thansettakij
thansettakij
นายกรัฐมนตรีขอความร่วมมือเอกอัครราชทูตและกงสุลใหญ่ใช้การทูตเชิงรุก

นายกรัฐมนตรีขอความร่วมมือเอกอัครราชทูตและกงสุลใหญ่ใช้การทูตเชิงรุก

10 พ.ย. 59 | 07:57 น.
อัปเดตล่าสุด :10 พ.ย. 59 | 14:57 น.
พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เป็นประธานเปิดการประชุมเอกอัครราชทูตและกงสุลไทยทั่วโลก ประจำปี 2559 โดยมีผู้บริหารระดับสูงของกระทรวงการต่างประเทศ เอกอัครราชทูตไทยและกงสุลใหญ่ที่ปฏิบัติหน้าที่อยู่ทั่วโลก เดินทางมาเข้าร่วมประชุม เพื่อรับฟังนโยบายด้านการต่างประเทศของรัฐบาลในการประชุมครั้งนี้

นายกรัฐมนตรี ยินดีที่ท่าทีของต่างประเทศมีความยืดหยุ่นในการดำเนินความสัมพันธ์กับไทยมากขึ้น หลายประเทศกลับมาสานต่อความร่วมมือกับรัฐบาลเพราะมองเห็นผลประโยชน์กับประเทศไทยเป็นสำคัญ

พลเอกประยุทธ์ กล่าวย้ำว่า ประเทศต้องเดินหน้าต่อไปโดยมีวิสัยทัศน์และยุทธศาสตร์ จึงขอให้ทุกฝ่ายทำหน้าที่ของตนเอง เพื่อขับเคลื่อนประเทศให้ก้าวหน้า โดยขอให้กระทรวงการต่างประเทศ เอกอัครราชทูตไทยและกงสุลใหญ่ทำหน้าที่สำคัญในฐานะเป็นศูนย์กลางการเชื่อมโยงความร่วมมือของรัฐบาลไทยกับต่างประเทศ

นายกรัฐมนตรีได้มอบยุทธศาสตร์ด้านการต่างประเทศและแนวทางการทำงานของกระทรวงการต่างประเทศทั้งในภาพรวมระยะยาว ที่ให้ความสำคัญกับการมองภาพใหญ่ทั้งภายในและภายนอกประเทศ เพื่อให้การก้าวไปข้าวหน้าในบริบทโลกและภูมิภาคที่เปลี่ยนแปลงเป็นไปอย่างมั่นคงและยั่งยืน โดยการสร้างความเข้มแข็งจากภายในประเทศที่สอดคล้องกับการขับเคลื่อนประเทศตามเป้าหมายยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี และนโยบาย Thailand 4.0

ขณะเดียวกัน รัฐบาลและกระทรวงการต่างประเทศ ต้องร่วมกันชี้แจงให้ต่างประเทศรับทราบและเข้าใจในนโยบายต่างๆ ของไทย วิสัยทัศน์ของไทยที่เน้นความมั่นคง มั่งคั่ง และยั่งยืน และการสานต่อความร่วมมือกับมิตรประเทศและองค์การระหว่างประเทศ ทั้งระดับทวิภาคีและพหุภาคีแบบคู่ขนาน

นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า การดำเนินความสัมพันธ์ของไทยและต่างประเทศต้องมีทั้งการมองใกล้และมองไกล โดยมองดูศักยภาพของไทย ขอให้ติดตามพัฒนาการต่างๆ และการดำเนินการของรัฐบาลในช่วงที่ผ่านมา ทั้งเรื่องการเมือง เศรษฐกิจ สังคม และสร้างการสื่อสารอย่างบูรณาการกับประชาชนในประเทศและต่างประเทศให้รับทราบ ในอนาคตไทยต้องเพิ่มมูลค้าการค้าขายกับมิตรประเทศ โดยเฉพาะ CLMV รวมถึงการส่งเสริมการพัฒนาพื้นที่ชายแดน การแก้ปัญหาข้ามแดน และการสร้างความเชื่อมโยงทางเศรษฐกิจ การค้าการลงทุนและการท่องเที่ยว รวมทั้งขยายความร่วมมือในทุกๆ ด้าน ที่จะส่งเสริมให้ไทยและประเทศเพื่อนบ้านพัฒนาไปด้วยกัน

ทั้งนี้ เรื่องเศรษฐกิจเป็นวาระสำคัญของรัฐบาล นายกรัฐมนตรีจึงขอให้เอกอัครราชทูตการดำเนินการทูตเชิงเศรษฐกิจ ตามที่รัฐบาลได้เน้นมาตรการในการสร้างความเข้มแข็งให้เกษตรกร ชุมชน SMEs Start-up และการพัฒนาเขตเศรษฐกิจพิเศษ รัฐบาลมีมาตรการดึงดูดนักลงทุน โดยรัฐบาลได้ปรับปรุงการให้สิทธิประโยชน์แบบทั่วไปและแบบเฉพาะ เพื่อส่งเสริมให้ไทยมีศักยภาพการในการเป็นศูนย์กลางการลงทุนในภูมิภาค นายกรัฐมนตรีจึงขอให้เอกอัครราชทูตไทยและกงสุลใหญ่ช่วยกันผลักดันอย่างเต็มที่และส่งเสริมให้ต่างประเทศเข้ามาลงทุน ชี้แนะช่องทางและโอกาสทางเศรษฐกิจ รวมถึง ส่งเสริมภาคเอกชนไทยในการเข้าไปลงทุนในต่างประเทศ และการจับคู่ของภาคธุรกิจไทยและต่างประเทศในสาขาที่มีศักยภาพ

นอกจากนี้ นายกรัฐมนตรีขอให้เอกอัครราชทูตและกงสุลใหญ่ในต่างประเทศใช้การทูตเชิงรุก สามารถชี้แจงและสร้างความเข้าใจที่ถูกต้องในทุกเรื่อง เสริมสร้างความเชื่อมั่นและภาพลักษณ์ที่ดีของประเทศไทย ส่งเสริมความสัมพันธ์กับประเทศเพื่อนบ้านและประเทศที่มีความสำคัญทางยุทธศาสตร์ โดยรักษาความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับประเทศมหาอำนาจ มุ่งส่งเสริมเสถียรภาพและสันติภาพในภูมิภาค รวมถึง ให้มีการเตรียมความพร้อมของไทยในการเป็นประธานอาเซียนในปี 2562 นี้ด้วย