thansettakij
thansettakij
ออฟฟิศซินโดรม ปวดคอ บ่า ไหล่ โรคสุดทรมาน "มนุษย์เงินเดือน"

ออฟฟิศซินโดรม ปวดคอ บ่า ไหล่ โรคสุดทรมาน "มนุษย์เงินเดือน"

02 พ.ค. 69 | 10:08 น.
อัปเดตล่าสุด :02 พ.ค. 69 | 10:17 น.

ออฟฟิศซินโดรม ปวดคอ บ่า ไหล่ โรคสุดทรมาน "มนุษย์เงินเดือน" : Tricks for Life

อาการปวดคอ บ่า และไหล่ เป็นปัญหาที่พบได้บ่อยในกลุ่มวัยทำงาน มักมีความเกี่ยวข้องกับภาวะออฟฟิศซินโดรม (Office Syndrome) เป็นกลุ่มอาการที่มักเกิดจากพฤติกรรมการใช้งานร่างกายแบบเดิมซ้ำ ๆ ในชีวิตประจำวัน เช่น นั่งทำงานหน้าคอมพิวเตอร์เป็นเวลานานโดยไม่ลุกเปลี่ยนท่า หรือก้มมองโทรศัพท์ต่อเนื่องเป็นเวลาหลายชั่วโมง

หลายคนอาจเริ่มงานตั้งแต่เช้าแล้วนั่งยาวไป 2–3 ชั่วโมงโดยไม่รู้ตัว บางครั้งอยู่ในท่าเดิมเกือบทั้งวัน ทำให้กล้ามเนื้อบางส่วนต้องทำงานหนักต่อเนื่อง ขณะที่บางส่วนแทบไม่ได้ใช้งานเลย เมื่อเป็นแบบนี้ซ้ำ ๆ ร่างกายจะเริ่มมีอาการตึง ล้า และปวด โดยเฉพาะบริเวณคอ บ่า และไหล่ ซึ่งเป็นอาการที่พบได้บ่อยในวัยทำงาน

อาการที่พบได้บ่อย

  • ปวดคอ มักเริ่มรู้สึกตึงเล็กน้อยช่วงสาย หรือหลังนั่งทำงานต่อเนื่องไปสักพัก และอาจชัดขึ้นในช่วงบ่าย
  • ปวดบ่า มักรู้สึกหนักหรือเกร็งบริเวณบ่า โดยเฉพาะช่วงบ่ายถึงเย็น หลังอยู่ในท่าเดิมนาน ๆ
  • ปวดไหล่ อาจเริ่มรู้สึกตึงหรือยกแขนไม่สบาย หลังใช้งานแขนหรือไหล่ซ้ำ ๆ ตลอดทั้งวัน
  • ความรู้สึกตึงหรือเมื่อยล้าในกล้ามเนื้อ ซึ่งมักสะสมมากขึ้นเรื่อย ๆ และชัดเจนหลังเลิกงาน หรือในวันที่ใช้งานร่างกายต่อเนื่องโดยไม่ได้พัก

อาการเหล่านี้อาจเริ่มต้นเพียงเล็กน้อย แต่สามารถพัฒนาเป็นอาการเรื้อรังได้ หากไม่ได้รับการรักษาที่เหมาะสม

ออฟฟิศซินโดรม ปวดคอ บ่า ไหล่ โรคสุดทรมาน "มนุษย์เงินเดือน"

การดูแลอาการปวดคอ บ่า ไหลในระยะเริ่มต้น

ในเบื้องต้น ผู้ที่มีอาการปวดคอ บ่า ไหล มักเริ่มจากการดูแลตนเอง เช่น การพักการใช้งาน การยืดเหยียดกล้ามเนื้อ หรือการปรับท่าทางในการทำงาน บางรายอาจเข้ารับการดูแลเพิ่มเติม เช่น กายภาพบำบัด หรือการรักษาเพื่อช่วยลดอาการปวดและคลายกล้ามเนื้อ

แม้แนวทางเหล่านี้จะช่วยบรรเทาอาการได้ในระยะหนึ่ง แต่อาการในผู้ป่วยบางรายอาจยังคงเป็น ๆ หาย ๆ หรือกลับมาเป็นซ้ำได้

ทำไมรักษาออฟฟิศซินโดรมแล้ว “ไม่ดีขึ้นสักที”?

ผู้ป่วยจำนวนไม่น้อยพบว่า แม้จะได้รับการรักษาแล้ว แต่อาการยังคงกลับมาเป็นซ้ำ หรือไม่ดีขึ้นอย่างชัดเจน ซึ่งหนึ่งในสาเหตุสำคัญ คือ ยังไม่ทราบ “ต้นเหตุที่แท้จริง” ของอาการปวด

เนื่องจากอาการปวดคอ บ่า ไหล อาจไม่ได้เกิดจากกล้ามเนื้อบริเวณที่รู้สึกปวดเพียงอย่างเดียว แต่อาจมีความไม่สมดุลของกล้ามเนื้อในส่วนอื่นของร่างกายร่วมด้วย หากไม่ได้รับการประเมินอย่างละเอียด การรักษาอาจไม่ตรงกับสาเหตุของปัญหาในแต่ละบุคคล

การดูแลออฟฟิศซินโดรมที่เหมาะสม ควรเริ่มจากการตรวจประเมินร่างกายที่มีประสิทธิภาพ

ปัจจุบันมีการนำเครื่อง Physio Body Scan มาใช้ ซึ่งเป็นเทคโนโลยีที่ช่วยวิเคราะห์การทำงานของกล้ามเนื้อทั่วร่างกาย โดยแสดงผลในรูปแบบภาพ 3 มิติ ร่วมกับระบบ AI ที่ช่วยประมวลผลข้อมูล ทำให้สามารถมองเห็นความไม่สมดุลของร่างกายได้อย่างชัดเจน ภายในเวลาไม่เกิน 10 นาที 

การตรวจประเมินนี้ช่วยให้สามารถ

  • ระบุจุดปวดตึงของกล้ามเนื้อ
  • ตรวจหาความไม่สมดุลของร่างกาย
  • วิเคราะห์รูปแบบการใช้งานกล้ามเนื้อที่อาจเป็นต้นเหตุของอาการปวด
  • แนวทางการดูแลออฟฟิศซินโดรมแบบเฉพาะบุคคล

หลังจากการประเมินอย่างละเอียด แนวทางการดูแลจะถูกออกแบบให้เหมาะสมกับแต่ละบุคคล

1. การประเมินแบบเฉพาะบุคคล (Personalized Assessment)

ช่วยให้เข้าใจสภาพร่างกายและปัญหาที่แท้จริงของผู้ป่วยแต่ละราย

2. การวางแผนการรักษาเฉพาะบุคคล (Personalized Treatment Program)

แพทย์เวชศาสตร์ฟื้นฟูจะพิจารณาแนวทางการดูแลให้สอดคล้องกับผลการประเมิน เพื่อให้การรักษามีความตรงกับสาเหตุของอาการมากขึ้น

ในบางกรณี อาจมีการใช้เทคโนโลยีทางเวชศาสตร์ฟื้นฟูร่วมด้วย เช่น

  • Shockwave Therapy เพื่อดูแลอาการปวดจากกล้ามเนื้อและเนื้อเยื่อ
  • PMS (Peripheral Magnetic Stimulation) เพื่อกระตุ้นการทำงานของกล้ามเนื้อ
  • Redcord Therapy เพื่อฝึกการทำงานของกล้ามเนื้อเชิงลึกและปรับสมดุลของร่างกาย

ทั้งนี้ การเลือกใช้วิธีการรักษาจะพิจารณาตามความเหมาะสมของผู้ป่วยแต่ละราย ภายใต้การดูแลของแพทย์เวชศาสตร์ฟื้นฟูและทีมสหสาขาวิชาชีพ

3. การออกกำลังกายเพื่อการรักษา (Therapeutic Exercise)

การออกกำลังกายถูกออกแบบเฉพาะบุคคล เพื่อแก้ไขความไม่สมดุลของกล้ามเนื้อ และลดโอกาสการกลับมาเป็นซ้ำ อย่างไรก็ตาม แนวทางการรักษาทั้งหมดนี้อยู่ภายใต้การดูแลของทีมแพทย์เวชศาสตร์ฟื้นฟูและนักกายภาพบำบัด

หากอาการปวดคอ บ่า ไหล่ ยังไม่ดีขึ้น หรือกลับมาเป็นซ้ำแม้ได้รับการดูแลแล้ว การเข้ารับการประเมินอย่างละเอียดโดยแพทย์เฉพาะทาง อาจเป็นก้าวสำคัญในการค้นหาสาเหตุที่แท้จริง และนำไปสู่การดูแลที่ตรงจุด เพื่อช่วยให้ร่างกายกลับมาเคลื่อนไหวได้อย่างสมดุล และลดโอกาสการเกิดซ้ำในระยะยาว

 

ที่มา : โรงพยาบาลเวชธานี อินเตอร์เนชันแนล