
Gold Futures 17 October 2016 by GTWM (ภาคค่ำ)
บริษัท จีที เวลธ์ แมเนจเมนท์หรือ GTWM ออกบทวิเคราะห์สัญญาซื้อขายล่วงหน้าที่อ้างอิงกับทองคำประจำวัน (ภาคค่ำ)
ราคาทองคำตลาดโลกแกว่งแคบในกรอบ sideway down ระหว่าง US$1,245 – 1,260 ที่มีโอกาสจะ breakout มากขึ้นจากความผันผวนในตลาดอัตราแลกเปลี่ยนที่สกุลเงินดอลลาร์สหรัฐฯแข็งค่าที่สุดในรอบ 7 เดือน ทั้งจากการคาดการณ์ว่า Fed จะขึ้นดอกเบี้ยในเดือน ธ.ค. หลังทราบตัวผู้จะขึ้นเป็นประธานาธิบดีคนใหม่, การปรับตัวดีขึ้นอย่างต่อเนื่องของเศรษฐกิจสหรัฐฯ, การอ่อนแรงลงของเศรษฐกิจจีนและยุโรป, ความเป็นไปได้ที่ Brexit จะไม่ราบรื่นและก่อผลกระทบที่รุนแรง และความเสี่ยงล่าสุดจากการเผชิญกันมากขึ้นในประเด็น IS และซีเรีย ซึ่งมีเพียงประเด็นหลังสุดเท่านั้นที่เป็นผลบวกต่อราคาทองคำ ดังนั้น ในทางเทคนิค ระดับ US$1,250 จึงยังคงเป็นจุด critical ที่ต้องจับตา ซึ่งหากมีการเทขายให้หลุด US$1,240 ติดต่อกัน จะเป็นการยืนยันสัญญาณขายเพื่อลงไปตั้งรับบริเวณ US$1,200 อย่างไรก็ตาม แม้ปัจจุบันราคาทองคำจะอยู่ในกรอบหลักระหว่าง US$1,240 – 1,280 แต่ความผันผวนของค่าเงินบาทในสัปดาห์นี้จะทำให้ราคาทองคำในประเทศผันผวนตามไปด้วย
แนวต้าน Spot Gold : US$1,260 / US$1,270
แนวรับ Spot Gold : US$1,246 / US$1,241
แนะนำ : trading ในกรอบ
News Update
-สแตนดาร์ด แอนด์ พัวร์ (S&P) ออกรายงานเตือนจีนมีความเสี่ยงจะเสียอันดับความน่าเชื่อถือที่ AA- หากการเติบโตทางเศรษฐกิจยังต้องพึ่งพาแรงกระตุ้นจากการปล่อยสินเชื่อ นอกจากนี้ ยังระบุว่า เศรษฐกิจที่พึ่งพาการลงทุนภาครัฐจะส่งผลให้เศรษฐกิจเติบโตอย่างไม่ยั่งยืน
-จีนเผยหลังประชุม ครม.ว่า จะใช้นโยบายส่งเสริมให้ภาคบริการกลายให้เป็นกลไกใหม่ในการผลักดันการเปลี่ยนผ่านทางเศรษฐกิจ
-ฮารุฮิโกะ คุโรดะ ผู้ว่าการธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ) กล่าวว่า BOJ จะปรับนโยบายการเงินหากจำเป็น เพื่อผลักดันเงินเฟ้อให้เพิ่มขึ้นสู่ระดับเป้าหมายที่ 2% หลังจากที่ดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI) ปรับตัวลดลง ทั้งนี้ ท่าทีที่อ่อนลงดังกล่าวสะท้อนให้เห็นถึงความไม่เร่งรีบในการเพิ่มนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจเหมือนครั้งที่ผ่านมา หลังจากที่ BOJ ล้มเลิกแนวคิดในการผลักดันเงินเฟ้อให้เพิ่มขึ้นในระยะเวลาอันสั้น มาเป็นการกำหนดนโยบายระยะยาวเพื่อให้อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลอายุ 10 ปีอยู่ที่ 0%
-อีริค โรเซนเกรน ประธาน Fed สาขาบอสตัน กล่าวว่า Fed อาจต้องเดินเชิงรุกมากขึ้นในเรื่องการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย และหากอัตราว่างงานร่วงลงมากกว่าคาด ก็มีความเป็นไปได้ที่จะขึ้นอัตราดอกเบี้ยเร็วขึ้น
ราคาทองคำตลาดโลกแกว่งแคบในกรอบ sideway down ระหว่าง US$1,245 – 1,260 ที่มีโอกาสจะ breakout มากขึ้นจากความผันผวนในตลาดอัตราแลกเปลี่ยนที่สกุลเงินดอลลาร์สหรัฐฯแข็งค่าที่สุดในรอบ 7 เดือน ทั้งจากการคาดการณ์ว่า Fed จะขึ้นดอกเบี้ยในเดือน ธ.ค. หลังทราบตัวผู้จะขึ้นเป็นประธานาธิบดีคนใหม่, การปรับตัวดีขึ้นอย่างต่อเนื่องของเศรษฐกิจสหรัฐฯ, การอ่อนแรงลงของเศรษฐกิจจีนและยุโรป, ความเป็นไปได้ที่ Brexit จะไม่ราบรื่นและก่อผลกระทบที่รุนแรง และความเสี่ยงล่าสุดจากการเผชิญกันมากขึ้นในประเด็น IS และซีเรีย ซึ่งมีเพียงประเด็นหลังสุดเท่านั้นที่เป็นผลบวกต่อราคาทองคำ ดังนั้น ในทางเทคนิค ระดับ US$1,250 จึงยังคงเป็นจุด critical ที่ต้องจับตา ซึ่งหากมีการเทขายให้หลุด US$1,240 ติดต่อกัน จะเป็นการยืนยันสัญญาณขายเพื่อลงไปตั้งรับบริเวณ US$1,200 อย่างไรก็ตาม แม้ปัจจุบันราคาทองคำจะอยู่ในกรอบหลักระหว่าง US$1,240 – 1,280 แต่ความผันผวนของค่าเงินบาทในสัปดาห์นี้จะทำให้ราคาทองคำในประเทศผันผวนตามไปด้วย
แนวต้าน Spot Gold : US$1,260 / US$1,270
แนวรับ Spot Gold : US$1,246 / US$1,241
แนะนำ : trading ในกรอบ
News Update
-สแตนดาร์ด แอนด์ พัวร์ (S&P) ออกรายงานเตือนจีนมีความเสี่ยงจะเสียอันดับความน่าเชื่อถือที่ AA- หากการเติบโตทางเศรษฐกิจยังต้องพึ่งพาแรงกระตุ้นจากการปล่อยสินเชื่อ นอกจากนี้ ยังระบุว่า เศรษฐกิจที่พึ่งพาการลงทุนภาครัฐจะส่งผลให้เศรษฐกิจเติบโตอย่างไม่ยั่งยืน
-จีนเผยหลังประชุม ครม.ว่า จะใช้นโยบายส่งเสริมให้ภาคบริการกลายให้เป็นกลไกใหม่ในการผลักดันการเปลี่ยนผ่านทางเศรษฐกิจ
-ฮารุฮิโกะ คุโรดะ ผู้ว่าการธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ) กล่าวว่า BOJ จะปรับนโยบายการเงินหากจำเป็น เพื่อผลักดันเงินเฟ้อให้เพิ่มขึ้นสู่ระดับเป้าหมายที่ 2% หลังจากที่ดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI) ปรับตัวลดลง ทั้งนี้ ท่าทีที่อ่อนลงดังกล่าวสะท้อนให้เห็นถึงความไม่เร่งรีบในการเพิ่มนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจเหมือนครั้งที่ผ่านมา หลังจากที่ BOJ ล้มเลิกแนวคิดในการผลักดันเงินเฟ้อให้เพิ่มขึ้นในระยะเวลาอันสั้น มาเป็นการกำหนดนโยบายระยะยาวเพื่อให้อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลอายุ 10 ปีอยู่ที่ 0%
-อีริค โรเซนเกรน ประธาน Fed สาขาบอสตัน กล่าวว่า Fed อาจต้องเดินเชิงรุกมากขึ้นในเรื่องการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย และหากอัตราว่างงานร่วงลงมากกว่าคาด ก็มีความเป็นไปได้ที่จะขึ้นอัตราดอกเบี้ยเร็วขึ้น






