เมื่อพูดถึงคำว่าแก้กรรมก็จะมีนักปรัชญาทั้งหลายที่มีองค์ความรู้เกี่ยวกับพุทธศาสนามากล่าวว่าการแก้กรรมในเชิงพิธีกรรมนั้นเป็นเพียงแค่ความเชื่อ และนักปรัชญามักจะมีความคิดที่ว่าการแก้กรรมที่จริงนั้น ต้องแก้ที่ความคิดพฤติกรรม และ จิตใจ มากกว่าการแก้ด้วยพิธีกรรม หากมองแบบปัญญาธรรมเห็นจะจริงเพราะเป็นการแก้ด้วยภาวะปัจจุบันขณะ
แต่อีกมุมหนึ่งตามความเชื่อที่มีกันมานับพันปีเกี่ยวกับเรื่องการอุทิศกุศลเมื่อได้สร้างทานบารมีแล้วด้วยการกรวดน้ำต่างมีความเชื่อกันว่าสามารถแก้กรรมได้เช่นเดียวกัน
จุดเริ่มต้นของการกรวดน้ำมาจากพระเจ้าพิมพิสารที่ทรงถวายทานแด่พระพุทธเจ้าและพระสาวกแล้วมิได้กรวดน้ำอุทิศกุศลให้กับญาติที่เสียชีวิตไปแล้ว
ครั้นกลางคืนสู่ฝันเห็นเปรตมาร้องขอส่วนบุญ รุ่งเช้าจึงเฝ้าพระพุทธเจ้าแล้วเล่าเรื่องความฝันให้ฟังพระพุทธเจ้าทรงตรัสว่าเปรตเหล่านั้นเป็นญาติของพระองค์ ด้วยพระองค์มิได้อุทิศส่วนกุศลให้แก่เขา พระเจ้าพิมพิสารจึงอาราธนานิมนต์พระพุทธเจ้าและพระสาวกเพื่อถวายทานอีกครั้ง ครั้นเมื่อถวายเสร็จแล้วจึงอุทิศส่วนกุศลด้วยกริยากรวดน้ำแล้วน้อมใจอุทิศกุศลไปให้เปรตซึ่งเป็นญาติของพระองค์เหล่านั้นพระพุทธเจ้าก็ทรงแสดงนิมิตให้พระเจ้าพิมพิสารได้เห็นว่าเปรตญาติเหล่านั้นได้รับกุศลแล้ว และไปสู่ภพภูมิอื่นแล้ว
จากเรื่องราวที่นี้ปรากฏในพระไตรปิฎกจึงทำให้หลายคนเชื่อว่า เมื่อเราสร้างบุญกุศลแล้วควรที่จะต้องกรวดน้ำเพื่อเป็นการอุทิศกุศลส่วนจะอุทิศให้ใครนั้นจิตใจเราเป็นผู้กำหนดเอง ผู้คนโดยมากเมื่อสร้างกุศลจึงกรวดน้ำและอุทิศให้กับบุพการีครูอาจารย์ตลอดทั้งปิดท้ายด้วยเจ้ากรรมนายเวร เพื่อหวังว่าชีวิตของตนเองนั้นจะราบรื่น ทำสิ่งใดก็ประสบความสำเร็จมีความสงบและความสุข จึงเรียกกันตามยุคสมัยว่า กรวดน้ำแก้กรรม
แต่ในการนี้ มิได้หมายความว่า ใครที่ทำผิดบาปต่อผู้อื่นแล้วไปทำบุญอุทิศกุศล หวังให้กรรมนั้นเบาลง หรือ หมดไป เพราะนั่นถือว่า เป็นการสร้างกุศลโดยมีเจตนาที่ไม่บริสุทธิ์ตั้งแต่ต้น
แต่การกรวดน้ำ.. ในส่วนที่อุทิศให้บุพการี อาทิ พ่อแม่ปู่ย่าตายาย ครูอาจารย์ เป็นการแสดงออกถึงความกตัญญูรู้คุณ ส่วนการอุทิศให้เจ้ากรรมนายเวรนั้น ปิดท้าย เป็นการอุทิศไปแบบไม่เจาะจงจึงบริสุทธิ์ เพราะเราท่านเกิดกันมาหลายภพชาติไม่เคยรู้ว่าเราสร้างกรรมกับใครไว้บ้าง การอุทิศโดยกว้างนี้จึงบริสุทธิ์ จิตวิญญาณเหล่าใดเคืองโกรธก็จะปล่อยวางไม่แค้นเคืองอีก เพราะกุศลเป็นสิ่งที่มีคุณค่าอย่างมากต่อดวงจิตวิญญาณ โดยจิตวิญญาณที่เร่ร่อน สัมภเวสี และจิตวิญญาณที่โกรธแค้นเรา
ในดิถีปีใหม่นี้ถ้าท่านใดสร้างทานบารมีเป็นกุศล แล้ว ควรกรวดน้ำอุทิศกุศลด้วยจะเป็นการดี ที่ทำให้จิตใจผ่องแผ้ว แล้วยังได้แก้กรรม ที่เคยทำไว้ไม่รู้แต่ชาติปางไหนให้เบาบางลง จะมีเจ้ากรรมนายเวรมากหรือน้อยเราต่างไม่ทราบ แต่อุทิศให้ไปก็ไม่เสียหาย อย่างน้อยจิตใจเราก็ปลอดโปร่ง
เรียนรู้ธรรมะ ถ้าเรียนตรงแต่อรรถพยัญชนะแต่ขาดความเชื่อทางจิตวิญญาณความสุขปีติในธรรมก็หาใช่จะอิ่มเอิบไปทั่วทุกเซลล์ในร่างกายได้ เพราะต้องไม่ลืมว่า ทุกสรรพสิ่งที่มีชีวิตแม้แต่พยาธิที่อยู่ในร่างกายเราต่างก็ล้วนเป็นเจ้ากรรมนายเวรของเราด้วยเช่นกัน อาจทำร้ายร่างกายให้เราเจ็บป่วยไข้ร้ายแรงได้ แต่ถ้ากุศลที่เราอุทิศนั้นทำให้จิตวิญญาณเราปีติอิ่มเอิบพยาธิต่าง ๆ ในร่างกายย่อมได้รับเช่นกัน
คำพระท่านสอนว่า มากปัญญาแต่ขาดสมาธิก็ฟุ้งซ่าน มากสมาธิแต่ขาดปัญญาก็งมงาย ทุกอย่างจะต้องพอดีกัน จึงสมบูรณ์ในการเรียนรู้ธรรมทั้งปวง...