thansettakij
thansettakij
ผลการประชุมเฟด และ BOJ ... ตอกย้ำแนวโน้มของดอกเบี้ยต่ำต่อเนื่องในปีหน้า (เต็ม)

ผลการประชุมเฟด และ BOJ ... ตอกย้ำแนวโน้มของดอกเบี้ยต่ำต่อเนื่องในปีหน้า (เต็ม)

22 ก.ย. 59 | 10:10 น.
อัปเดตล่าสุด :22 ก.ย. 59 | 16:24 น.
ศูนย์วิจัยกสิกรไทย ออกบทวิเคราะห์เรื่อง ผลการประชุมเฟด และ BOJ ... ตอกย้ำแนวโน้มของดอกเบี้ยต่ำต่อเนื่องในปีหน้า 

สัญญาณล่าสุดจากผลการประชุมนโยบายการเงินของธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) และธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ) ทำให้ตลาดได้ข้อสรุปว่า ภาวะดอกเบี้ยต่ำทั่วโลกจะยังคงอยู่ต่อไปอีกช่วงเวลาหนึ่ง โดยแม้เฟดจะจำเป็นต้องเดินหน้าปรับขึ้นดอกเบี้ยเพื่อรักษาสมดุลของเศรษฐกิจสหรัฐฯ แต่ก็จะใช้ความระมัดระวัง และประเมินสัญญาณเศรษฐกิจเป็นระยะ ขณะที่ BOJ ก็จะเดินหน้าผ่อนคลายมาตรการทางการเงินภายใต้กรอบการดำเนินนโยบายการเงิน QQE with Yield Curve Control ที่เพิ่งจะประกาศใหม่ ซึ่งตลาดก็คงจะให้เวลา และรอประเมินผลสัมฤทธิ์ของนโยบายนี้ต่อเศรษฐกิจและเงินเฟ้อของญี่ปุ่นในช่วงประมาณ 6 เดือนหลังจากนี้

สำหรับผลต่อไทยนั้น แนวโน้มการขึ้นดอกเบี้ยของเฟดที่ยังต้องใช้เวลามากกว่า 3 ปีกว่าจะกลับเข้าสู่ระดับที่เหมาะสมกับเศรษฐกิจในระยะยาว (ขณะที่ ธนาคารกลางอื่นๆ ยังคงผ่อนคลายนโยบายการเงินอย่างต่อเนื่อง) ทำให้ศูนย์วิจัยกสิกรไทย มองว่า ธปท. อาจสามารถยืนอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ 1.50% ไปตลอดช่วงที่เหลือของปีนี้ และอาจจะต่อเนื่องในปีข้างหน้า เพื่อช่วยหนุนการฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทย ขณะที่ประเด็นที่ยังต้องจับตาใกล้ชิดคือ สถานการณ์การเคลื่อนย้ายเงินทุนของนักลงทุนต่างชาติ หลังจากที่เฟดกลับมาปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยในการประชุมรอบปลายปีนี้ และเปิดเผย dot plot ชุดใหม่ ซึ่งย่อมจะมีผลต่อการประเมินจังหวะการขึ้นดอกเบี้ยของสหรัฐฯ และแนวโน้มการลงทุนในตลาดการเงินทั่วโลกในปีถัดไป

ผ่านพ้น 2 เหตุการณ์สำคัญของเดือนก.ย. 2559 ที่ตลาดการเงินทั่วโลกรอจับตาอย่างใกล้ชิด ก็คือ ผลการประชุมนโยบายการเงินของธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) และธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ)  โดยประเด็นหลักที่นักวิเคราะห์/นักลงทุน ต่างคาดหวังว่าจะเห็นจากการประชุมในรอบนี้ คือ การส่งสัญญาณของเฟดที่อาจบ่งชี้ถึงจังหวะการขึ้นดอกเบี้ยนโยบายในการประชุม FOMC รอบที่เหลือของปีนี้และในช่วงปีข้างหน้า และบทสรุปที่ได้จากการทบทวนกรอบการดำเนินนโยบายการเงินแบบผ่อนคลายของ BOJ ซึ่งผลการประชุมฯ ที่ออกมาล่าสุด ก็สะท้อนว่า ทั้งเฟดและ BOJ ต่างก็ยังคงให้น้ำหนักกับการดำเนินนโยบายการเงินที่ช่วยประคองการฟื้นตัวของเศรษฐกิจให้เป็นไปอย่างต่อเนื่อง (Dovish Tone) โดยเฟดไม่รีบคุมเข้มดอกเบี้ย ขณะที่ BOJ ยังคงย้ำถึงความพร้อมที่จะเพิ่มการผ่อนคลายทางการเงิน เพื่อดึงให้เงินเฟ้อของญี่ปุ่นกลับไปยืนเหนือระดับ 2% ให้ได้

ท่าทีล่าสุดของเฟด และ BOJ ยัง “ค่อนข้างสอดคล้อง” กับการคาดการณ์ของตลาด ทั้งนี้ หากเปรียบเทียบมติการประชุมนโยบายการเงินของธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) และธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ) เมื่อวันที่ 20-21 ก.ย. 2559 กับภาพที่ตลาดคาดหวังไว้ก่อนการประชุม จะพบว่า

kboj1 มติคงดอกเบี้ยด้วยเสียงที่ไม่เป็นเอกฉันท์ของเฟดในรอบนี้ ค่อนข้างสอดคล้องกับที่ตลาดประเมินไว้ โดยเฟดยังคงพูดถึงเรื่องความจำเป็นของการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบาย เพื่อปรับจุดยืนของนโยบายการเงินสหรัฐฯ ไม่ให้ผ่อนปรนมากเกินไป จนก่อให้เกิดความไม่สมดุลและเปิดความเสี่ยงต่อเสถียรภาพเศรษฐกิจสหรัฐฯ ในระยะข้างหน้า ขณะที่ ยังคงตอกย้ำสัญญาณที่สะท้อนความเป็นไปได้ของการปรับขึ้นดอกเบี้ย Fed Funds 1 ครั้งภายในปีนี้ อย่างไรก็ดี ส่วนที่มีความน่าสนใจจากการประชุมของเฟดในรอบนี้ ก็คือ Dot Plot ใหม่ของเฟด ที่สะท้อนมุมมองการขึ้นอัตราดอกเบี้ยของสหรัฐฯ ในช่วง 1-2 ปีข้างหน้าที่ “ช้าลง” และอัตราดอกเบี้ยระยะยาวที่เฟดประเมิน ก็ลดต่ำลงมากกว่าครั้งก่อนๆ โดยเฟดอาจมีการขึ้นดอกเบี้ยในปีหน้า 2 ครั้ง (จากที่เคยมองว่าอาจขึ้นได้ 3 ครั้งใน Dot Plot เดือนมิ.ย.) ซึ่งจะทำให้กรอบอัตราดอกเบี้ย Fed Funds ขยับขึ้นไปที่ 1.00-1.25% จากระดับสิ้นปี 2559 ที่น่าจะอยู่ที่กรอบประมาณ 0.50-0.75% หากเฟดขึ้นดอกเบี้ย 1 ครั้งตามที่ตลาดคาด

BOJ ผ่อนคลายเพิ่มเติมตามคาด แต่มีการปรับเปลี่ยนกรอบการดำเนินนโยบายการเงินมาเป็น QQE with Yield Curve Control ที่เป็นส่วนที่นอกเหนือความคาดหมายของตลาดบางส่วน ซึ่งตลาดก็ตอบรับในเชิงบวกเพียงแค่ช่วงเวลาหนึ่ง เพราะสิ่งที่นักวิเคราะห์/ตลาดการเงินจะรอประเมินในระยะข้างหน้า ก็คือ ประสิทธิผลในเชิงบวกต่อการประคองทิศทางเศรษฐกิจและเงินเฟ้อจากกรอบนโยบายการเงินใหม่ ที่ควรจะต้องเห็นภาพที่ชัดเจนขึ้นในช่วง 6 เดือนนับจากนี้

ทั้งนี้ หากประเมินรายละเอียดของกรอบการดำเนินนโยบายการเงิน QQE with Yield Curve Control ที่เพิ่งประกาศออกมาใหม่ จะพบว่า BOJ หันมาเน้นการควบคุมระดับอัตราดอกเบี้ยระยะสั้นและระยะยาวโดยตรง (จากเดิมที่เน้นเป้าหมายปริมาณเงิน) โดยในส่วนของอัตราดอกเบี้ยระยะสั้นจะเคลื่อนไหวสอดคล้องไปกับอัตราดอกเบี้ยนโยบายซึ่งอยู่ที่ -0.1% เพื่อช่วยหนุนบรรยากาศการใช้จ่ายของภาคธุรกิจและครัวเรือนญี่ปุ่น ขณะที่ อัตราดอกเบี้ยระยะยาวจะปรับตัวสอดคล้องไปกับอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลญี่ปุ่นระยะ 10 ปี ซึ่ง BOJ จะดูแลให้เคลื่อนไหวอยู่ใกล้ๆ ระดับปัจจุบันที่ประมาณ 0% ซึ่งการควบคุมเส้นอัตราผลตอบแทนพันธบัตร (Yield Curve Control) ให้มีลักษณะดังกล่าว น่าจะถูกออกแบบมา เพื่อลดแรงกดดันต่อความสามารถในการทำกำไรของภาคธนาคาร (พร้อมๆ กับจูงใจให้มีการปล่อยกู้) และผลการดำเนินงานของนักลงทุนสถาบัน เช่น บริษัทประกัน และกองทุนบำเหน็จบำนาญ ภายใต้ภาวะอัตราดอกเบี้ยนโยบายที่น่าจะติดลบต่อเนื่องไปอีกช่วงระยะเวลาหนึ่ง

kboj มองไปข้างหน้า “ความท้าทายของ BOJ” จะอยู่ที่โจทย์เศรษฐกิจญี่ปุ่นนั้น ไม่สามารถแก้ไขได้ด้วยมาตรการผ่อนคลายทางการเงินตามลำพัง ขณะที่ “ความท้าทายของเฟด” จะอยู่ที่การเลือกจังหวะคุมเข้มนโยบายการเงินที่เหมาะสม และไม่ส่งผลกระทบต่อแนวโน้มการฟื้นตัวของเศรษฐกิจสหรัฐฯ (และเศรษฐกิจโลก)

คงต้องยอมรับว่า ปัญหาความเปราะบางเชิงโครงสร้างของเศรษฐกิจญี่ปุ่น คงเป็นโจทย์ที่ไม่สามารถแก้ไขได้ภายในระยะเวลาอันสั้น ขณะที่ ความยากของเรื่องนี้จะอยู่ที่แรงกระตุ้นจากนโยบายการเงิน-การคลังตามลำพังนั้น ยังไม่เพียงพอที่จะทำให้เศรษฐกิจญี่ปุ่นกลับไปมามีอัตราขยายตัวอย่างต่อเนื่อง จะต้องมีการเร่งกระบวนการปฏิรูปเชิงโครงสร้างในภาคส่วนต่างๆ ควบคู่กันไปด้วย ซึ่งก็ต้องใช้เวลาเช่นเดียวกัน ซึ่งเป็นนัยว่า BOJ อาจจะเผชิญกับแรงกดดันให้ต้องเพิ่มมาตรการผ่อนคลายทางการเงินอีกเป็นระยะๆ โดยเฉพาะจากเครื่องมือดอกเบี้ย หากตัวเลขเศรษฐกิจและเงินเฟ้อของญี่ปุ่น ยังคงไม่สามารถปรับตัวดีขึ้นในช่วง 6 เดือนข้างหน้า หรือข้อมูลงบดุล (Balance Sheet) ของ BOJ ที่อาจเพิ่มขึ้นได้อย่างช้าๆ จากข้อจำกัดของปริมาณพันธบัตรที่เหลืออยู่ในตลาดไม่มาก หลังจากที่ BOJ ได้มีการซื้ออย่างต่อเนื่องจนทำให้ยอดคงค้างการถือครองพันธบัตรของ BOJ มีสูงกว่า 1 ใน 3 ของยอดคงค้างทั้งหมด

ส่วนของแนวโน้มอัตราดอกเบี้ยของเฟดนั้น ศูนย์วิจัยกสิกรไทย คาดว่า เฟดอาจมีการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายในการประชุมรอบสุดท้ายของปี 2559 ซึ่งจะทำให้อัตราดอกเบี้ย Fed Funds ขยับขึ้นไปอยู่ที่กรอบ 0.50-0.75% ภายในสิ้นปีนี้ จากระดับที่ 0.25-0.50% ในปัจจุบัน และสำหรับปีหน้า มองว่า เฟดก็ยังคงมีภารกิจที่จะต้องปรับจุดยืนนโยบายการเงินให้เข้าสู่ระดับที่เป็นปกติ (ไม่ผ่อนคลายจนเกินไป) อย่างต่อเนื่อง แต่การเลือกจังหวะการขึ้นดอกเบี้ยจะเป็นไปตามแผนภาพ dot plot ใหม่ของเฟด หรือไม่นั้น คงขึ้นอยู่กับพัฒนาการของเศรษฐกิจสหรัฐฯ (ภายใต้การบริหารของทีมเศรษฐกิจชุดใหม่หลังการเลือกตั้งประธานาธิบดี) และแนวโน้มการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลก ซึ่งคงต้องยอมรับว่า ยังคงมีกรอบการฟื้นตัวที่ค่อนข้างจำกัด และมีความเปราะบางแฝงอยู่ในหลายๆ ส่วน

สำหรับผลต่อไทยนั้น หลังจากผลการประชุมนโยบายการเงินของธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) และธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ) สะท้อนว่า ธนาคารกลางทั้ง 2 แห่ง ยังคงให้น้ำหนักกับโจทย์การฟื้นตัวของเศรษฐกิจ ซึ่งก็คงเป็นภาพที่ไม่แตกต่างไปจากธนาคารกลางของประเทศที่เป็นแกนสำคัญของโลกแห่งอื่นๆ ทั้ง ธนาคารกลางยุโรป ธนาคารกลางอังกฤษ ธนาคารกลางจีน ตลอดจนธนาคารกลางของประเทศในเอเชีย ซึ่งรวมถึงธนาคารแห่งประเทศไทย ทั้งนี้ ศูนย์วิจัยกสิกรไทย คาดว่า ท่ามกลางแนวโน้มการขึ้นดอกเบี้ยของเฟดที่ยังต้องใช้เวลามากกว่า 3 ปีกว่าจะกลับเข้าสู่ระดับที่เหมาะสมกับเศรษฐกิจในระยะยาว ขณะที่ ธนาคารกลางอื่นๆ ยังคงมีพื้นที่ในการผ่อนคลายนโยบายการเงินได้ต่อเนื่อง อาจเอื้อให้จังหวะการดำเนินนโยบายการเงินของไทย สามารถมีภาพที่แตกต่างไปจากเฟดได้อีกระยะหนึ่ง โดยคาดว่า ธปท. อาจสามารถยืนอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ 1.50% ไปตลอดช่วงที่เหลือของปีนี้ และต่อเนื่องในปีข้างหน้า เพื่อช่วยหนุนการฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทย

ทั้งนี้ ประเด็นที่อาจต้องติดตามอย่างใกล้ชิด ก็คือ สถานการณ์การเคลื่อนย้ายเงินทุนของนักลงทุนต่างชาติ หลังจากที่เฟดกลับมาปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยในการประชุมรอบปลายปีนี้ และเปิดเผย Dot Plot ชุดใหม่ ซึ่งย่อมจะมีผลต่อการประเมินแนวโน้มดอกเบี้ยของสหรัฐฯ และจังหวะการลงทุนในตลาดการเงินทั่วโลกในปีถัดไป