐฯ แคนาดาออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ ชิลี เปรู เม็กซิโก ญี่ปุ่น บรูไน มาเลเซีย สิงคโปร์ และเวียดนาม โดยสมาชิกได้มีการเจรจามาเป็นลำดับ และได้สรุปผลการเจรจาความตกลงเมื่อวันที่ 5 ตุลาคม2558 ณ เมืองแอตแลนตา มลรัฐจอร์เจีย สหรัฐอเมริกา และเมื่อวันที่ 5 พฤศจิกายน 2558 สมาชิกได้เผยแพร่ข้อบทความตกลงทั้งฉบับ(Full Text) ต่อสาธารณชน ขณะที่สมาชิกทั้ง 12 ประเทศได้มีการลงนามความตกลงทีพีพีเมื่อวันที่ 4 กุมภาพันธ์ 2559 ที่เมืองโอ๊คแลนด์ ประเทศนิวซีแลนด์ ล่าสุดประเทศสมาชิกอยู่ในกระบวนการภายใน ซึ่งคาดว่าจะใช้เวลาประมาณ 2 ปี เพื่อให้สัตยาบันก่อนที่ความตกลงจะมีผลบังคับใช้อย่างสมบูรณ์
จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 36 ฉบับที่ 3,209 วันที่ 13 - 16 พฤศจิกายน 2559
จากที่นายโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกาคนใหม่ได้ประกาศ 10 ข้อสัญญาฉบับเร่งด่วนที่จะต้องลงมือทำทันทีในวันแรกที่ก้าวสู่ทำเนียบขาว ซึ่ง 1 ในนั้นคือการถอนตัวออกจากการเป็นสมาชิกความตกลงหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจภาคพื้นแปซิฟิก หรือ ทีพีพี ที่รัฐบาลโอบามาได้เป็นผู้นำการเจรจาจนบรรลุข้อตกลงไปแล้วนั้น
นายบัณฑูร วงศ์สีลโชติ รองประธานคณะกรรมการเจราจาการค้าระหว่างประเทศ สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย เปิดเผยกับ “ฐานเศรษฐกิจ” โดยระบุว่าประกาศดังกล่าวถือว่าทีพีพีล้มเลิกไปโดยปริยาย ในแง่บวกจะส่งผลดีกับประเทศไทนที่จะลดความเสียเปรียบการแข่งขันส่งออกสินค้าไปสหรัฐฯ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการแข่งขันกับสินค้าที่ผลิตในเวียดนาม และมาเลเซียที่เป็นสมาชิกทีพีพีที่จะได้รับการยกเว้นภาษีนำเข้าสหรัฐฯหากความตกลงมีผลบังคับใช้ นอกจากนี้การยกเลิกทีพีพีจะมีผลให้ทุนต่างชาติที่กำลังมีแผนจะไปลงทุนในเวียดนาม หรือมาเลเซียเพื่อใช้สิทธิประโยชน์จากความตกลงทีพีพีจะชะลอการตัดสินใจ และอาจหันเหมาลงทุนในไทยเพิ่มขึ้น
“เมื่อทีพีพีถูกยกเลิก การลงทุนที่จะไปเวียดนามจะชะลอตัวลง อย่างไรก็ดีเวียดนาม สิงคโปร์ และมาเลเซียก็ยังมีความได้เปรียบไทยในการส่งออกไปอีกหนึ่งตลาดใหญ่คือสหภาพยุโรป(อียู) เพราะเวลานี้เขาได้มีการเจรจาและจัดทำเขตการค้าเสรี หรือเอฟทีเอกับอียูแล้ว รอมีผลบังใช้เท่านั้น แต่เอฟทีเอไทย-อียูยังติดปัญหาการเมือง”
สอดคล้องกับนายวิศิษฐ์ ลิ้มลือชา นายกสมาคมผู้ผลิตอาหารสำเร็จรูป ที่กล่าวว่า จากนโยบายของทรัมป์ที่ไม่เอาทีพีพี จะส่งผลเชิงบวกกับการส่งออกของไทยที่จะเสียเปรียบเวียดนาม และมาเลเซียที่เป็นสมาชิกทีพีพีลดลง และในอนาคตการเจรจาการค้าไทย-สหรัฐฯ ภายใต้รัฐบาลโดนัลด์ ทรัมป์ อาจจะเปลี่ยนไปในรูปแบบอื่นที่อาจจะเป็นประโยชน์กับไทย
ขณะที่นายอิสระ ว่องกุศลกิจ ประธานกรรมการหอการค้าไทย และสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย กล่าวว่า แม้ทรัมป์ประกาศไม่สนับสนุนทีพีพี แต่การค้า และการส่งออกของไทยไปสหรัฐฯยังคงดำเนินการไปตามปกติ อีกทั้งมองว่าคงเป็นการยากที่สหรัฐฯจะไม่ซื้อสินค้าที่เคยนำเข้าจากไทย หรือปิดประตูขังตัวเอง ขณะเดียวกันในแต่ละปีที่ผ่านมาสัดส่วนการส่งออกของไทยไปยังสหรัฐฯมีสัดส่วนประมาณ 10% ของการส่งออกในภาพรวมเท่านั้น มองว่าหากรัฐบาลใหม่ของสหรัฐฯมีการออกมาตรการทางการค้าใหม่ๆ ที่ทำให้ไทยและทั่วโลกส่งเข้าไปสหรัฐฯยากขึ้น ก็คงไม่กระทบต่อการส่งออกของไทยมากนัก
ส่วนในมุมมองของนายบุณยฤทธิ์ กัลยาณมิตร อธิบดีกรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ กล่าวว่า กรณีผู้นำใหม่ของสหรัฐฯประกาศจะถอนตัวออกจากทีพีพีจะส่งผลต่อความเชื่อมั่นเศรษฐกิจ การค้า การลงทุนใน 4 ประเทศของอาเซียนที่เป็นสมาชิกของทีพีพี ได้แก่ เวียดนาม มาเลเซีย สิงคโปร์ และบรูไนที่อาจเปลี่ยนแปลงไป นอกจากนี้คงต้องจับตาว่าจีนจะใช้โอกาสนี้มาสร้างอิทธิพลทางเศรษฐกิจในภูมิภาคอาเซียนมากขึ้นหรือไม่
“ข้อตกลงทีพีพีที่ได้ข้อสรุป และมีการลงนามความตกลงไปแล้ว มีเงื่อนไขว่า หากมีสมาชิก 6 ประเทศที่มีจีดีพีรวมกันมูลค่าอย่างน้อย 85% ของมูลค่าทั้งหมดให้สัตยาบันข้อตกลงนี้ก็จะมีผลบังคับใช้ทันที แต่ในจำนวนนี้สหรัฐฯประเทศเดียวมีขนาดจีดีพีถึง 60% ของทีพีพี ดังนั้นหากไม่มีสหรัฐฯร่วมโอกาสแจ้งเกิดของทีพีพีก็เป็นไปได้ยาก”
อนึ่ง ทีพีพีได้ก่อกำเนิดขึ้นในปี 2548 หรือ 11 ปีที่แล้ว มีสมาชิก 12 ประเทศ ประกอบด้วย สหรัฐฯ แคนาดาออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ ชิลี เปรู เม็กซิโก ญี่ปุ่น บรูไน มาเลเซีย สิงคโปร์ และเวียดนาม โดยสมาชิกได้มีการเจรจามาเป็นลำดับ และได้สรุปผลการเจรจาความตกลงเมื่อวันที่ 5 ตุลาคม2558 ณ เมืองแอตแลนตา มลรัฐจอร์เจีย สหรัฐอเมริกา และเมื่อวันที่ 5 พฤศจิกายน 2558 สมาชิกได้เผยแพร่ข้อบทความตกลงทั้งฉบับ(Full Text) ต่อสาธารณชน ขณะที่สมาชิกทั้ง 12 ประเทศได้มีการลงนามความตกลงทีพีพีเมื่อวันที่ 4 กุมภาพันธ์ 2559 ที่เมืองโอ๊คแลนด์ ประเทศนิวซีแลนด์ ล่าสุดประเทศสมาชิกอยู่ในกระบวนการภายใน ซึ่งคาดว่าจะใช้เวลาประมาณ 2 ปี เพื่อให้สัตยาบันก่อนที่ความตกลงจะมีผลบังคับใช้อย่างสมบูรณ์
จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 36 ฉบับที่ 3,209 วันที่ 13 - 16 พฤศจิกายน 2559






