
ณัฐนัย อนันตรัมพร ‘สถานการณ์ คนรอบข้าง จะสอนให้เราเก่งขึ้นทุกวัน’
ส่องสปอตไลต์ไปที่ตลาดหุ้นยามนี้ไม่มีใครฮอตเกิน “เก็ท-ณัฐนัย อนันตรัมพร” กรรมการผู้จัดการ บริษัท อินเตอร์ลิ้งค์ เทเลคอม จำกัด (มหาชน) หรือ ITEL ผู้ให้บริการโครงข่ายใยแก้วนำแสง
ITEL เป็นบริษัทในกลุ่มบริษัท อินเตอร์ลิ้งค์ คอมมิวนิเคชั่น จำกัด(มหาชน) หรือ ILINK เข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์เอ็ม เอ ไอ กลางเดือนกันยายน 2559 เพียงเดือนเศษ ราคาหุ้น ITEL วิ่งเท่าตัวจากราคาไอพีโอ 5.20 บาท มาปิดที่ 10.90 บาท เมื่อวันที่ 5 พฤศจิกายน 2559 มีมูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาด หรือมาร์เก็ตแคป 5,450 ล้านบาท
“ณัฐนัย” ยังเป็นซีอีโอบริษัทจดทะเบียนที่อายุน้อยที่สุดในขณะนี้ด้วยวัยเพียง 29 ปี เป็นลูกชายคนเดียวในจำนวน 4 คน ของ “สมบัติ–ชลิดา อนันตรัมพร” ผู้ก่อตั้งและผู้บริหาร ILINK
หนุ่มเก็ท เล่าว่า เขาเกิดปีเดียวกับที่คุณพ่อเริ่มต้นก่อตั้ง ILINK ด้วยเงิน 2.5 แสนบาทในปี 2530 นับตั้งแต่วันที่ตัดสินใจก้าวออกมาจากการเป็นพนักงานบริษัทสิ่งที่ได้เห็นตั้งแต่เล็กจนโตก็คือ ความเป็นนักสู้ หรือการมีเลือดนักสู้ในตัวคุณพ่อ ซึ่งเห็นได้จากการมุ่งมั่นทำงานอย่างหนักถึงแม้ว่าจะเป็นวันหยุดเสาร์-อาทิตย์แต่หากมีงานต้องทำก็จะออกไปทำงานเสมอ
หลังเรียนจบกลับมารับช่วงต่อธุรกิจจากคุณพ่อ แนวคิดหลักที่ใช้ในการทำงานก็คือ “การคิดดีทำดี” ซึ่งหมายถึงว่าทุกครั้งที่จะทำอะไรต้องตั้งโจทย์ก่อนเลยว่าสิ่งที่ทำถูกต้องหรือไม่ ดีหรือไม่ และผลจะตามมาเอง
“ตอนเริ่มต้นทำธุรกิจ ก็คิดว่าประเทศไทยยังขาดเทคโนโลยีทางด้านโทรคมนาคมอยู่ ITEL จึงคิดที่จะลงทุนก่อสร้างโครงข่ายโทรคมนาคมที่เป็นใยแก้วนำแสงทั่วประเทศ ซึ่งผลลัพธ์ที่ตามมาก็คือ ลูกค้าที่ทยอยเข้ามาใช้งานเพิ่มมากขึ้น”
หลักคิดในการทำงาน นอกจากยึดคุณพ่อเป็นต้นแบบในการดำเนินธุรกิจและการใช้ชีวิตแล้ว ซีอีโอหนุ่มบอกว่าเขายังยึด “สตีฟ จ็อบ” เป็นไอดอล ในการทำงาน โดยจดจำหลักคิดของสตีฟ จ็อบ 2 ข้อมาปรับใช้ ข้อแรก คือ การหิวอยู่เสมอ ซึ่งหมายถึงการกระหายที่จะทำงานโดยไม่เกียจคร้าน และไม่หยุดที่จะคิดหาหนทางในการประสบความสำเร็จ ไม่หยุดที่จะต่อสู้
ข้อ 2 การแสร้งโง่ตลอดเวลา ซึ่งหมายถึง การทำตัวให้เสมือนน้ำที่ไม่เต็มแก้ว พร้อมจะถูกเติมอยู่ตลอดเวลา เพื่อให้สามารถยืนหยัดและอยู่ในอุตสาหกรรมได้ นั่นหมายถึงพร้อมที่จะเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ
นอกจากนี้ทุกครั้งที่เข้าหาลูกค้า ส่วนใหญ่เลือกที่จะสอบถามถึงปัญหา เช่น ปัญหาในการใช้งานในอดีตว่ามีอะไรบ้าง เพื่อนำมาปรับจูน และพัฒนาเครือข่าย หรือบริการให้เหมาะสมกับลูกค้า อีกหลักคิดที่ใช้ในการประกอบธุรกิจ คือ ต้องสร้างความแตกต่าง ไม่ว่าจะเป็นผลิตภัณฑ์ และราคา
ดังนั้นในการสร้างโครงข่ายใยแก้วนำแสงของ ITEL จึงเลือกสร้างตามแนวเส้นทางรถไฟให้เกิดความแตกต่างจากผู้ประกอบการายอื่นซึ่งจะสร้างตามถนนเป็นหลัก ขณะที่ในเรื่องของการลงทุนจะเลือกลงทุนโดยมุ่งเน้นไปที่ความคุ้มค่า ลงทุนให้ดีตั้งแต่ต้น เพราะฉะนั้น ITEL จึงมุ่งเรื่องการดูแลต้นทุนให้สามารถแข่งขันได้ตั้งแต่วันแรก
มาที่สไตล์การทำงาน”ณัฐนัย”บอกว่าจะยึดหลักการทำงานแบบพาร์ตเนอร์ ทั้งกับคนในองค์กรและคู่ค้า วิธีคิดของ ITEL มองว่าถ้าเป็นพาร์ตเนอร์กับลูกค้าแล้ว โอกาสที่ลูกค้าจะอยู่กับบริษัทในระยะยาวก็มีค่อนข้างสูง เพราะเข้าไปตอบโจทย์และเข้าไปช่วย
ในทำนองเดียวกันการเป็นพาร์ตเนอร์กับพนักงาน จะทำให้พนักงานเกิดความรู้สึกว่าซีอีโอก็เป็นระดับเดียวกับพวกเขา ผลที่ตามมา คือ จะทำให้เกิดความทุ่มเทและไม่มีขั้นบันไดมาเป็นกำแพงกั้น ทำให้สามารถคุยกันได้ทุกเรื่อง ช่วยกันได้ทุกเรื่อง และในที่สุดงานจะมีประสิทธิภาพสูง
“การมีบิสซิเนสโมเดลที่ดีเพียงอย่างเดียวอาจไม่เพียงที่จะทำให้ประสบความสำเร็จ หากไม่มีพนักงานหรือทีมที่ดี เพราะฉะนั้นเรื่องคน การดูแลพนักงาน หรือครอบครัว หรือแม้กระทั่งผู้มีส่วนได้เสียต่างๆ เช่นผู้ถือหุ้น เป็นสิ่งหนึ่งที่ผมให้ความสำคัญ”
สำหรับความท้าทาย “ณัฐนัย” คือ การนำพา ITEL ผงาดด้วยการผลักดันตัวเลขรายได้ 5 ปีข้างหน้า ( ปี 2560-2564) ขึ้นสู่ระดับ 2,000-3,000 ล้านบาท ซึ่งถือเป็นการเติบโตแบบก้าวกระโดด จากปี 2558 ที่มีรายได้รวม 437 ล้านบาท
จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 36 ฉบับที่ 3,208 วันที่ 10 - 12 พฤศจิกายน 2559
ITEL เป็นบริษัทในกลุ่มบริษัท อินเตอร์ลิ้งค์ คอมมิวนิเคชั่น จำกัด(มหาชน) หรือ ILINK เข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์เอ็ม เอ ไอ กลางเดือนกันยายน 2559 เพียงเดือนเศษ ราคาหุ้น ITEL วิ่งเท่าตัวจากราคาไอพีโอ 5.20 บาท มาปิดที่ 10.90 บาท เมื่อวันที่ 5 พฤศจิกายน 2559 มีมูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาด หรือมาร์เก็ตแคป 5,450 ล้านบาท
“ณัฐนัย” ยังเป็นซีอีโอบริษัทจดทะเบียนที่อายุน้อยที่สุดในขณะนี้ด้วยวัยเพียง 29 ปี เป็นลูกชายคนเดียวในจำนวน 4 คน ของ “สมบัติ–ชลิดา อนันตรัมพร” ผู้ก่อตั้งและผู้บริหาร ILINK
หนุ่มเก็ท เล่าว่า เขาเกิดปีเดียวกับที่คุณพ่อเริ่มต้นก่อตั้ง ILINK ด้วยเงิน 2.5 แสนบาทในปี 2530 นับตั้งแต่วันที่ตัดสินใจก้าวออกมาจากการเป็นพนักงานบริษัทสิ่งที่ได้เห็นตั้งแต่เล็กจนโตก็คือ ความเป็นนักสู้ หรือการมีเลือดนักสู้ในตัวคุณพ่อ ซึ่งเห็นได้จากการมุ่งมั่นทำงานอย่างหนักถึงแม้ว่าจะเป็นวันหยุดเสาร์-อาทิตย์แต่หากมีงานต้องทำก็จะออกไปทำงานเสมอ
หลังเรียนจบกลับมารับช่วงต่อธุรกิจจากคุณพ่อ แนวคิดหลักที่ใช้ในการทำงานก็คือ “การคิดดีทำดี” ซึ่งหมายถึงว่าทุกครั้งที่จะทำอะไรต้องตั้งโจทย์ก่อนเลยว่าสิ่งที่ทำถูกต้องหรือไม่ ดีหรือไม่ และผลจะตามมาเอง
“ตอนเริ่มต้นทำธุรกิจ ก็คิดว่าประเทศไทยยังขาดเทคโนโลยีทางด้านโทรคมนาคมอยู่ ITEL จึงคิดที่จะลงทุนก่อสร้างโครงข่ายโทรคมนาคมที่เป็นใยแก้วนำแสงทั่วประเทศ ซึ่งผลลัพธ์ที่ตามมาก็คือ ลูกค้าที่ทยอยเข้ามาใช้งานเพิ่มมากขึ้น”
หลักคิดในการทำงาน นอกจากยึดคุณพ่อเป็นต้นแบบในการดำเนินธุรกิจและการใช้ชีวิตแล้ว ซีอีโอหนุ่มบอกว่าเขายังยึด “สตีฟ จ็อบ” เป็นไอดอล ในการทำงาน โดยจดจำหลักคิดของสตีฟ จ็อบ 2 ข้อมาปรับใช้ ข้อแรก คือ การหิวอยู่เสมอ ซึ่งหมายถึงการกระหายที่จะทำงานโดยไม่เกียจคร้าน และไม่หยุดที่จะคิดหาหนทางในการประสบความสำเร็จ ไม่หยุดที่จะต่อสู้
ข้อ 2 การแสร้งโง่ตลอดเวลา ซึ่งหมายถึง การทำตัวให้เสมือนน้ำที่ไม่เต็มแก้ว พร้อมจะถูกเติมอยู่ตลอดเวลา เพื่อให้สามารถยืนหยัดและอยู่ในอุตสาหกรรมได้ นั่นหมายถึงพร้อมที่จะเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ
นอกจากนี้ทุกครั้งที่เข้าหาลูกค้า ส่วนใหญ่เลือกที่จะสอบถามถึงปัญหา เช่น ปัญหาในการใช้งานในอดีตว่ามีอะไรบ้าง เพื่อนำมาปรับจูน และพัฒนาเครือข่าย หรือบริการให้เหมาะสมกับลูกค้า อีกหลักคิดที่ใช้ในการประกอบธุรกิจ คือ ต้องสร้างความแตกต่าง ไม่ว่าจะเป็นผลิตภัณฑ์ และราคา
ดังนั้นในการสร้างโครงข่ายใยแก้วนำแสงของ ITEL จึงเลือกสร้างตามแนวเส้นทางรถไฟให้เกิดความแตกต่างจากผู้ประกอบการายอื่นซึ่งจะสร้างตามถนนเป็นหลัก ขณะที่ในเรื่องของการลงทุนจะเลือกลงทุนโดยมุ่งเน้นไปที่ความคุ้มค่า ลงทุนให้ดีตั้งแต่ต้น เพราะฉะนั้น ITEL จึงมุ่งเรื่องการดูแลต้นทุนให้สามารถแข่งขันได้ตั้งแต่วันแรก
มาที่สไตล์การทำงาน”ณัฐนัย”บอกว่าจะยึดหลักการทำงานแบบพาร์ตเนอร์ ทั้งกับคนในองค์กรและคู่ค้า วิธีคิดของ ITEL มองว่าถ้าเป็นพาร์ตเนอร์กับลูกค้าแล้ว โอกาสที่ลูกค้าจะอยู่กับบริษัทในระยะยาวก็มีค่อนข้างสูง เพราะเข้าไปตอบโจทย์และเข้าไปช่วย
ในทำนองเดียวกันการเป็นพาร์ตเนอร์กับพนักงาน จะทำให้พนักงานเกิดความรู้สึกว่าซีอีโอก็เป็นระดับเดียวกับพวกเขา ผลที่ตามมา คือ จะทำให้เกิดความทุ่มเทและไม่มีขั้นบันไดมาเป็นกำแพงกั้น ทำให้สามารถคุยกันได้ทุกเรื่อง ช่วยกันได้ทุกเรื่อง และในที่สุดงานจะมีประสิทธิภาพสูง
“การมีบิสซิเนสโมเดลที่ดีเพียงอย่างเดียวอาจไม่เพียงที่จะทำให้ประสบความสำเร็จ หากไม่มีพนักงานหรือทีมที่ดี เพราะฉะนั้นเรื่องคน การดูแลพนักงาน หรือครอบครัว หรือแม้กระทั่งผู้มีส่วนได้เสียต่างๆ เช่นผู้ถือหุ้น เป็นสิ่งหนึ่งที่ผมให้ความสำคัญ”
สำหรับความท้าทาย “ณัฐนัย” คือ การนำพา ITEL ผงาดด้วยการผลักดันตัวเลขรายได้ 5 ปีข้างหน้า ( ปี 2560-2564) ขึ้นสู่ระดับ 2,000-3,000 ล้านบาท ซึ่งถือเป็นการเติบโตแบบก้าวกระโดด จากปี 2558 ที่มีรายได้รวม 437 ล้านบาท
จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 36 ฉบับที่ 3,208 วันที่ 10 - 12 พฤศจิกายน 2559






