thansettakij
thansettakij
‘ซีแวลู’โชว์แผนผงาด ดันเป้า3หมื่นล้านใน5ปี

‘ซีแวลู’โชว์แผนผงาด ดันเป้า3หมื่นล้านใน5ปี

04 ต.ค. 59 | 08:00 น.
ในอุตสาหกรรมทูน่าไทย หากไม่นับรวมกลุ่มไทยยูเนี่ยนที่เป็นเบอร์ 1 ของผู้ผลิตและส่งออกปลาทูน่ากระป๋องรายใหญ่สุดของไทยและของโลกแล้ว "กลุ่มซีแวลู" ที่มี "พจน์ อร่ามวัฒนานนท์" เป็นประธานบริหารถือไม่เป็นสองรองใคร ขณะที่เส้นทางของการดำเนินธุรกิจของกลุ่มซีแวลู ณ วันนี้ อยู่ในช่วงเปลี่ยนผ่านสู่เจเนอเรชันที่ 2 โดยมี "อมรพันธุ์ อร่ามวัฒนานนท์" ทายาทและลูกชายคนเดียวของพจน์ที่นั่งเป็นรองกรรมการผู้จัดการเป็นกำลังสำคัญ ซึ่งเขาได้รับความไว้วางใจให้ดูแลด้านการส่งออกช่องทางรายได้หลัก ล่าสุด "ฐานเศรษฐกิจ" มีโอกาสสัมภาษณ์พิเศษอมรพันธุ์ ถึงก้าวย่างและทิศทางธุรกิจของกลุ่มนับจากนี้พบมีประเด็นสำคัญที่ชวนติดตามากมาย

 โครงสร้างธุรกิจแกร่ง

"อมรพันธุ์" กล่าวว่า กลุ่มซีแวลู ณ ปัจจุบัน เป็นโฮลดิ้งคัมปะนี มีพจน์ และหุ้นส่วนคนไทยเป็นผู้ถือหุ้นรายใหญ่ นอกจากนี้มีบริษัทเทรดเดอร์หรือผู้ค้าปลาทูน่าเบอร์ 1 ของโลกจากไต้หวันคือ บริษัท เอฟ.ซี.เอฟ.ฟิชเชอรี่ มีบริษัทอิโตชูคอร์ปอเรชั่นฯ บริษัทการค้า(เทรดดิ้งเฟิร์ม) รายใหญ่อันดับต้น ๆจากญี่ปุ่น และมีบริษัทบัมเบิ้ลบีฟู้ดส์ฯ ผู้ผลิตอาหารทะเลระดับโลกจากสหรัฐฯ ถือหุ้นในซีแวลูสัดส่วนรายละ 10% ทำให้โครงสร้างของบริษัทมีความลงตัวของธุรกิจตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำตลอด 10 กว่าปีที่ผ่านมา

"ซีแวลูก่อตั้งเมื่อปี 2547 ได้ไปเทคโอเวอร์(ซื้อกิจการ)บริษัท ณรงค์แคนนิ่ง จำกัด(บจก.) แล้วเปลี่ยนชื่อเป็นบจก.ไอ.เอส.เอ.แวลู และในปี 2548 ได้ไปเทคโอเวอร์ บริษัท ยูนิคอร์ด จำกัด(มหาชน)อดีตเบอร์หนึ่งทูน่าไทย ซึ่งทางกลุ่มได้ใช้เวลาอีก 3 ปีในการซ่อมแซม รีโนเวต อัพเกรดทุกอย่าง ปัจจุบันบริษัทมีโรงงานในเครือในไทยทั้งหมด 3 แห่ง มีกำลังผลิตรวมในแง่กำลังเครื่องจักรวันละ 1 พันตันวัตถุดิบต่อวัน "

สำหรับสินค้าที่ผลิตหลักเป็นปลาทูน่ากระป๋อง นอกจากนี้มีปลาซาร์ดีน แมคเคอเรลสำหรับคนบริโภครวมไปถึงอาหารสำหรับสัตว์เลี้ยงที่ตลาดส่วนนี้กำลังโตขึ้นทุกวัน ดังนั้นสินค้าที่ผลิตจึงมีความหลากหลายเป็นพันSKU (รายการ) บรรจุในแพ็กเกจจิ้งหลายขนาด

 ส่งออก 95% เป็นรายได้หลัก

"สินค้าที่ผลิตจะส่งออก 95% และทำตลาดในประเทศ 5% โดยในต่างประเทศเราเป็นผู้ผลิตสินค้าไพรเวทแบรนด์(ภายใต้แบรนด์ลูกค้า) ที่ใหญ่ที่สุดในโลกที่เกี่ยวกับสินค้าทูน่ากระป๋อง คือมีขายให้กับห้างทั่วโลกทั้งในอเมริกา เช่นวอลมาร์ท ห้างหลัก ๆ ในออสเตรเลียและภูมิภาคอื่น ๆ ทั่วโลก ขณะเดียวกันได้ขยายเข้าไปในส่วนของลูกค้ากลุ่มฟู้ดเซอร์วิส เพราะวอลุ่มในกลุ่มนี้มีไม่ยิ่งหย่อนไปกว่ากลุ่มรีเทล(ค้าปลีก)เลย ปัจจุบันลูกค้ากลุ่มฟู้ดเซอร์วิสมีสัดส่วนราว 7% ของยอดส่งออก"

 ขยายไลน์ผลิตรง.ในฝรั่งเศส

ขณะเดียวกันในปี 2558 ที่ผ่านมาทางกลุ่มได้ไปซื้อโรงงานทูน่าในฝรั่งเศสและได้แบรนด์ "แอตแลนติกกูร์เมต์" ซึ่งเป็นแบรนด์ที่มีชื่อเสียงติดมาด้วย ปัจจุบันโรงงานนี้ผลิตอยู่ที่ 30 ตันปลาวัตถุดิบต่อวัน เป็นไลน์ผลิตทูน่าเพาซ์(ทูน่าบรรจุถุงสุญญากาศ)ขนาด 3-5 กิโลกรัม เพื่อป้อนให้กับกลุ่มฟู้ดเซอร์วิส ในปลายปีนี้โรงงานในฝรั่งเศสเตรียมขยายไลน์ผลิตในไลน์ทูน่ากระป๋องคาดจะใช้เงินลงทุน2-3 ล้านยูโร จะเดินเครื่องได้ต้นปี2560 คาดการณ์ไลน์ใหม่นี้จะช่วยเพิ่มยอดขายได้ 20 ล้านยูโรหรือ 800 ล้านบาท/ปี

 ลอนช์สินค้าใหม่ขายตลาดใน

"อมรพันธุ์"ยังกล่าวถึงตลาดในประเทศว่า ทางกลุ่มได้สร้างแบรนด์"ซูเปอร์ซีเชฟ" (เป็นปลาซาร์ดีน ปลาแมคเคอเรลกระป๋อง และอาหารกระป๋องอื่นๆ) ขึ้นมาเมื่อ 8-9 ปีที่แล้ว ปัจจุบันมียอดขายประมาณ 1,000 ล้านบาท มีส่วนแบ่งตลาด 5% ของตลาดรวม ในเดือนตุลาคมนี้จะลอนช์สินค้าใหม่ 5 ตัว ในกลุ่มปลาทูน่ากระป๋องเกรดพรีเมียมนอกจากนี้จะขยายสินค้าแบรนด์ซูเปอร์ซีเชฟรุกตลาดอาเซียนให้มากขึ้น โดยคาดหวังจะไปให้ถึงยอดขาย 2,000 ล้านบาทใน 5 ปีนับจากนี้

 ลงทุนศูนย์R&D-คลังสินค้าเพิ่ม

นอกจากนี้ทางกลุ่มยังได้ลงทุนศูนย์วิจัยและพัฒนา(อาร์ แอนด์ ดี เซ็นเตอร์) และคลังสินค้า(แวร์เฮาส์)เพิ่มเติมในบริเวณโรงงานที่ อ.มหาชัย จ.สมุทรสาคร โดยในส่วนของอาร์ แอนด์ ดีเซ็นเตอร์จะร่วมกับสถาบันการศึกษาชั้นนำในไทยคิดค้นและพัฒนาต่อยอดเพื่อสร้างผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ และมีนวัตกรรมใหม่ ๆ ในการสร้างมูลค่าเพิ่มในกับตัวสินค้าปลาทูน่าหรืออาหารทะเล เพื่อสร้างความหลากหลายของสินค้า และยังเน้นเรื่องแพ็กเกจจิ้งใหม่ๆ เพื่อสร้างรายได้เพิ่มให้กับบริษัท คาดศูนย์นี้จะแล้วเสร็จปลายปีนี้ และเริ่มออกสินค้าใหม่ๆตั้งแต่ต้นปีหน้า โดยสินค้าที่จะพัฒนาเป้าหมายอันดับ 1 คือสินค้าที่เป็น Complete Meal หรืออาหารกระป๋องที่ให้สารอาหารครบ 5 หมู่

"เงินลงทุนทั้งโปรเจกต์อาร์ แอนด์ดี เซ็นเตอร์ และแวร์เฮาส์ จะใช้เงินลงทุนรวมราว 280 ล้านบาท

 สู่ยุคอัตโนมัติ-ลดแรงงานตน

ที่สำคัญทางกลุ่มยังอยู่ระหว่างการนำเครื่องจักรอัตโนมัติ เช่นเครื่องบรรจุอัตโนมัติ และพัฒนาหุ่นยนต์(โรบอต)ร่วมกับมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี(บางมด) มาใช้ในไลน์ผลิตของโรงงานแต่จะค่อยๆ ทำไปทีละเฟสเพื่อลดต้นทุนด้านแรงงานคนที่นับวันจะสูงขึ้นและขาดแคลน ขณะเดียวกันก็ดูโอกาสการลงทุนในไทยและอาเซียนใน 2 รูปแบบคือการเข้าไปซื้อกิจการ และการลงทุนตั้งโรงงานใหม่ รวมถึงการแสวงหาโอกาสการซื้อกิจการในยุโรปเพิ่ม

"ในปีนี้ทางกลุ่มตั้งเป้ายอดขายรวมทั้งในต่างประเทศที่เราส่งออกไปทั่วโลก 200 ประเทศผ่านช่องทางต่างๆ รวมยอดขายในประเทศ ที่ 2.4 หมื่นล้านบาท ขยายตัวเพิ่มขึ้นจากปีที่ผ่านมาที่มียอดขาย 2.3 หมื่นบ้านบาท หรือขยายตัว 5% และทุกปีนับจากนี้เป้าขยายตัวไม่ต่ำกว่าปีละ 5% โดยในอีก 5 ปีข้างหน้า หรือในปี 2565 ตั้งเป้ายอดขายไว้ที่ 3 หมื่นล้านบาท ซึ่งจะเป็นผลจากแผนงานและการการลงทุนที่กล่าวมาทั้งหมดข้างต้น"

จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 36 ฉบับที่ 3,197 วันที่ 2 - 5 ตุลาคม พ.ศ. 2559
  • แท็กที่เกี่ยวข้อง
  • business