
รัฐมนตรี RCEP เร่งหารือสรุปผลการเจรจาการเปิดตลาดการเปิดเสรีการค้าบริการและการลงทุน
ผู้ช่วยรัฐมนตรี ประจำกระทรวงพาณิชย์ ร่วมประชุมรัฐมนตรีความตกลงหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจระดับภูมิภาค สมัยพิเศษ ครั้งที่ 2 (2ndIntersessional Regional Comprehensive Economic Partnership(RCEP) Ministerial Meeting) เมื่อวันที่ 4 พฤศจิกายน 2559 ณ เมืองเซบู ประเทศฟิลิปปินส์ เร่งหาข้อสรุปประเด็นการเปิดตลาดการค้าสินค้า การค้าบริการ และการลงทุน ซึ่งเป็นประเด็นสำคัญที่จะขับเคลื่อน RCEP ให้คืบหน้าและสามารถสรุปผลได้โดยเร็ว ตามที่ผู้นำได้ประกาศเจตนารมณ์ไว้ ซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่อไทยและอาเซียนโดยรวม
นายวินิจฉัย แจ่มแจ้ง ผู้ช่วยรัฐมนตรี ประจำกระทรวงพาณิชย์ หัวหน้าผู้แทนไทยเข้าร่วมการประชุมรัฐมนตรี RCEP สมัยพิเศษ ครั้งที่ 2 เปิดเผยว่า รัฐมนตรีของทั้ง 16 ประเทศ ให้ความสำคัญอย่างยิ่งกับการเร่งสรุปผลการเจรจาโดยเร็วที่สุด เนื่องจากเล็งเห็นถึงความสำคัญและศักยภาพของภูมิภาค RCEP โดยที่ประชุมได้รับทราบรายงานความคืบหน้าการเจรจาของคณะกรรมการเจรจาการค้าความตกลงหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจ (RCEP-TNC) ซึ่งมีการเจรจามาแล้ว 15 ครั้ง ครั้งล่าสุด มีการประชุมระหว่างวันที่ 16 – 21 ตุลาคม ที่ผ่านมา ณ เมืองเทียนจิน สาธารณรัฐประชาชนจีน มีความคืบหน้าสำคัญ โดยสามารถตกลงข้อบทความร่วมมือทางเศรษฐกิจเป็นข้อบทแรก ซึ่งถือเป็นการส่งสัญญาณที่ดีต่อการเจรจา
"การประชุมครั้งนี้ เน้นการหารือเรื่องระดับการเปิดตลาดการค้าสินค้า การเปิดเสรีการค้าบริการและการลงทุน หลายประเทศได้เสนอท่าทียืดหยุ่นและพร้อมจะเปิดเสรีสินค้าในระดับสูงขึ้น โดยเฉพาะประเทศที่มีเศรษฐกิจขนาดใหญ่ เช่น จีน และอินเดีย ได้ระบุเป้าหมายการเปิดเสรีสินค้าที่ชัดเจน รวมถึงระยะเวลาการลด/เลิกภาษี ซึ่งสมาชิกอื่นๆ จะต้องนำกลับไปพิจารณา" นายวินิจฉัยกล่าว
นอกจากนี้ ที่ประชุมได้ให้แนวทางการกำหนดวิธีการและกรอบการให้ความยืดหยุ่ นหรือแต้มต่อในการลดภาษีสำหรับสินค้าอ่อนไหวของสมาชิก ซึ่งคณะเจรจาระดับเจ้าหน้าที่อาวุโสจะนำไปหารือกันต่อไป
นายวินิจฉัย กล่าวเสริมว่า สำหรับการค้าบริการเริ่มมีสัญญาณที่ดีมากขึ้น โดยที่ประชุมได้ตกลงให้เริ่มเจรจาเรื่องการเคลื่อนย้ายบุคคลธรรมดา หลังจากที่ใช้ เวลาในการผลักดันกันมานาน ในขณะที่สมาชิกทุกประเทศเห็นพ้องถึงความสำคัญของการลงทุนและผลักดันให้กฎเกณฑ์ที่สร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุน โดยให้คำนึงความอ่อนไหวของแต่ละประเทศด้วย ที่ประชุมยังรับทราบว่าสมาชิกได้เริ่มมีการหารือในเรื่องการจัดซื้อจัดจ้างโดยรัฐ และการกำหนดวินัยเพิ่มเติมสำหรับรัฐวิสาหกิจด้วย
ทั้งนี้ รัฐมนตรีได้มอบหมายให้ คณะกรรมการเจรจาการค้าเร่งเจรจา RCEPให้มีความคืบหน้าอย่างมีนัยสำคัญ โดยเฉพาะในการเจรจา RCEP-TNC ครั้งที่ 16ที่จะมีขึ้นระหว่างวันที่ 6 – 10 ธันวาคม 2559 ณ ประเทศอินโดนีเซีย ซึ่งมีความเป็นไปได้ว่าอาจสามารถตกลงข้อบทเพิ่มเติม เช่น นโยบายการเเข่งขัน และวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม เป็นต้น โดยการเพิ่มเรื่องต่างๆเข้าไปในRCEP จะส่งผลให้ RCEP มีความสมบูรณ์ไม่ต่างไปจาก TPP
นายวินิจฉัย กล่าวเพิ่มเติมว่า ในฐานะที่ไทยเป็นประเทศที่พึ่งพาการส่งออกค่อนข้างสูง และกำลังเผชิญกับภาวะที่เศรษฐกิ จโลกมีการชะลอตัว การเจรจา RCEP จะเป็นการสร้างพันธมิตรทางการค้าขนาดใหญ่ระหว่างอาเซียน 10 ประเทศกับคู่เจรจา 6 ประเทศ ได้แก่ ออสเตรเลีย จีน อินเดีย ญี่ปุ่น เกาหลี และนิวซีแลนด์ ที่มีประชากรรวมกันมากกว่า 3.5 พันล้านคน ประเทศสมาชิกมี GDP รวมกันกว่า 23 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ คิดเป็นกว่าร้อยละ 29 ของ GDP โลก ประกอบไปด้วยประเทศสมาชิกที่มี ขนาดเศรษฐกิจใหญ่ติดอันดับ 1 ใน 3 ถึง 2ประเทศ ได้แก่ จีน และญี่ปุ่น รวมถึงประเทศสมาชิกที่มี จำนวนประชากรมากเป็นอันดับ 1 และอันดับ 2 เช่น จีน และอินเดีย ซึ่งนับเป็นตลาดที่มีขนาดใหญ่ และมีแนวโน้มการเติบโตที่ดีสำหรับผู้ประกอบการไทย
นายวินิจฉัย แจ่มแจ้ง ผู้ช่วยรัฐมนตรี ประจำกระทรวงพาณิชย์ หัวหน้าผู้แทนไทยเข้าร่วมการประชุมรัฐมนตรี RCEP สมัยพิเศษ ครั้งที่ 2 เปิดเผยว่า รัฐมนตรีของทั้ง 16 ประเทศ ให้ความสำคัญอย่างยิ่งกับการเร่งสรุปผลการเจรจาโดยเร็วที่สุด เนื่องจากเล็งเห็นถึงความสำคัญและศักยภาพของภูมิภาค RCEP โดยที่ประชุมได้รับทราบรายงานความคืบหน้าการเจรจาของคณะกรรมการเจรจาการค้าความตกลงหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจ (RCEP-TNC) ซึ่งมีการเจรจามาแล้ว 15 ครั้ง ครั้งล่าสุด มีการประชุมระหว่างวันที่ 16 – 21 ตุลาคม ที่ผ่านมา ณ เมืองเทียนจิน สาธารณรัฐประชาชนจีน มีความคืบหน้าสำคัญ โดยสามารถตกลงข้อบทความร่วมมือทางเศรษฐกิจเป็นข้อบทแรก ซึ่งถือเป็นการส่งสัญญาณที่ดีต่อการเจรจา
"การประชุมครั้งนี้ เน้นการหารือเรื่องระดับการเปิดตลาดการค้าสินค้า การเปิดเสรีการค้าบริการและการลงทุน หลายประเทศได้เสนอท่าทียืดหยุ่นและพร้อมจะเปิดเสรีสินค้าในระดับสูงขึ้น โดยเฉพาะประเทศที่มีเศรษฐกิจขนาดใหญ่ เช่น จีน และอินเดีย ได้ระบุเป้าหมายการเปิดเสรีสินค้าที่ชัดเจน รวมถึงระยะเวลาการลด/เลิกภาษี ซึ่งสมาชิกอื่นๆ จะต้องนำกลับไปพิจารณา" นายวินิจฉัยกล่าว
นอกจากนี้ ที่ประชุมได้ให้แนวทางการกำหนดวิธีการและกรอบการให้ความยืดหยุ่ นหรือแต้มต่อในการลดภาษีสำหรับสินค้าอ่อนไหวของสมาชิก ซึ่งคณะเจรจาระดับเจ้าหน้าที่อาวุโสจะนำไปหารือกันต่อไป
นายวินิจฉัย กล่าวเสริมว่า สำหรับการค้าบริการเริ่มมีสัญญาณที่ดีมากขึ้น โดยที่ประชุมได้ตกลงให้เริ่มเจรจาเรื่องการเคลื่อนย้ายบุคคลธรรมดา หลังจากที่ใช้ เวลาในการผลักดันกันมานาน ในขณะที่สมาชิกทุกประเทศเห็นพ้องถึงความสำคัญของการลงทุนและผลักดันให้กฎเกณฑ์ที่สร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุน โดยให้คำนึงความอ่อนไหวของแต่ละประเทศด้วย ที่ประชุมยังรับทราบว่าสมาชิกได้เริ่มมีการหารือในเรื่องการจัดซื้อจัดจ้างโดยรัฐ และการกำหนดวินัยเพิ่มเติมสำหรับรัฐวิสาหกิจด้วย
ทั้งนี้ รัฐมนตรีได้มอบหมายให้ คณะกรรมการเจรจาการค้าเร่งเจรจา RCEPให้มีความคืบหน้าอย่างมีนัยสำคัญ โดยเฉพาะในการเจรจา RCEP-TNC ครั้งที่ 16ที่จะมีขึ้นระหว่างวันที่ 6 – 10 ธันวาคม 2559 ณ ประเทศอินโดนีเซีย ซึ่งมีความเป็นไปได้ว่าอาจสามารถตกลงข้อบทเพิ่มเติม เช่น นโยบายการเเข่งขัน และวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม เป็นต้น โดยการเพิ่มเรื่องต่างๆเข้าไปในRCEP จะส่งผลให้ RCEP มีความสมบูรณ์ไม่ต่างไปจาก TPP
นายวินิจฉัย กล่าวเพิ่มเติมว่า ในฐานะที่ไทยเป็นประเทศที่พึ่งพาการส่งออกค่อนข้างสูง และกำลังเผชิญกับภาวะที่เศรษฐกิ จโลกมีการชะลอตัว การเจรจา RCEP จะเป็นการสร้างพันธมิตรทางการค้าขนาดใหญ่ระหว่างอาเซียน 10 ประเทศกับคู่เจรจา 6 ประเทศ ได้แก่ ออสเตรเลีย จีน อินเดีย ญี่ปุ่น เกาหลี และนิวซีแลนด์ ที่มีประชากรรวมกันมากกว่า 3.5 พันล้านคน ประเทศสมาชิกมี GDP รวมกันกว่า 23 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ คิดเป็นกว่าร้อยละ 29 ของ GDP โลก ประกอบไปด้วยประเทศสมาชิกที่มี ขนาดเศรษฐกิจใหญ่ติดอันดับ 1 ใน 3 ถึง 2ประเทศ ได้แก่ จีน และญี่ปุ่น รวมถึงประเทศสมาชิกที่มี จำนวนประชากรมากเป็นอันดับ 1 และอันดับ 2 เช่น จีน และอินเดีย ซึ่งนับเป็นตลาดที่มีขนาดใหญ่ และมีแนวโน้มการเติบโตที่ดีสำหรับผู้ประกอบการไทย






