
คลื่นการเมืองสหรัฐเขย่าโลก ไทยรับแรงกระเพื่อม
คลื่นการเมืองสหรัฐเขย่าโลก ไทยรับแรงกระเพื่อม : รายงานพิเศษ โดย...ทีมข่าวการเมือง หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ฉบับ 4251
KEY
POINTS
- ผลการเลือกตั้งกลางเทอมสหรัฐ ที่พรรคเดโมแครตชนะเสียงข้างมากทั้งสองสภา ทำให้รัฐบาลทรัมป์เผชิญภาวะการเมืองชะงักงัน (Political Gridlock) ในการผลักดันนโยบาย
- ผลการเลือกตั้งอาจสร้างแรงกดดันให้สหรัฐ ทบทวนท่าทีในสงครามกับอิหร่าน ซึ่งอาจส่งผลให้ความขัดแย้งลดลงและราคาน้ำมันในตลาดโลกมีแนวโน้มปรับตัวลดลง
- ไทยในฐานะประเทศผู้นำเข้าน้ำมัน จะได้รับผลกระทบโดยตรงจากความผันผวนของราคาพลังงานโลก ซึ่งส่งผลต่อต้นทุนการผลิต ค่าครองชีพ และ ความไม่แน่นอนทางการค้า
เวทีโลกมีเรื่องใหญ่ให้จับตา เมื่อผลการเลือกตั้งกลางเทอมของสหรัฐอเมริกา เมื่อวันที่ 3 พฤศจิกายน 2569 ที่ผ่านมา กลายเป็นความพ่ายแพ้ครั้งสำคัญของ พรรครีพับลิกัน ของ ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ หลัง พรรคเดโมแครต สามารถพลิกกลับมาครองเสียงข้างมากได้ทั้งสภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภา ถือเป็นแรงสะเทือนทางการเมืองครั้งใหญ่ และเป็นสัญญาณเตือนถึงความไม่พอใจของประชาชน ต่อการบริหารประเทศในช่วงที่ผ่านมา
ผลการเลือกตั้งสหรัฐ ปรากฏว่า พรรคเดโมแครต สามารถพลิกกลับมาครองเสียงข้างมากในสภาผู้แทนราษฎร เบื้องต้นมีตัวเลขผู้ชนะที่ประกาศแล้ว 239 ที่นั่งต่อ 147 ที่นั่งของรีพับลิกัน ส่วนวุฒิสภาเดโมแครต มีเสียงข้างมากเบื้องต้น 54 ต่อ 44 ที่นั่ง
ดุลอำนาจการเมืองสหรัฐพลิก
ผลเลือกตั้งครั้งนี้ไม่ใช่เพียงการเปลี่ยนสมดุลอำนาจในสภาคองเกรสเท่านั้น แต่ยังสะท้อนความกังวลของชาวอเมริกัน ต่อค่าครองชีพ เงินเฟ้อ ราคาพลังงาน และ โดยเฉพาะสงครามกับอิหร่าน ที่ยืดเยื้อมานานถึง 8 เดือน ซึ่งส่งผลให้ราคาน้ำมันเชื้อเพลิงพุ่งสูงขึ้น กระทบต่อชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชนอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
การที่ “เดโมแครต” ชนะทั้งสองสภา ทำให้ “รัฐบาลทรัมป์” ต้องเผชิญกับข้อจำกัดในการผลักดันนโยบายมากขึ้น โดยเฉพาะเรื่องงบประมาณ การใช้จ่ายภาครัฐ ภาษี และ การกำกับดูแลธุรกิจ แม้ประธานาธิบดียังมีอำนาจบริหารและสิทธิยับยั้งร่างกฎหมาย (Veto) แต่การเดินหน้านโยบายต่างๆ คงไม่ราบรื่นเหมือนช่วงที่รีพับลิกันครองเสียงข้างมาก
การเมืองสหรัฐเสี่ยงชะงักงัน
นายนณริฏ พิศลยบุตร นักวิชาการอาวุโสสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ) ประเมินว่า ผลเลือกตั้งกลางเทอมครั้งนี้มีนัยสำคัญต่อเศรษฐกิจโลกและไทย โดยเฉพาะความเสี่ยงที่สหรัฐ จะเข้าสู่ภาวะการเมืองชะงักงัน (Political Gridlock) เนื่องจากแม้เดโมแครตจะคุมทั้งสองสภา แต่ประธานาธิบดียังมีอำนาจยับยั้งกฎหมาย และการใช้เสียง 2 ใน 3 เพื่อล้มล้างการ Veto ก็ทำได้ยาก
นั่นหมายความว่า การออกกฎหมายใหม่ โดยเฉพาะเรื่องภาษี การใช้จ่ายภาครัฐ และการกำกับดูแลภาคธุรกิจ จะมีความซับซ้อนมากขึ้น ขณะเดียวกันยังมีความเสี่ยงเรื่องการผ่านงบประมาณ ซึ่งอาจนำไปสู่ Government Shutdown หรือ การปิดหน่วยงานรัฐบาลบางส่วน กระทบความเชื่อมั่นและกิจกรรมทางเศรษฐกิจ
อย่างไรก็ตาม ผลเลือกตั้งไม่ได้หมายความว่า นโยบายของทรัมป์จะเปลี่ยนแปลงทันที โดยเฉพาะมาตรการกำแพงภาษี และนโยบายการค้ากับประเทศคู่ค้า เพราะประธานาธิบดีทรัมป์ ยังมีอำนาจฝ่ายบริหารในการใช้มาตรการทางการค้าหลายด้าน เพียงแต่การตรวจสอบจากสภาจะเข้มข้นขึ้น รวมถึงประเด็นสิ่งแวดล้อม และมาตรฐานแรงงานที่อาจถูกหยิบยกขึ้นมาเป็นเงื่อนไขในการเจรจาการค้ามากขึ้น
จับตาปมสงครามกับอิหร่าน
ประเด็นที่ทั่วโลกต้องจับตาเป็นพิเศษ คือ สงครามตะวันออกกลางจะเดินไปในทิศทางใด หลังพรรครีพับลิกันพ่ายแพ้การเลือกตั้งครั้งนี้ เพราะสงครามกับอิหร่านไม่ได้สร้างความเสียหายเฉพาะประเทศคู่ขัดแย้ง แต่ยังส่งผลต่อราคาพลังงานและเศรษฐกิจทั่วโลก
การที่ประชาชนอเมริกันส่งสัญญาณไม่เห็นด้วยกับสงครามผ่านคูหาเลือกตั้ง ย่อมเพิ่มแรงกดดันให้ “รัฐบาลทรัมป์” ต้องทบทวนยุทธศาสตร์ทางทหาร
มีความเป็นไปได้ที่รัฐบาลสหรัฐ จะพยายามหาทางลดระดับความขัดแย้ง เปิดช่องทางเจรจา หรือผลักดันข้อตกลงหยุดยิง เพื่อลดภาระทางเศรษฐกิจและเรียกความเชื่อมั่นกลับคืนมา โดยเฉพาะเมื่อราคาน้ำมันและค่าครองชีพกลายเป็นปัจจัยสำคัญ ที่ทำให้พรรคของประธานาธิบดีสูญเสียคะแนนนิยม
อย่างไรก็ตาม ยังไม่สามารถด่วนสรุปได้ว่า สงครามจะยุติลงในเร็ววัน เพราะอำนาจในการตัดสินใจด้านการทหารและนโยบายต่างประเทศ ยังอยู่ในมือฝ่ายบริหาร
ขณะที่สถานการณ์ในตะวันออกกลางมีความซับซ้อนและเกี่ยวพันกับหลายประเทศ ทั้งอิสราเอล อิหร่าน และ ประเทศในอ่าวเปอร์เซีย การเปลี่ยนแปลงทางการเมืองของสหรัฐ จึงอาจทำให้แนวทางดำเนินสงครามเปลี่ยนไป แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าจะเกิดสันติภาพโดยทันทีทันใด
ลุ้นทิศทางราคาน้ำมันโลก
ส่วนทิศทางราคาน้ำมันโลก นับเป็นอีกหนึ่งตัวแปรที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด เพราะหากสหรัฐ สามารถลดระดับความขัดแย้งกับอิหร่านได้ ความเสี่ยงต่อการขนส่งน้ำมันผ่านช่องแคบฮอร์มุซ ก็มีโอกาสลดลง ซึ่งจะช่วยคลายแรงกดดันต่อราคาน้ำมันดิบในตลาดโลก และลดต้นทุนพลังงานให้กับประเทศผู้นำเข้าน้ำมัน
แต่หากการเมืองภายในสหรัฐ ทำให้ “ทรัมป์” ต้องการแสดงท่าทีแข็งกร้าวเพื่อรักษาฐานอำนาจ หรือ เกิดการยกระดับความขัดแย้งทางทหารอีกครั้ง ราคาน้ำมันก็มีโอกาสผันผวนสูงขึ้นได้เช่นกัน
อีกด้านหนึ่ง การที่สภาคองเกรสอยู่ภายใต้การควบคุมของเดโมแครต อาจทำให้ตลาดการเงินกังวลต่อความเสี่ยงด้านงบประมาณและการบริหารประเทศ ส่งผลต่อค่าเงินดอลลาร์ อัตราผลตอบแทนพันธบัตร และกระแสเงินทุนเคลื่อนย้าย ซึ่งจะส่งผ่านไปยังตลาดทุนและเศรษฐกิจประเทศต่างๆ
สำหรับ “เศรษฐกิจโลก” มีทั้งด้านบวกและด้านลบ ด้านบวกคือความหวังว่า ความขัดแย้งทางทหารจะลดลง และนโยบายเศรษฐกิจบางด้านจะไม่เปลี่ยนแปลงอย่างฉับพลัน ส่วนด้านลบ คือ ความไม่แน่นอนทางการเมืองสหรัฐ ความเสี่ยง Government Shutdown และความผันผวนของตลาดการเงิน ที่อาจทำให้ภาคธุรกิจทั่วโลกชะลอการลงทุน
แรงกระเพื่อมประเทศไทย
ส่วน “ประเทศไทย” คงไม่สามารถหลีกเลี่ยงแรงกระเพื่อม จากเหตุการณ์ครั้งนี้ได้ โดยเฉพาะในฐานะประเทศที่ต้องนำเข้าน้ำมันและพลังงานจากต่างประเทศ หากราคาน้ำมันโลกปรับตัวสูงขึ้น จะส่งผลต่อต้นทุนการผลิต การขนส่ง ค่าไฟฟ้า และ ค่าครองชีพของประชาชน ขณะที่ผู้ประกอบการส่งออกก็ต้องเผชิญกับความไม่แน่นอนจากมาตรการภาษีและนโยบายการค้าของสหรัฐฯ
ในทางกลับกัน หากสงครามคลี่คลายและราคาน้ำมันปรับลดลง ก็จะเป็นผลดีต่อไทย ช่วยลดแรงกดดันเงินเฟ้อ ลดต้นทุนผู้ประกอบการ และเพิ่มโอกาสในการฟื้นตัวของกำลังซื้อภายในประเทศ
โจทย์สำคัญจึงอยู่ที่รัฐบาลไทยต้องติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด ทั้งด้านราคาพลังงาน การส่งออก ค่าเงินบาท และ การเคลื่อนย้ายเงินทุน พร้อมเตรียมมาตรการรองรับความเสี่ยง ไม่ใช่รอให้ปัญหาเกิดขึ้นแล้วจึงค่อยแก้ไข
การเมืองสหรัฐวันนี้ไม่ใช่เรื่องไกลตัวอีกต่อไป เพราะทุกความเคลื่อนไหวของประเทศมหาอำนาจเบอร์หนึ่งโลก สามารถส่งผลถึงราคาน้ำมันโลก และย้อนกลับมากระทบกระเป๋าสตางค์คนไทยได้โดยตรง
ผลเลือกตั้งสหรัฐลดแรงกดดันราคาน้ำมัน
นายพจน์ อร่ามวัฒนานนท์ ประธานกรรมการหอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย ออกมาแสดงความยินดีต่อพรรคเดโมแครตที่สามารถคว้าชัยชนะในการเลือกตั้งกลางเทอมของสหรัฐอเมริกา และครองเสียงข้างมากได้ทั้งในสภาผู้แทนราษฎร และ วุฒิสภา
ผลการเลือกตั้งถือเป็นจุดเปลี่ยนและพัฒนาการสำคัญ ที่จะเข้ามาช่วยสร้างสมดุลอำนาจระหว่างฝ่ายบริหารและฝ่ายนิติบัญญัติ เพิ่มการตรวจสอบและถ่วงดุลการกำหนดนโยบายต่างๆ ของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ อย่างเป็นรูปธรรม
สำหรับภาคเอกชนไทย จำเป็นต้องเฝ้าระวังและติดตามอย่างใกล้ชิดว่า การเปลี่ยนแปลงดุลอำนาจในสภาคองเกรสครั้งนี้ จะส่งผลต่อแนวทางนโยบายเศรษฐกิจและการค้าของสหรัฐ ในอนาคตอย่างไร
โดยเฉพาะมาตรการกำแพงภาษีนำเข้า การกีดกันทางการค้า และ การปรับเปลี่ยนโครงสร้างห่วงโซ่อุปทานโลก เนื่องจากประเด็นการแข่งขันทางเศรษฐกิจและเทคโนโลยีกับมหาอำนาจคู่แข่ง ยังคงเป็นยุทธศาสตร์สำคัญที่ทั้งพรรคเดโมแครต และ พรรครีพับลิกันให้ความสำคัญเช่นเดียวกัน
นายพจน์ ชี้ว่า ในมิติของราคาพลังงานโลก อาจได้รับผลกระทบเชิงบวก หากรัฐบาลสหรัฐปรับเปลี่ยนมาใช้วิธีการทางการทูต และการเจรจาเพื่อลดความตึงเครียดในภูมิภาคตะวันออกกลาง โดยเฉพาะความขัดแย้งกับประเทศอิหร่าน ซึ่งหากสถานการณ์ความขัดแย้งผ่อนคลายลง จะช่วยลดแรงกดดันต่อราคาน้ำมันตลาดโลก ส่งผลดีต่อการควบคุมต้นทุนการผลิต ภาคการขนส่ง อัตราเงินเฟ้อ ตลอดจนการฟื้นตัวของกำลังซื้อในประเทศไทย
“ภาคเอกชนและผู้ประกอบการไทย โดยเฉพาะกลุ่มผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs) ต้องเตรียมพร้อมรับมือกับความผันผวนของต้นทุนและตลาดส่งออก พร้อมทั้งติดตามกฎถิ่นกำเนิดสินค้าและการเข้มงวดตรวจสอบการสวมสิทธิทางการค้าอย่างใกล้ชิด”
ทั้งนี้ หอการค้าไทยพร้อมเดินหน้ากระชับความร่วมมือทางเศรษฐกิจ การค้า การลงทุน และ อุตสาหกรรมแห่งอนาคตร่วมกับสหรัฐ ทั้งภาครัฐและเอกชน ภายใต้แนวทาง Reinvent Thailand เพื่อให้ประเทศไทยสามารถปรับตัวและใช้ประโยชน์จากการเปลี่ยนแปลงของเศรษฐกิจโลกได้อย่างยั่งยืน







