
‘สัญชัย’อธิบดีกรมชลฯยัน แล้งปี 60 มีนํ้าพอปลูกข้าวนาปรัง
เป็นประจำของทุกปีในวันที่ 1 พฤศจิกายน ทางกรมชลประทานจะมีการเตรียมแผนการจัดสรรน้ำและการปลูกพืชในฤดูแล้ง เช่นเดียวกับปีนี้ ที่จะถึงอีกไม่กี่วัน “ฐานเศรษฐกิจ” ได้สัมภาษณ์พิเศษ “สัญชัย เกตุวรชัย” อธิบดีกรมชลประทานคนล่าสุดถึงแผนบริหารจัดการน้ำในฤดูแล้ง ปี 2560 (พ.ย.59-เม.ย.60) ว่าปริมาณน้ำในแหล่งชลประทานจะมีเพียงพอให้เกษตรกรปลูกข้าวนาปรังหรือไม่ หลังจากที่ขอความร่วมมือให้ชาวนาเว้นวรรคปลูกข้าวนาปรังมาแล้ว 3 ปีแล้ว รวมถึงแผนการเพิ่มพื้นที่ชลประทานตามโรดแมป ยุทธศาสตร์การบริหารจัดการทรัพยากรน้ำตามแผน 12 ปี (2558-2569) และที่สำคัญเพื่อน้อมรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชฯ ที่มีต่อพสกนิกรชาวไทย และเพื่อร่วมถวายความจงรักภักดีอย่างหาที่สุดไม่ได้
ฝนปี 59 สูงกว่าค่าเฉลี่ย
“สัญชัย” กล่าวว่า ในปี 2559 มีปริมาณฝนสะสมสูงกว่าค่าเฉลี่ยทั้งประเทศ 4% แต่ถ้าเทียบกับปีที่แล้วในเวลาเดียวกันมากกว่าปีที่แล้วกว่า 15% นั่นแสดงว่าปริมาณน้ำดี ย่อมมีผลกระทบทำให้มีน้ำท่วมบ้างเป็นธรรมดา ภาพรวมในปีนี้พอใจกับปริมาณฝนและน้ำในเขื่อนที่จะส่งผลดีในฤดูแล้งที่จะถึงนี้ โดยทางกรมชลประทาน คาดการณ์ว่าในวันที่ 1 พฤศจิกายน 2559 ภาพรวม 4 เขื่อนหลักลุ่มน้ำเจ้าพระยา ได้แก่ ภูมิพล สิริกิติ์ ป่าสักชลสิทธิ์ และแควน้อยบำรุงแดน จะมีน้ำใช้การได้ 9,680 ล้านลูกบาศก์เมตร มากกว่าปีที่แล้วประมาณ 5 พันล้านลูกบาศก์เมตร (วันที่ 1 พ.ย.58 มีปริมาณน้ำใช้การได้ คงเหลือรวมกัน จำนวน 3,908 ล้านลูกบาศก์เมตร)
“ในฤดูแล้งปี 2560 ที่จะมาถึงนี้ปริมาณน้ำเทียบกับปีที่แล้วมากกว่าเป็น 2 เท่า หากเทียบในเวลาเดียวกัน จึงมั่นใจว่าจะมีน้ำเพียงพอสำหรับสำรองไว้ต้นฤดูฝนปีหน้าที่จะให้เกษตรกรเริ่มเพาะปลูกได้ตั้งแต่เดือนเมษายน สำหรับพื้นที่ลุ่มต่ำ อาทิ ทุ่งบางระกำ (พิษณุโลก-สุโขทัย) และอำเภอบางบาล อำเภอผักไห่ จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ก็จะต้องปรับเปลี่ยนปลูกข้าวในเร็วขึ้น เพื่อปรับเป็นพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบในฤดูน้ำหลากตามนโยบายของ พล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์”
โชว์แผนจัดการน้ำ 4 เขื่อนหลัก
ทั้งนี้แผนการบริหารจัดการน้ำใช้การได้ใน 4 เขื่อนหลัก จะ แบ่งเป็นเพื่อการอุปโภคบริโภค 1,100 ล้านลูกบาศก์เมตร รักษาระบบนิเวศและอื่น ๆ 1,450 ล้านลูกบาศก์เมตร ส่วนพืชยืนต้นและการเกษตรต่อเนื่อง 400 ล้านลูกบาศก์เมตร และเมื่อหักปริมาณน้ำที่ต้องใช้ในกิจกรรมทุกประเภทจะมีปริมาณน้ำสำรองในเขื่อนหลักไว้ในต้นฤดูฝนคือเดือนพฤษภาคม-กรกฎาคมอย่างเพียงพอ
น้ำพอใช้ปลูกข้าวนาปรัง
ส่วนพื้นที่ลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยา 22 จังหวัด จะให้ปลูกข้าวนาปรังหรือไม่ ต้องขึ้นอยู่กับโยบายคณะกรรมการนโยบายและบริหารจัดการข้าว (นบข.) เพราะถ้าปลูกกันมาก ราคาข้าวในประเทศก็จะราคาตก แต่ถ้าไม่ได้ปลูกทางกระทรวงเกษตรฯ จะสนับสนุนให้ปลูกพืชใช้น้ำน้อย ทนแล้ง หรือสนับสนุนการปลูกพืชเศรษฐกิจที่ให้ราคาผลผลิตที่ดีกว่า อย่างไรก็ดีทางกรมยืนยันว่าวันนี้ 4 เขื่อนหลักลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยาครอบคลุมพื้นที่ 22 จังหวัด มีพื้นที่ชลประทานราว 13 ล้านไร่ ประกอบด้วย ตาก กำแพงเพชร อุตรดิตถ์ สุโขทัย พิจิตร พิษณุโลก นครสวรรค์ ชัยนาท สิงห์บุรี ลพบุรี สระบุรี อ่างทอง สุพรรณบุรี พระนครศรีอยุธยา ปทุมธานี นนทบุรี นครปฐม กรุงเทพฯ ฉะเชิงเทรา นครนายก สมุทรปราการ และสมุทรสาครมีน้ำเพียงพอที่จะสนับสนุน
“ยังมีอีกหลายเขื่อนที่เก็บกักน้ำได้น้อย คาดในฤดูแล้งที่จะมาถึงนี้จะมีน้ำเพียงแค่ใช้อุปโภคบริโภคเท่านั้น ไม่สามารถที่จะทำการเกษตรได้ อาทิ เขื่อนลำตะคอง มีน้ำใช้การได้ 33% เขื่อนลำพระเพลิง มีน้ำใช้การได้ 39% เขื่อนมูลบน มีน้ำใช้การได้ 50% เขื่อนลำแซะ มีน้ำใช้การได้เพียง 46% ซึ่งส่วนใหญ่จะอยู่บริเวณแถวภาคอีสานตอนล่าง และเขื่อนปราณบุรี มีน้ำใช้การได้แค่ 21 % เขื่อนบางลาง มีน้ำใช้การได้ 26% และเขื่อนแก่งกระจานมีน้ำใช้การได้เพียง 37% ส่วนอีสานตอนบนไม่ห่วง โดยเฉพาะเขื่อนอุบลรัตน์ น้ำทะลุเป้าไปแล้ว 85% นอกจากนี้ยังมีเขื่อนแควน้อยบำรุงแดน มีน้ำถึง 88% เขื่อนห้วยหลวงมีน้ำใช้การได้ถึง 69% เขื่อนกิ่วคอหมามีเก็บกักน้ำ 97% เขื่อนป่าสักฯ เก็บกักน้ำได้ถึง 90% เขื่อนขุนด่านปราการชลเก็บกักน้ำ 98% และเขื่อนรัชประภาเก็บกักน้ำได้ถึง 82%"
เพิ่มพื้นชลประทานตามโรดแมป
“สัญชัย” กล่าวอีกว่า การเพิ่มพื้นที่ชลประทานในแผนงบประมาณปี 2560 ทางกรมจะเพิ่มพื้นที่ชลประทาน 382,137 ไร่ เพิ่มปริมาณน้ำ 419.88 ล้านลูกบาศก์เมตร เป็นไปตามเป้าหมายตามแผนยุทธศาสตร์การบริหารจัดการน้ำ 12 ปี เริ่มตั้งแต่ปี 2558-2569 เป้าหมายเก็บกักน้ำ 4,800 ล้านลูกบาศก์เมตร เพิ่มพื้นที่ชลประทาน 8.7 ล้านไร่ ขณะนี้ได้ 10% ยังเดินตามแผนที่รัฐบาลได้วางไว้ ปัจจุบันมีพื้นที่ชลประทาน 30 ล้านไร่ แบ่งเป็นกรมดูแลเองประมาณ 24 ล้านไร่ ส่วนอีก 6 ล้านไร่ ได้มีการถ่ายโอนให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) เป็นคนดูแล
“ในพื้นที่ 8.7 ล้านไร่ การเพิ่มแหล่งเก็บน้ำ ที่จะเห็นเพิ่มมากขึ้นจะอยู่ในพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ สูงสุด รองลงมาเป็นภาคเหนือ ส่วนพื้นที่ที่เพิ่มอ่างเก็บน้ำได้น้อยที่สุดก็คือ ภาคใต้ เนื่องจากเป็นพื้นที่ลาดชัน การจัดทำพื้นที่จะยาก อย่างไรก็ตามการพัฒนาแหล่งน้ำปัญหาเทคนิคไม่ค่อยมี แต่ส่วนใหญ่จะเป็นปัญหาเรื่องสังคม ต้องทำความเข้าใจ ปัจจุบันมีแผนงานที่ศึกษาไว้มากมาย แม้ว่าจะสร้างเขื่อนขนาดใหญ่ไม่ได้ แต่กรมก็ไม่ได้นิ่งนอนใจ กำลังหาหลายวิธี เช่น โครงการผันน้ำเติมเขื่อนภูมิพล ซึ่งมีแนวทางจากผันน้ำจากกลุ่มแม่น้ำสาละวินมาเติมด้วยกันสองทาง คือ โครงการผันแม่น้ำยวม จังหวัดแม่ฮ่องสอนและโครงการผันน้ำจากแม่น้ำเมย จังหวัดแม่ฮ่องสอน คาดว่าผลการศึกษาจะออกมาในเร็วๆ นี้"
สานต่อพระราชปณิธาน
อธิบดีกรมชลฯ กล่าวด้วยว่ากรมชลประทาน เป็นกรมที่รับใช้พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวในรัชการที่ 9 มาอย่างยาวนาน พระองค์ท่านมีพระราชดำริเกี่ยวกับงานชลประทานจำนวนมาก เนื่องจากพื้นที่บ้านเรา และพสกนิกรของท่านประกอบอาชีพการเกษตร เพราะฉะนั้น "น้ำ"จึงเป็นปัจจัยสำคัญ พระองค์ท่านจึงได้ทรงงานเกี่ยวกับงานชลประทานมากมาย และกรมชลฯก็ได้ทำงานสนองพระราชดำริมาอย่างต่อเนื่อง
"เราก็ทำงานด้วยความมุ่งมั่นและเห็นความสำเร็จ ท่านทรงงานหนักมากว่าเราที่เป็นข้าราชการเสียอีก เพราะฉะนั้นเราทำงานไม่ได้เหนื่อยเท่าพระองค์ท่าน เราทำงานน้อยกว่าพระองค์ท่านมาก แต่เราจะสานต่อพระราชดำริของพระองค์ท่านให้สำเร็จ ซึ่งพระองค์ท่านได้มีพระราชดำริเกี่ยวกับโครงการชลประทานเพื่อช่วยเหลือเกษตรกรมากมาย โครงการไหนที่คั่งค้าง เราก็จะเดินหน้าต่อ โครงการไหนที่จะไปต่อยอดเราก็จะเดินหน้าเพื่อให้มีผลอย่างยั่งยืน"
จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 36 ฉบับที่ 3,204 วันที่ 27 - 29 ตุลาคม พ.ศ. 2559
ฝนปี 59 สูงกว่าค่าเฉลี่ย
“สัญชัย” กล่าวว่า ในปี 2559 มีปริมาณฝนสะสมสูงกว่าค่าเฉลี่ยทั้งประเทศ 4% แต่ถ้าเทียบกับปีที่แล้วในเวลาเดียวกันมากกว่าปีที่แล้วกว่า 15% นั่นแสดงว่าปริมาณน้ำดี ย่อมมีผลกระทบทำให้มีน้ำท่วมบ้างเป็นธรรมดา ภาพรวมในปีนี้พอใจกับปริมาณฝนและน้ำในเขื่อนที่จะส่งผลดีในฤดูแล้งที่จะถึงนี้ โดยทางกรมชลประทาน คาดการณ์ว่าในวันที่ 1 พฤศจิกายน 2559 ภาพรวม 4 เขื่อนหลักลุ่มน้ำเจ้าพระยา ได้แก่ ภูมิพล สิริกิติ์ ป่าสักชลสิทธิ์ และแควน้อยบำรุงแดน จะมีน้ำใช้การได้ 9,680 ล้านลูกบาศก์เมตร มากกว่าปีที่แล้วประมาณ 5 พันล้านลูกบาศก์เมตร (วันที่ 1 พ.ย.58 มีปริมาณน้ำใช้การได้ คงเหลือรวมกัน จำนวน 3,908 ล้านลูกบาศก์เมตร)
“ในฤดูแล้งปี 2560 ที่จะมาถึงนี้ปริมาณน้ำเทียบกับปีที่แล้วมากกว่าเป็น 2 เท่า หากเทียบในเวลาเดียวกัน จึงมั่นใจว่าจะมีน้ำเพียงพอสำหรับสำรองไว้ต้นฤดูฝนปีหน้าที่จะให้เกษตรกรเริ่มเพาะปลูกได้ตั้งแต่เดือนเมษายน สำหรับพื้นที่ลุ่มต่ำ อาทิ ทุ่งบางระกำ (พิษณุโลก-สุโขทัย) และอำเภอบางบาล อำเภอผักไห่ จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ก็จะต้องปรับเปลี่ยนปลูกข้าวในเร็วขึ้น เพื่อปรับเป็นพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบในฤดูน้ำหลากตามนโยบายของ พล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์”
โชว์แผนจัดการน้ำ 4 เขื่อนหลัก
ทั้งนี้แผนการบริหารจัดการน้ำใช้การได้ใน 4 เขื่อนหลัก จะ แบ่งเป็นเพื่อการอุปโภคบริโภค 1,100 ล้านลูกบาศก์เมตร รักษาระบบนิเวศและอื่น ๆ 1,450 ล้านลูกบาศก์เมตร ส่วนพืชยืนต้นและการเกษตรต่อเนื่อง 400 ล้านลูกบาศก์เมตร และเมื่อหักปริมาณน้ำที่ต้องใช้ในกิจกรรมทุกประเภทจะมีปริมาณน้ำสำรองในเขื่อนหลักไว้ในต้นฤดูฝนคือเดือนพฤษภาคม-กรกฎาคมอย่างเพียงพอ
น้ำพอใช้ปลูกข้าวนาปรัง
ส่วนพื้นที่ลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยา 22 จังหวัด จะให้ปลูกข้าวนาปรังหรือไม่ ต้องขึ้นอยู่กับโยบายคณะกรรมการนโยบายและบริหารจัดการข้าว (นบข.) เพราะถ้าปลูกกันมาก ราคาข้าวในประเทศก็จะราคาตก แต่ถ้าไม่ได้ปลูกทางกระทรวงเกษตรฯ จะสนับสนุนให้ปลูกพืชใช้น้ำน้อย ทนแล้ง หรือสนับสนุนการปลูกพืชเศรษฐกิจที่ให้ราคาผลผลิตที่ดีกว่า อย่างไรก็ดีทางกรมยืนยันว่าวันนี้ 4 เขื่อนหลักลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยาครอบคลุมพื้นที่ 22 จังหวัด มีพื้นที่ชลประทานราว 13 ล้านไร่ ประกอบด้วย ตาก กำแพงเพชร อุตรดิตถ์ สุโขทัย พิจิตร พิษณุโลก นครสวรรค์ ชัยนาท สิงห์บุรี ลพบุรี สระบุรี อ่างทอง สุพรรณบุรี พระนครศรีอยุธยา ปทุมธานี นนทบุรี นครปฐม กรุงเทพฯ ฉะเชิงเทรา นครนายก สมุทรปราการ และสมุทรสาครมีน้ำเพียงพอที่จะสนับสนุน
“ยังมีอีกหลายเขื่อนที่เก็บกักน้ำได้น้อย คาดในฤดูแล้งที่จะมาถึงนี้จะมีน้ำเพียงแค่ใช้อุปโภคบริโภคเท่านั้น ไม่สามารถที่จะทำการเกษตรได้ อาทิ เขื่อนลำตะคอง มีน้ำใช้การได้ 33% เขื่อนลำพระเพลิง มีน้ำใช้การได้ 39% เขื่อนมูลบน มีน้ำใช้การได้ 50% เขื่อนลำแซะ มีน้ำใช้การได้เพียง 46% ซึ่งส่วนใหญ่จะอยู่บริเวณแถวภาคอีสานตอนล่าง และเขื่อนปราณบุรี มีน้ำใช้การได้แค่ 21 % เขื่อนบางลาง มีน้ำใช้การได้ 26% และเขื่อนแก่งกระจานมีน้ำใช้การได้เพียง 37% ส่วนอีสานตอนบนไม่ห่วง โดยเฉพาะเขื่อนอุบลรัตน์ น้ำทะลุเป้าไปแล้ว 85% นอกจากนี้ยังมีเขื่อนแควน้อยบำรุงแดน มีน้ำถึง 88% เขื่อนห้วยหลวงมีน้ำใช้การได้ถึง 69% เขื่อนกิ่วคอหมามีเก็บกักน้ำ 97% เขื่อนป่าสักฯ เก็บกักน้ำได้ถึง 90% เขื่อนขุนด่านปราการชลเก็บกักน้ำ 98% และเขื่อนรัชประภาเก็บกักน้ำได้ถึง 82%"
เพิ่มพื้นชลประทานตามโรดแมป
“สัญชัย” กล่าวอีกว่า การเพิ่มพื้นที่ชลประทานในแผนงบประมาณปี 2560 ทางกรมจะเพิ่มพื้นที่ชลประทาน 382,137 ไร่ เพิ่มปริมาณน้ำ 419.88 ล้านลูกบาศก์เมตร เป็นไปตามเป้าหมายตามแผนยุทธศาสตร์การบริหารจัดการน้ำ 12 ปี เริ่มตั้งแต่ปี 2558-2569 เป้าหมายเก็บกักน้ำ 4,800 ล้านลูกบาศก์เมตร เพิ่มพื้นที่ชลประทาน 8.7 ล้านไร่ ขณะนี้ได้ 10% ยังเดินตามแผนที่รัฐบาลได้วางไว้ ปัจจุบันมีพื้นที่ชลประทาน 30 ล้านไร่ แบ่งเป็นกรมดูแลเองประมาณ 24 ล้านไร่ ส่วนอีก 6 ล้านไร่ ได้มีการถ่ายโอนให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) เป็นคนดูแล
“ในพื้นที่ 8.7 ล้านไร่ การเพิ่มแหล่งเก็บน้ำ ที่จะเห็นเพิ่มมากขึ้นจะอยู่ในพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ สูงสุด รองลงมาเป็นภาคเหนือ ส่วนพื้นที่ที่เพิ่มอ่างเก็บน้ำได้น้อยที่สุดก็คือ ภาคใต้ เนื่องจากเป็นพื้นที่ลาดชัน การจัดทำพื้นที่จะยาก อย่างไรก็ตามการพัฒนาแหล่งน้ำปัญหาเทคนิคไม่ค่อยมี แต่ส่วนใหญ่จะเป็นปัญหาเรื่องสังคม ต้องทำความเข้าใจ ปัจจุบันมีแผนงานที่ศึกษาไว้มากมาย แม้ว่าจะสร้างเขื่อนขนาดใหญ่ไม่ได้ แต่กรมก็ไม่ได้นิ่งนอนใจ กำลังหาหลายวิธี เช่น โครงการผันน้ำเติมเขื่อนภูมิพล ซึ่งมีแนวทางจากผันน้ำจากกลุ่มแม่น้ำสาละวินมาเติมด้วยกันสองทาง คือ โครงการผันแม่น้ำยวม จังหวัดแม่ฮ่องสอนและโครงการผันน้ำจากแม่น้ำเมย จังหวัดแม่ฮ่องสอน คาดว่าผลการศึกษาจะออกมาในเร็วๆ นี้"
สานต่อพระราชปณิธาน
อธิบดีกรมชลฯ กล่าวด้วยว่ากรมชลประทาน เป็นกรมที่รับใช้พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวในรัชการที่ 9 มาอย่างยาวนาน พระองค์ท่านมีพระราชดำริเกี่ยวกับงานชลประทานจำนวนมาก เนื่องจากพื้นที่บ้านเรา และพสกนิกรของท่านประกอบอาชีพการเกษตร เพราะฉะนั้น "น้ำ"จึงเป็นปัจจัยสำคัญ พระองค์ท่านจึงได้ทรงงานเกี่ยวกับงานชลประทานมากมาย และกรมชลฯก็ได้ทำงานสนองพระราชดำริมาอย่างต่อเนื่อง
"เราก็ทำงานด้วยความมุ่งมั่นและเห็นความสำเร็จ ท่านทรงงานหนักมากว่าเราที่เป็นข้าราชการเสียอีก เพราะฉะนั้นเราทำงานไม่ได้เหนื่อยเท่าพระองค์ท่าน เราทำงานน้อยกว่าพระองค์ท่านมาก แต่เราจะสานต่อพระราชดำริของพระองค์ท่านให้สำเร็จ ซึ่งพระองค์ท่านได้มีพระราชดำริเกี่ยวกับโครงการชลประทานเพื่อช่วยเหลือเกษตรกรมากมาย โครงการไหนที่คั่งค้าง เราก็จะเดินหน้าต่อ โครงการไหนที่จะไปต่อยอดเราก็จะเดินหน้าเพื่อให้มีผลอย่างยั่งยืน"
จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 36 ฉบับที่ 3,204 วันที่ 27 - 29 ตุลาคม พ.ศ. 2559






