
สมอ.จับมือสถาบันเหล็กฯร่วมกำหนดมาตรฐานสาขาโยธาและวัสดุก่อสร้าง
สำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (สมอ.) ลงนามบันทึกความเข้าใจ กับสถาบันเหล็กและเหล็กกล้าแห่งประเทศไทย ร่วมกันกำหนดมาตรฐานสาขาโยธา และวัสดุก่อสร้าง สร้างความปลอดภัยให้ผู้บริโภค เร่งรัดการกำหนดมาตรฐานมีเป้าหมายให้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางผลิตภัณฑ์ก่อสร้างในอาเซียน
นายธวัช ผลความดี เลขาธิการ สำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม(สมอ.) เปิดเผยว่า สมอ.จัดพิธีลงนามบันทึกความเข้าใจกับสถาบันเหล็กและเหล็กกล้าแห่งประเทศไทย เพื่อร่วมกันกำหนดมาตรฐาน สาขาโยธา และวัสดุก่อสร้างให้ทันต่อความต้องการของภาคอุตสาหกรรม พัฒนาเศรษฐกิจและสังคมของประเทศ ตลอดจนคุ้มครองความปลอดภัยของผู้บริโภค ปัจจุบัน สมอ. กำหนดมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรมเหล็ก (มอก.เหล็ก) จำนวน 53 มาตรฐาน โดยในปีงบประมาณ 2559 ได้ทบทวนและกำหนดมาตรฐานผลิตภัณฑ์เหล็กใหม่ เพื่อแก้ปัญหาการนำเข้าเหล็กจากต่างประเทศ จำนวน 24 มาตรฐาน ดังนี้
มาตรฐานทั่วไป จำนวน 14 เรื่อง แก้ไขปรับปรุงแล้วเสร็จ จำนวน 5 เรื่อง เช่น ท่อเหล็กกล้าไร้สนิมออสเทไนต์
มาตรฐานบังคับ จำนวน 7 เรื่อง แก้ไขปรับปรุงแล้วเสร็จ จำนวน 3 เรื่อง เช่น เหล็กลวดคาร์บอนต่ำ เหล็กกล้าคาร์บอนทรงแบนรีดร้อน สำหรับงานทั่วไปและงานขึ้นรูป
มาตรฐานกำหนดใหม่ จำนวน 3 เรื่อง ดำเนินการแล้วเสร็จ จำนวน 1 เรื่อง ได้แก่ Checker Plate
นอกจากนี้ในรอบปีที่ผ่านมา สมอ. ได้กำหนดมาตรฐานในสาขาโยธา และวัสดุก่อสร้างเพิ่มจำนวน 5 มาตรฐาน โดย สมอ. ให้ความสำคัญกับกลุ่มผลิตภัณฑ์ดังกล่าว มีเป้าหมายให้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางผลิตภัณฑ์วัสดุก่อสร้างในอาเซียน การเร่งกำหนดมาตรฐานจึงต้องรีบดำเนินการ เพื่อพัฒนาอุตสาหกรรมในประเทศที่จะเป็นแนวทางการพัฒนาสู่อุตสาหกรรมที่ยั่งยืน ยกระดับการแข่งขันโดยการปรับปรุงโครงสร้างการผลิต หลังจากการร่วมลงนาม MoU ในวันนี้ สมอ. และ สถาบันเหล็ก ฯ จะเร่งร่วมกันจัดทำแผนเพื่อกำหนดมาตรฐาน ซึ่งคาดว่าจะสามารถจัดทำแผนการกำหนดมาตรฐานร่วมกันได้ภายในปีนี้
นายทรงวุฒิ ไกรภัสสร์พงษ์ รักษาการผู้อำนวยการสถาบันเหล็กและเหล็กกล้าแห่งประเทศไทย กล่าวเสริมว่า ในปี 2559 ความต้องการใช้เหล็กในงานก่อสร้าง และวัสดุก่อสร้างในประเทศไทยมีแนวโน้มปรับตัวดีขึ้น โดยมีความต้องการใช้ โดยเฉพาะในการก่อสร้างโครงการภาครัฐ ทั้งโครงการต่อเนื่องและโครงการใหม่ รวมถึงโครงการก่อสร้างของภาคเอกชนในส่วนของอสังหาริมทรัพย์ประเภทที่อยู่อาศัย ที่มีผลจากโครงการบ้านประชารัฐ การเร่งกำหนดมาตรฐานในกลุ่มโยธา และวัสดุก่อสร้าง จะช่วยให้เกิดความปลอดภัยแก่ผู้บริโภคจากการเร่งการกระตุ้นโครงการอสังหาริมทรัพย์ต่างๆ และจากโครงการลงทุนก่อสร้างโครงการขนาดใหญ่ หรือเมกะโปรเจกท์ของภาครัฐ ส่งผลให้ความต้องการใช้เหล็ก และวัสดุก่อสร้างในประเทศสูงขึ้นอีกด้วย
นายธวัช ผลความดี เลขาธิการ สำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม(สมอ.) เปิดเผยว่า สมอ.จัดพิธีลงนามบันทึกความเข้าใจกับสถาบันเหล็กและเหล็กกล้าแห่งประเทศไทย เพื่อร่วมกันกำหนดมาตรฐาน สาขาโยธา และวัสดุก่อสร้างให้ทันต่อความต้องการของภาคอุตสาหกรรม พัฒนาเศรษฐกิจและสังคมของประเทศ ตลอดจนคุ้มครองความปลอดภัยของผู้บริโภค ปัจจุบัน สมอ. กำหนดมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรมเหล็ก (มอก.เหล็ก) จำนวน 53 มาตรฐาน โดยในปีงบประมาณ 2559 ได้ทบทวนและกำหนดมาตรฐานผลิตภัณฑ์เหล็กใหม่ เพื่อแก้ปัญหาการนำเข้าเหล็กจากต่างประเทศ จำนวน 24 มาตรฐาน ดังนี้
มาตรฐานทั่วไป จำนวน 14 เรื่อง แก้ไขปรับปรุงแล้วเสร็จ จำนวน 5 เรื่อง เช่น ท่อเหล็กกล้าไร้สนิมออสเทไนต์
มาตรฐานบังคับ จำนวน 7 เรื่อง แก้ไขปรับปรุงแล้วเสร็จ จำนวน 3 เรื่อง เช่น เหล็กลวดคาร์บอนต่ำ เหล็กกล้าคาร์บอนทรงแบนรีดร้อน สำหรับงานทั่วไปและงานขึ้นรูป
มาตรฐานกำหนดใหม่ จำนวน 3 เรื่อง ดำเนินการแล้วเสร็จ จำนวน 1 เรื่อง ได้แก่ Checker Plate
นอกจากนี้ในรอบปีที่ผ่านมา สมอ. ได้กำหนดมาตรฐานในสาขาโยธา และวัสดุก่อสร้างเพิ่มจำนวน 5 มาตรฐาน โดย สมอ. ให้ความสำคัญกับกลุ่มผลิตภัณฑ์ดังกล่าว มีเป้าหมายให้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางผลิตภัณฑ์วัสดุก่อสร้างในอาเซียน การเร่งกำหนดมาตรฐานจึงต้องรีบดำเนินการ เพื่อพัฒนาอุตสาหกรรมในประเทศที่จะเป็นแนวทางการพัฒนาสู่อุตสาหกรรมที่ยั่งยืน ยกระดับการแข่งขันโดยการปรับปรุงโครงสร้างการผลิต หลังจากการร่วมลงนาม MoU ในวันนี้ สมอ. และ สถาบันเหล็ก ฯ จะเร่งร่วมกันจัดทำแผนเพื่อกำหนดมาตรฐาน ซึ่งคาดว่าจะสามารถจัดทำแผนการกำหนดมาตรฐานร่วมกันได้ภายในปีนี้
นายทรงวุฒิ ไกรภัสสร์พงษ์ รักษาการผู้อำนวยการสถาบันเหล็กและเหล็กกล้าแห่งประเทศไทย กล่าวเสริมว่า ในปี 2559 ความต้องการใช้เหล็กในงานก่อสร้าง และวัสดุก่อสร้างในประเทศไทยมีแนวโน้มปรับตัวดีขึ้น โดยมีความต้องการใช้ โดยเฉพาะในการก่อสร้างโครงการภาครัฐ ทั้งโครงการต่อเนื่องและโครงการใหม่ รวมถึงโครงการก่อสร้างของภาคเอกชนในส่วนของอสังหาริมทรัพย์ประเภทที่อยู่อาศัย ที่มีผลจากโครงการบ้านประชารัฐ การเร่งกำหนดมาตรฐานในกลุ่มโยธา และวัสดุก่อสร้าง จะช่วยให้เกิดความปลอดภัยแก่ผู้บริโภคจากการเร่งการกระตุ้นโครงการอสังหาริมทรัพย์ต่างๆ และจากโครงการลงทุนก่อสร้างโครงการขนาดใหญ่ หรือเมกะโปรเจกท์ของภาครัฐ ส่งผลให้ความต้องการใช้เหล็ก และวัสดุก่อสร้างในประเทศสูงขึ้นอีกด้วย






