
ออฟฟิศซินโดรม ปวดคอ บ่า ไหล่ โรคสุดทรมาน "มนุษย์เงินเดือน"
ออฟฟิศซินโดรม ปวดคอ บ่า ไหล่ โรคสุดทรมาน "มนุษย์เงินเดือน" : Tricks for Life
อาการปวดคอ บ่า และไหล่ เป็นปัญหาที่พบได้บ่อยในกลุ่มวัยทำงาน มักมีความเกี่ยวข้องกับภาวะออฟฟิศซินโดรม (Office Syndrome) เป็นกลุ่มอาการที่มักเกิดจากพฤติกรรมการใช้งานร่างกายแบบเดิมซ้ำ ๆ ในชีวิตประจำวัน เช่น นั่งทำงานหน้าคอมพิวเตอร์เป็นเวลานานโดยไม่ลุกเปลี่ยนท่า หรือก้มมองโทรศัพท์ต่อเนื่องเป็นเวลาหลายชั่วโมง
หลายคนอาจเริ่มงานตั้งแต่เช้าแล้วนั่งยาวไป 2–3 ชั่วโมงโดยไม่รู้ตัว บางครั้งอยู่ในท่าเดิมเกือบทั้งวัน ทำให้กล้ามเนื้อบางส่วนต้องทำงานหนักต่อเนื่อง ขณะที่บางส่วนแทบไม่ได้ใช้งานเลย เมื่อเป็นแบบนี้ซ้ำ ๆ ร่างกายจะเริ่มมีอาการตึง ล้า และปวด โดยเฉพาะบริเวณคอ บ่า และไหล่ ซึ่งเป็นอาการที่พบได้บ่อยในวัยทำงาน
อาการที่พบได้บ่อย
- ปวดคอ มักเริ่มรู้สึกตึงเล็กน้อยช่วงสาย หรือหลังนั่งทำงานต่อเนื่องไปสักพัก และอาจชัดขึ้นในช่วงบ่าย
- ปวดบ่า มักรู้สึกหนักหรือเกร็งบริเวณบ่า โดยเฉพาะช่วงบ่ายถึงเย็น หลังอยู่ในท่าเดิมนาน ๆ
- ปวดไหล่ อาจเริ่มรู้สึกตึงหรือยกแขนไม่สบาย หลังใช้งานแขนหรือไหล่ซ้ำ ๆ ตลอดทั้งวัน
- ความรู้สึกตึงหรือเมื่อยล้าในกล้ามเนื้อ ซึ่งมักสะสมมากขึ้นเรื่อย ๆ และชัดเจนหลังเลิกงาน หรือในวันที่ใช้งานร่างกายต่อเนื่องโดยไม่ได้พัก
อาการเหล่านี้อาจเริ่มต้นเพียงเล็กน้อย แต่สามารถพัฒนาเป็นอาการเรื้อรังได้ หากไม่ได้รับการรักษาที่เหมาะสม
การดูแลอาการปวดคอ บ่า ไหลในระยะเริ่มต้น
ในเบื้องต้น ผู้ที่มีอาการปวดคอ บ่า ไหล มักเริ่มจากการดูแลตนเอง เช่น การพักการใช้งาน การยืดเหยียดกล้ามเนื้อ หรือการปรับท่าทางในการทำงาน บางรายอาจเข้ารับการดูแลเพิ่มเติม เช่น กายภาพบำบัด หรือการรักษาเพื่อช่วยลดอาการปวดและคลายกล้ามเนื้อ
แม้แนวทางเหล่านี้จะช่วยบรรเทาอาการได้ในระยะหนึ่ง แต่อาการในผู้ป่วยบางรายอาจยังคงเป็น ๆ หาย ๆ หรือกลับมาเป็นซ้ำได้
ทำไมรักษาออฟฟิศซินโดรมแล้ว “ไม่ดีขึ้นสักที”?
ผู้ป่วยจำนวนไม่น้อยพบว่า แม้จะได้รับการรักษาแล้ว แต่อาการยังคงกลับมาเป็นซ้ำ หรือไม่ดีขึ้นอย่างชัดเจน ซึ่งหนึ่งในสาเหตุสำคัญ คือ ยังไม่ทราบ “ต้นเหตุที่แท้จริง” ของอาการปวด
เนื่องจากอาการปวดคอ บ่า ไหล อาจไม่ได้เกิดจากกล้ามเนื้อบริเวณที่รู้สึกปวดเพียงอย่างเดียว แต่อาจมีความไม่สมดุลของกล้ามเนื้อในส่วนอื่นของร่างกายร่วมด้วย หากไม่ได้รับการประเมินอย่างละเอียด การรักษาอาจไม่ตรงกับสาเหตุของปัญหาในแต่ละบุคคล
การดูแลออฟฟิศซินโดรมที่เหมาะสม ควรเริ่มจากการตรวจประเมินร่างกายที่มีประสิทธิภาพ
ปัจจุบันมีการนำเครื่อง Physio Body Scan มาใช้ ซึ่งเป็นเทคโนโลยีที่ช่วยวิเคราะห์การทำงานของกล้ามเนื้อทั่วร่างกาย โดยแสดงผลในรูปแบบภาพ 3 มิติ ร่วมกับระบบ AI ที่ช่วยประมวลผลข้อมูล ทำให้สามารถมองเห็นความไม่สมดุลของร่างกายได้อย่างชัดเจน ภายในเวลาไม่เกิน 10 นาที
การตรวจประเมินนี้ช่วยให้สามารถ
- ระบุจุดปวดตึงของกล้ามเนื้อ
- ตรวจหาความไม่สมดุลของร่างกาย
- วิเคราะห์รูปแบบการใช้งานกล้ามเนื้อที่อาจเป็นต้นเหตุของอาการปวด
- แนวทางการดูแลออฟฟิศซินโดรมแบบเฉพาะบุคคล
หลังจากการประเมินอย่างละเอียด แนวทางการดูแลจะถูกออกแบบให้เหมาะสมกับแต่ละบุคคล
1. การประเมินแบบเฉพาะบุคคล (Personalized Assessment)
ช่วยให้เข้าใจสภาพร่างกายและปัญหาที่แท้จริงของผู้ป่วยแต่ละราย
2. การวางแผนการรักษาเฉพาะบุคคล (Personalized Treatment Program)
แพทย์เวชศาสตร์ฟื้นฟูจะพิจารณาแนวทางการดูแลให้สอดคล้องกับผลการประเมิน เพื่อให้การรักษามีความตรงกับสาเหตุของอาการมากขึ้น
ในบางกรณี อาจมีการใช้เทคโนโลยีทางเวชศาสตร์ฟื้นฟูร่วมด้วย เช่น
- Shockwave Therapy เพื่อดูแลอาการปวดจากกล้ามเนื้อและเนื้อเยื่อ
- PMS (Peripheral Magnetic Stimulation) เพื่อกระตุ้นการทำงานของกล้ามเนื้อ
- Redcord Therapy เพื่อฝึกการทำงานของกล้ามเนื้อเชิงลึกและปรับสมดุลของร่างกาย
ทั้งนี้ การเลือกใช้วิธีการรักษาจะพิจารณาตามความเหมาะสมของผู้ป่วยแต่ละราย ภายใต้การดูแลของแพทย์เวชศาสตร์ฟื้นฟูและทีมสหสาขาวิชาชีพ
3. การออกกำลังกายเพื่อการรักษา (Therapeutic Exercise)
การออกกำลังกายถูกออกแบบเฉพาะบุคคล เพื่อแก้ไขความไม่สมดุลของกล้ามเนื้อ และลดโอกาสการกลับมาเป็นซ้ำ อย่างไรก็ตาม แนวทางการรักษาทั้งหมดนี้อยู่ภายใต้การดูแลของทีมแพทย์เวชศาสตร์ฟื้นฟูและนักกายภาพบำบัด
หากอาการปวดคอ บ่า ไหล่ ยังไม่ดีขึ้น หรือกลับมาเป็นซ้ำแม้ได้รับการดูแลแล้ว การเข้ารับการประเมินอย่างละเอียดโดยแพทย์เฉพาะทาง อาจเป็นก้าวสำคัญในการค้นหาสาเหตุที่แท้จริง และนำไปสู่การดูแลที่ตรงจุด เพื่อช่วยให้ร่างกายกลับมาเคลื่อนไหวได้อย่างสมดุล และลดโอกาสการเกิดซ้ำในระยะยาว
ที่มา : โรงพยาบาลเวชธานี อินเตอร์เนชันแนล







