
สถานการณ์น้ำเจ้าพระยาเข้าสู่ภาวะปกติแล้ว
สถานการณ์น้ำในพื้นที่ลุ่มน้ำ เจ้าพระยาลดลงเข้าสู่ภาวะปกติ แล้ว ส่วนพื้นที่ภาคใต้เตรียมความพร้ อมรับมือสถานการณ์ฝนตกหนัก ชุมพรและหาดใหญ่ ใช้โครงการพระราชดำริ บรรเทาปัญหาอุทกภัย
นายสัญชัย เกตุวรชัย อธิบดีกรมชลประทาน เปิดเผยถึงสถานการณ์น้ำในเขื่ อนขนาดใหญ่ทั่วประเทศว่า ปัจจุบัน(8 พ.ย. 59)มีปริมาณน้ำรวมกันทั้งสิ้น 49,762 ล้านลูกบาศก์เมตร คิดเป็นร้อยละ 70 ของปริมาณน้ำใน อ่างฯรวมกัน ปริมาณน้ำมากกว่าปี 2558 จำนวน 8,737 ล้านลูกบาศก์เมตร และมีปริมาณน้ำใช้การได้รวมกัน 26,236 ล้านลูกบาศก์เมตร เฉพาะ 4 เขื่อนหลักของลุ่มน้ำเจ้าพระยา ประกอบด้วย เขื่อนภูมิพล มีปริมาณน้ำใช้การได้ 3,115 ล้านลูกบาศก์เมตร เขื่อนสิริกิติ์ มีปริมาณน้ำใช้การได้ 4,838 ล้านลูกบาศก์เมตร เขื่อนแควน้อยบำรุงแดน มีปริมาณน้ำใช้การได้ 912 ล้านลูกบาศก์เมตร และเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ มีปริมาณน้ำใช้การได้ 998 ล้านลูกบาศก์เมตร รวมทั้ง 4 เขื่อน มีปริมาณน้ำใช้การได้รวมกัน 9,863 ล้านลูกบาศก์เมตร ซึ่งเพียงพอสำหรับการสนับสนุ นการใช้น้ำเพื่อการอุปโภคบริโภค รักษาระบบนิเวศ การเกษตร และอื่นๆตลอดในช่วงฤดูแล้งปี 2559/60
สถานการณ์น้ำในลุ่มน้ำเจ้าพระยา ปัจจุบัน(8 พ.ย. 59) มีปริมาณน้ำไหลผ่านเขื่อนเจ้ าพระยา ในอัตรา 715 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที และมีปริมาณน้ำไหลผ่านเขื่ อนพระราม 6 ในอัตรา 20 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที สถานการณ์น้ำในพื้นที่ลุ่มน้ำ เจ้าพระยาตอนล่างเข้าสู่ ภาวะปกติแล้ว ตั้งแต่วันที่ 7 พฤศจิกายน 2559
ในส่วนของสถานการณ์น้ำในจังหวัดเพชรบุรีภายหลังจากเขื่อนเพชรได้ ลดการระบายน้ำลง ตั้งแต่วันที่ 3 พฤศจิกายน 2559 เป็นต้นมา ปัจจุบันระดับน้ำในแม่น้ำเพชรบุ รี ต่ำกว่าตลิ่งแล้วตลอดทั้งลำน้ำ สภาพน้ำท่วมในบริเวณตัวเมื องเพชรบุรี น้ำแห้งเกือบหมดแล้ว สำนักงานชลประทานที่ 14 และหน่วยงานต่างๆ ได้เข้าช่วยเหลือในพื้นที่ ดำเนินการซ่อมคันดินที่เสียหาย และเร่งสูบน้ำออกจากพื้นที่ลุ่ มต่ำที่มีน้ำท่วมขัง โดยใช้เครื่องสูบน้ำ ของกรมชลประทาน 20 เครื่อง เครื่องสูบน้ำของเทศบาลเมื องเพชรบุรี 8 เครื่อง และสำนักงานทรัพยากรน้ำภาค7 จังหวัดราชบุรี จำนวน 3 เครื่อง รวมทั้งสิ้น 31 เครื่อง นอกจากนี้ ยังได้ติดตั้งเครื่องผลักดันน้ำ ที่สะพานวัดเขาตะเครา 8 เครื่อง ที่บริเวณท่อระบายน้ำบางขุนไทร อ.บ้านแหลม 2 เครื่อง และที่บริเวณคลองบางน้ำเชี่ยว อ.บ้านแหลม 2 เครื่อง รวมทั้งสิ้น 12 เครื่อง พร้อมด้วยรถแบ๊คโฮ 2 คัน และเตรียมรถบรรทุกน้ำไว้สนับสนุ นการอุปโภคบริโภคอีก 2 คัน
สำหรับในพื้นที่ภาคใต้ ปัจจุบันได้เข้าสู่ฤดูฝนแล้ว กรมชลประทาน ได้สั่งการให้ โครงการชลประทานในพื้นที่ เตรียมความพร้อมรับมือกั บสถานการณ์น้ำ โดยการตรวจสอบความพร้อมใช้ งานของระบบชลประทาน ทั้งในส่ วนของอาคารชลประทาน ระบบส่งน้ำ ระบบระบายน้ำ คันกั้นน้ำ ให้สามารถใช้งานได้อย่างมีประสิ ทธิภาพ รวมทั้ง ให้เตรียมความพร้อมของเครื่องจั กร เครื่องมือ เครื่องสูบน้ำเคลื่อนที่ เครื่องผลักดันน้ำ ให้สามารถเข้าไปช่วยเหลือพื้นที่ ประสบภัยน้ำท่วมได้อย่างทันท่ วงที พร้อมกับให้ตรวจสอบระบบป้องกั นน้ำท่วมของหน่วยงานอื่นๆ ทั้งในส่วนของจังหวัด เทศบาล และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น หากพบว่ามีปัญหาหรือมีแนวโน้มว่ าจะไม่สามารถรองรับสถานการณ์น้ำ ท่วมที่อาจจะเกิดขึ้นได้ ให้รีบแจ้งหน่วยงานที่รับผิ ดชอบเร่งดำเนินการแก้ไขซ่ อมแซมปรับปรุงให้สามารถใช้งานป้ องกันอุทกภัยได้อย่างมีประสิทธิ ภาพมากที่สุด
อนึ่ง ด้วยพระมหากรุณาธิคุณอย่างหาที่ สุดมิได้ของ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิ พลอดุลยเดช ที่พระองค์ทรงมีความห่วงใยต่ อพสกนิกรชาวภาคใต้ ที่มักจะประสบกับปัญหาอุทกภั ยในหลายพื้นที่ ทรงมีพระราชดำริให้กรมชลประทาน ดำเนินโครงการป้องกันแก้ ไขและบรรเทาปัญหาอุทกภัย ให้ลดน้อยลง อาทิ จังหวัดชุมพร แต่ครั้งอดีตที่ผ่านมา คราใดที่เกิดฝนตกหนัก มักจะประสบกับปัญหาน้ำท่วมในพื้ นที่เมืองชุมพรเป็นประจำแทบทุ กปี พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิ พลอดุลยเดช ทรงมีพระราชดำริให้ดำเนิน โครงการป้องกันและบรรเทาอุทกภั ยพื้นที่เมืองชุมพร(ลุ่มน้ำ คลองท่าตะเภา)เพื่อบรรเทาความเดือดร้ อนของราษฎรชาวเมืองชุมพร ซึ่งกรมชลประทานได้ สนองพระราชดำริ ด้วยการพัฒนาโครงการต่างๆ มาจนถึงปัจจุบัน เช่น การขุดคลองหัววัง-พนังตัก เพื่อระบายน้ำออกสู่ทะเล และการก่อสร้างคลองสายหลักต่างๆ จนสามารถป้องกันบรรเทาปัญหาน้ำ ท่วมในลุ่มน้ำคลองท่าตะเภา ในเขตเมืองชุมพรได้เป็นที่น่ าพอใจยิ่ง ที่สำคัญพระองค์ทรงมีพระราชดำริ ให้ใช้พื้นที่หนองใหญ่เป็นแก้ มลิงธรรมชาติ เพื่อเป็นพื้นที่รับน้ำ จากคลองท่าแซะ มาเก็บไว้ก่อนที่จะไหลลงสู่ คลองท่าตะเภา และเมื่อมีปริมาณมากจึ งทยอยระบายลงสู่ คลองหัววัง – พนังตัก เพื่อระบายออกสู่ทะเลต่อไป ช่วยลดยอดปริมาณน้ำที่จะไหลผ่ านเข้าตัวเมืองชุมพรได้เป็น อย่างมาก และยังสามารถใช้แก้มลิงหนองใหญ่ เป็นพื้นที่เก็บกักน้ำไว้ใช้ ในฤดูแล้งได้อีกด้วย
สำหรับในเขตอำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา ซึ่งเป็นเมืองที่เป็นศูนย์ กลางธุรกิจขนาดใหญ่ของภาคใต้ ตอนล่าง ในอดีตมักจะประสบกับปัญหาอุทกภั ยเป็นประจำแทบทุกปีเช่นกัน พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิ พลอดุลยเดช ทรงมีพระราชดำริ เกี่ยวกับการดำเนิ นโครงการบรรเทาอุทกภั ยอำเภอหาดใหญ่ ภายหลังจากเกิดเหตุการณ์น้ำท่ วมใหญ่ ในปี พ.ศ. 2531 และ ปี พ.ศ. 2543 ซึ่งกรมชลประทานได้ สนองพระราชดำริ โดยการศึกษาวางแผนและดำเนิ นการก่อสร้างประตูระบายน้ำต่างๆ พร้อมกับการขุดลอกคลองระบายน้ำ ที่มีอยู่เดิมให้สามารถรองรับน้ำ หลากได้มากขึ้น รวมทั้งขุดลอกคลองระบายน้ำ ขนาดใหญ่เพิ่มขึ้น ได้แก่ คลอง ร.1 ร.2 และ ร.3 เพื่อเพิ่มประสิทธิ ภาพการระบายน้ำและแบ่งน้ำ จากคลองอู่ตะเภาที่จะไหลลงมาท่ วมตัวอำเภอหาดใหญ่ ไปลงทะเลสาบสงขลาได้มากขึ้นถึง 1,125 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที แต่เนื่องจากเหตุการณ์น้ำท่ วมใหญ่ปี 2553 ที่เกิดฝนตกหนักและปริมาณน้ำท่ าจำนวนมาก เกินกว่าผลการศึกษาเดิมที่ได้ ทำไว้ กรมชลประทาน จึงได้วางแผนดำเนินโครงการขุ ดขยายคลอง ร.1 ระยะที่ 2 เพื่อเพิ่มขี ดความสามารถในการระบายน้ำ ของคลอง ร. 1 ไปลงทะเลสาบสงขลา จากเดิมที่สามารถระบายน้ำได้สู งสุด 465 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที เป็น 1,200 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที รวมปริมาณน้ำที่ จะสามารถระบายลงสู่ทะเลสาบสงขลา เมื่อการดำเนินการก่อสร้างแล้ วเสร็จ ประมาณ 1,860 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที ทั้งนี้ คาดว่าจะดำเนินการขุดลอกคลองให้ แล้วเสร็จและใช้งานได้ภายในปี 2562
นายสัญชัย เกตุวรชัย อธิบดีกรมชลประทาน เปิดเผยถึงสถานการณ์น้ำในเขื่ อนขนาดใหญ่ทั่วประเทศว่า ปัจจุบัน(8 พ.ย. 59)มีปริมาณน้ำรวมกันทั้งสิ้น 49,762 ล้านลูกบาศก์เมตร คิดเป็นร้อยละ 70 ของปริมาณน้ำใน อ่างฯรวมกัน ปริมาณน้ำมากกว่าปี 2558 จำนวน 8,737 ล้านลูกบาศก์เมตร และมีปริมาณน้ำใช้การได้รวมกัน 26,236 ล้านลูกบาศก์เมตร เฉพาะ 4 เขื่อนหลักของลุ่มน้ำเจ้าพระยา ประกอบด้วย เขื่อนภูมิพล มีปริมาณน้ำใช้การได้ 3,115 ล้านลูกบาศก์เมตร เขื่อนสิริกิติ์ มีปริมาณน้ำใช้การได้ 4,838 ล้านลูกบาศก์เมตร เขื่อนแควน้อยบำรุงแดน มีปริมาณน้ำใช้การได้ 912 ล้านลูกบาศก์เมตร และเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ มีปริมาณน้ำใช้การได้ 998 ล้านลูกบาศก์เมตร รวมทั้ง 4 เขื่อน มีปริมาณน้ำใช้การได้รวมกัน 9,863 ล้านลูกบาศก์เมตร ซึ่งเพียงพอสำหรับการสนับสนุ นการใช้น้ำเพื่อการอุปโภคบริโภค รักษาระบบนิเวศ การเกษตร และอื่นๆตลอดในช่วงฤดูแล้งปี 2559/60
สถานการณ์น้ำในลุ่มน้ำเจ้าพระยา ปัจจุบัน(8 พ.ย. 59) มีปริมาณน้ำไหลผ่านเขื่อนเจ้ าพระยา ในอัตรา 715 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที และมีปริมาณน้ำไหลผ่านเขื่ อนพระราม 6 ในอัตรา 20 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที สถานการณ์น้ำในพื้นที่ลุ่มน้ำ เจ้าพระยาตอนล่างเข้าสู่ ภาวะปกติแล้ว ตั้งแต่วันที่ 7 พฤศจิกายน 2559
ในส่วนของสถานการณ์น้ำในจังหวัดเพชรบุรีภายหลังจากเขื่อนเพชรได้ ลดการระบายน้ำลง ตั้งแต่วันที่ 3 พฤศจิกายน 2559 เป็นต้นมา ปัจจุบันระดับน้ำในแม่น้ำเพชรบุ รี ต่ำกว่าตลิ่งแล้วตลอดทั้งลำน้ำ สภาพน้ำท่วมในบริเวณตัวเมื องเพชรบุรี น้ำแห้งเกือบหมดแล้ว สำนักงานชลประทานที่ 14 และหน่วยงานต่างๆ ได้เข้าช่วยเหลือในพื้นที่ ดำเนินการซ่อมคันดินที่เสียหาย และเร่งสูบน้ำออกจากพื้นที่ลุ่ มต่ำที่มีน้ำท่วมขัง โดยใช้เครื่องสูบน้ำ ของกรมชลประทาน 20 เครื่อง เครื่องสูบน้ำของเทศบาลเมื องเพชรบุรี 8 เครื่อง และสำนักงานทรัพยากรน้ำภาค7 จังหวัดราชบุรี จำนวน 3 เครื่อง รวมทั้งสิ้น 31 เครื่อง นอกจากนี้ ยังได้ติดตั้งเครื่องผลักดันน้ำ ที่สะพานวัดเขาตะเครา 8 เครื่อง ที่บริเวณท่อระบายน้ำบางขุนไทร อ.บ้านแหลม 2 เครื่อง และที่บริเวณคลองบางน้ำเชี่ยว อ.บ้านแหลม 2 เครื่อง รวมทั้งสิ้น 12 เครื่อง พร้อมด้วยรถแบ๊คโฮ 2 คัน และเตรียมรถบรรทุกน้ำไว้สนับสนุ นการอุปโภคบริโภคอีก 2 คัน
สำหรับในพื้นที่ภาคใต้ ปัจจุบันได้เข้าสู่ฤดูฝนแล้ว กรมชลประทาน ได้สั่งการให้ โครงการชลประทานในพื้นที่ เตรียมความพร้อมรับมือกั บสถานการณ์น้ำ โดยการตรวจสอบความพร้อมใช้ งานของระบบชลประทาน ทั้งในส่ วนของอาคารชลประทาน ระบบส่งน้ำ ระบบระบายน้ำ คันกั้นน้ำ ให้สามารถใช้งานได้อย่างมีประสิ ทธิภาพ รวมทั้ง ให้เตรียมความพร้อมของเครื่องจั กร เครื่องมือ เครื่องสูบน้ำเคลื่อนที่ เครื่องผลักดันน้ำ ให้สามารถเข้าไปช่วยเหลือพื้นที่ ประสบภัยน้ำท่วมได้อย่างทันท่ วงที พร้อมกับให้ตรวจสอบระบบป้องกั นน้ำท่วมของหน่วยงานอื่นๆ ทั้งในส่วนของจังหวัด เทศบาล และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น หากพบว่ามีปัญหาหรือมีแนวโน้มว่ าจะไม่สามารถรองรับสถานการณ์น้ำ ท่วมที่อาจจะเกิดขึ้นได้ ให้รีบแจ้งหน่วยงานที่รับผิ ดชอบเร่งดำเนินการแก้ไขซ่ อมแซมปรับปรุงให้สามารถใช้งานป้ องกันอุทกภัยได้อย่างมีประสิทธิ ภาพมากที่สุด
อนึ่ง ด้วยพระมหากรุณาธิคุณอย่างหาที่ สุดมิได้ของ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิ พลอดุลยเดช ที่พระองค์ทรงมีความห่วงใยต่ อพสกนิกรชาวภาคใต้ ที่มักจะประสบกับปัญหาอุทกภั ยในหลายพื้นที่ ทรงมีพระราชดำริให้กรมชลประทาน ดำเนินโครงการป้องกันแก้ ไขและบรรเทาปัญหาอุทกภัย ให้ลดน้อยลง อาทิ จังหวัดชุมพร แต่ครั้งอดีตที่ผ่านมา คราใดที่เกิดฝนตกหนัก มักจะประสบกับปัญหาน้ำท่วมในพื้ นที่เมืองชุมพรเป็นประจำแทบทุ กปี พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิ พลอดุลยเดช ทรงมีพระราชดำริให้ดำเนิน โครงการป้องกันและบรรเทาอุทกภั ยพื้นที่เมืองชุมพร(ลุ่มน้ำ คลองท่าตะเภา)เพื่อบรรเทาความเดือดร้ อนของราษฎรชาวเมืองชุมพร ซึ่งกรมชลประทานได้ สนองพระราชดำริ ด้วยการพัฒนาโครงการต่างๆ มาจนถึงปัจจุบัน เช่น การขุดคลองหัววัง-พนังตัก เพื่อระบายน้ำออกสู่ทะเล และการก่อสร้างคลองสายหลักต่างๆ จนสามารถป้องกันบรรเทาปัญหาน้ำ ท่วมในลุ่มน้ำคลองท่าตะเภา ในเขตเมืองชุมพรได้เป็นที่น่ าพอใจยิ่ง ที่สำคัญพระองค์ทรงมีพระราชดำริ ให้ใช้พื้นที่หนองใหญ่เป็นแก้ มลิงธรรมชาติ เพื่อเป็นพื้นที่รับน้ำ จากคลองท่าแซะ มาเก็บไว้ก่อนที่จะไหลลงสู่ คลองท่าตะเภา และเมื่อมีปริมาณมากจึ งทยอยระบายลงสู่ คลองหัววัง – พนังตัก เพื่อระบายออกสู่ทะเลต่อไป ช่วยลดยอดปริมาณน้ำที่จะไหลผ่ านเข้าตัวเมืองชุมพรได้เป็น อย่างมาก และยังสามารถใช้แก้มลิงหนองใหญ่ เป็นพื้นที่เก็บกักน้ำไว้ใช้ ในฤดูแล้งได้อีกด้วย
สำหรับในเขตอำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา ซึ่งเป็นเมืองที่เป็นศูนย์ กลางธุรกิจขนาดใหญ่ของภาคใต้ ตอนล่าง ในอดีตมักจะประสบกับปัญหาอุทกภั ยเป็นประจำแทบทุกปีเช่นกัน พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิ พลอดุลยเดช ทรงมีพระราชดำริ เกี่ยวกับการดำเนิ นโครงการบรรเทาอุทกภั ยอำเภอหาดใหญ่ ภายหลังจากเกิดเหตุการณ์น้ำท่ วมใหญ่ ในปี พ.ศ. 2531 และ ปี พ.ศ. 2543 ซึ่งกรมชลประทานได้ สนองพระราชดำริ โดยการศึกษาวางแผนและดำเนิ นการก่อสร้างประตูระบายน้ำต่างๆ พร้อมกับการขุดลอกคลองระบายน้ำ ที่มีอยู่เดิมให้สามารถรองรับน้ำ หลากได้มากขึ้น รวมทั้งขุดลอกคลองระบายน้ำ ขนาดใหญ่เพิ่มขึ้น ได้แก่ คลอง ร.1 ร.2 และ ร.3 เพื่อเพิ่มประสิทธิ ภาพการระบายน้ำและแบ่งน้ำ จากคลองอู่ตะเภาที่จะไหลลงมาท่ วมตัวอำเภอหาดใหญ่ ไปลงทะเลสาบสงขลาได้มากขึ้นถึง 1,125 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที แต่เนื่องจากเหตุการณ์น้ำท่ วมใหญ่ปี 2553 ที่เกิดฝนตกหนักและปริมาณน้ำท่ าจำนวนมาก เกินกว่าผลการศึกษาเดิมที่ได้ ทำไว้ กรมชลประทาน จึงได้วางแผนดำเนินโครงการขุ ดขยายคลอง ร.1 ระยะที่ 2 เพื่อเพิ่มขี ดความสามารถในการระบายน้ำ ของคลอง ร. 1 ไปลงทะเลสาบสงขลา จากเดิมที่สามารถระบายน้ำได้สู งสุด 465 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที เป็น 1,200 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที รวมปริมาณน้ำที่ จะสามารถระบายลงสู่ทะเลสาบสงขลา เมื่อการดำเนินการก่อสร้างแล้ วเสร็จ ประมาณ 1,860 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที ทั้งนี้ คาดว่าจะดำเนินการขุดลอกคลองให้ แล้วเสร็จและใช้งานได้ภายในปี 2562






